News Logo
หน้าแรก
ย้อนคดีศาลปค.สูงสุดสั่งกทม.ชดใช้ญาติเหยื่อไฟไหม้ซานติก้าผับ

ย้อนคดีศาลปค.สูงสุดสั่งกทม.ชดใช้ญาติเหยื่อไฟไหม้ซานติก้าผับ

13 ก.ค. 2569 14:22
ผู้ชม 75 คน

ไฟไหม้ 'โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว' ซ้ำรอย 'ซานติก้าผับ' ย้อนคดีศาลปค.สูงสุดสั่งกทม.ชดใช้ญาติเหยื่อ

จากเหตุสลดไฟไหม้ 'โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว' ใกล้ซอยลาดพร้าว 1 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม. ทำให้มีผู้เสียชีวิตเบื้องต้น 27 ราย และบาดเจ็บ 63 คน ในจำนวนนี้มีอาการสาหัสถึง 22 คน

รายงานเบื้องต้นระบุว่าร้านดังกล่าว เพดานและผนังบุด้วยวัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน และติดไฟง่าย อีกทั้งมีทางเข้า-ออกหลักเพียงทางเดียวและแคบ เมื่อเกิดเพลิงไหม้ ไฟในร้านดับไม่มีไฟฉุกเฉิน ส่วนประตูหนีไฟไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากถูกล็อกไว้ อ้างเพื่อป้องกันลูกค้าดื่มกินแล้วหนี

จึงมีคำถามถึงสำนักงานเขต และกรุงเทพมหานครว่า มีการตรวจสอบสถานประกอบการที่จดทะเบียนเป็นร้านอาหารแต่กลับดำเนินกิจการเป็นกึ่งผับ และสถานบันเทิงที่แม้จะจดทะเบียนถูกต้องก็ตาม แต่ภายในสถานประกอบเหล่านั้น มีระบบการดูแลความปลอดภัยกับผู้ใช้บริการมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือเหตุเพลิงไหม้ หากเกิดเหตุแล้วทางกรุงเทพฯ และสำนักงานเขตต้องรับผิดชอบและชดใช้ค่าเสียด้วยหรือไม่

ย้อนไปเหตุโศกนาฏกรรมใหญ่ไฟไหม้ 'ซานติก้า ผับ'

บริเวณเอกมัย ซอย 9 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานครในคืนฉลองปีใหม่วันที่ 31 ธันวาคม 2551 ต่อเนื่อง 1 มกราคม 2552 ขณะเกิดเหตุมีผู้ใช้บริการกว่า 1,000 คน เกินกว่าความจุของร้านที่รองรับได้เพียง 500 คน

ต้นเหตุเกิดจากการใช้เอฟเฟกต์พลุไฟภายในร้านที่เพดานบุด้วยวัสดุไวไฟ นอกจากนี้ตัวอาคารมีประตูทางเข้า-ออกหลักเพียงประตูเดียว และมีขนาดแคบ เมื่อไฟดับลงและระบบไฟสำรองฉุกเฉินไม่ทำงาน อีกทั้งภายในอาคารยังบุฝ้าเพดานด้วยโฟมและสารเคมีไวไฟเพื่อเก็บเสียง เมื่อถูกเผาไหม้จึงกลายเป็นตัวปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์และก๊าซพิษร้ายแรง ทำให้ลูกค้าหมดสติและเสียชีวิตมากถึง 67 คน และบาดเจ็บ 222 คน นำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีอาญากับผู้บริหารร้าน รวมถึงยื่นศาลปกครองเอาผิดกรุงเทพฯด้วย

ศาลฎีกามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2558 สั่งจำคุก นายวิสุข เสร็จสวัสดิ์ หรือ "เสี่ยขาว" ผู้บริหารซานติก้าผับ 3 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและบาดเจ็บจำนวนมาก และชดใช้เงินชดเชยแก่ผู้เสียหาย (โจทก์ร่วมที่ 4-8 ) ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต เป็นเงิน 5,120,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ นำโดยนางเอสเตอร์ เยียน เชน เลาพิกานนท์ พร้อมพวกรวม 12 คน ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานครต่อศาลปกครองกลางเมื่อปี 2552 ขอให้ศาลมีคำสั่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นค่าขาดไร้อุปการะ ค่าเสียหายด้านจิตใจ ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ

ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาว่า กรุงเทพมหานคร มีส่วนร่วมที่ปล่อยปละละเลยการตรวจตราสถานบันเทิง ให้อยู่ในความปลอดภัย แต่เนื่องจากว่า คดีนี้มีผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหลายส่วน จึงมีคำพิพากษาให้ กรุงเทพมหานคร ชดใช้ ค่าเสียหาย ผู้ฟ้องคดี ที่ 1-12 ในจำนวนร้อยละ 20 ของค่าเสียหายทั้งหมดที่ผู้ฟ้องคดีเรียกร้อง พร้อมทั้งให้ชดใช้ดอกเบี้ย ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษา

ต่อมาญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด กระทั่งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2559 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นว่า กรุงเทพมหานครโดยผู้อำนวยการเขตวัฒนา ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดให้ต้องปฏิบัติ กรณีปล่อยให้มีการดัดแปลงอาคารที่พักอาศัยให้กลายเป็นสถานบริการซานติก้าผับ และเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้จึงทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก จึงต้องรับผิดทางละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย

ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร 2522 มาตรา 41 ถึง 43 ผู้อำนวยการเขตวัฒนา มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบว่ามีการดัดแปลงอาคารหรือมีการใช้อาคารโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ ซึ่งอาคารดังกล่าวได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเป็นอาคารตึก (ชั้นลอย) 1 ชั้น จำนวน 1 หลัง เพื่อการพาณิชย์-พักอาศัย พื้นที่ 1,307 ตร.ม. ก่อสร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2547 แต่เจ้าของหรือผู้ครอบครองกลับดัดแปลงอาคารเพื่อใช้เป็นสถานบริการ

จากผลการตรวจสอบของสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ พบว่า ภายในไม่มีการจัดให้มีป้ายบอกทางหนีไฟ ไม่มีระบบตรวจจับความร้อนและควันไฟ ไม่พบระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ไม่พบระบบไฟฉุกเฉินในพื้นที่บริการ การใช้วัสดุภายในส่วนใหญ่เป็นวัสดุติดไฟง่าย มีเส้นทางปล่อยตันในพื้นที่ใช้งานมีลูกกรงเหล็กดัดอยู่ตามประตูและหน้าต่างโดยทั่วไป การดัดแปลงอาคารและใช้อาคารดังกล่าวจึงเป็นไปโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย อีกทั้งอาคารดังกล่าวอยู่ห่างจากสำนักงานเขตวัฒนาไม่มาก ดังนั้นผู้อำนวยการเขตย่อมต้องทราบดีว่าอาคารดังกล่าวมีการก่อสร้างผิดไปจากที่ขออนุญาต

ดังนั้นจึงถือว่าความเสียหายของนางเอสเตอร์ และพวกทั้ง 12 คน เป็นผลโดยตรงจากการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวของผู้อำนวยการเขตในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นที่ได้รับมอบอำนาจจากผู้ว่าฯ กทม.จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมแก่นางเอสเตอร์ และพวก

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดระบุว่า ส่วนที่ศาลปกครองชั้นต้นเห็นควรให้รับผิดชดใช้ในอัตราร้อยละ 20 ของค่าเสียหายทั้งหมด ศาลปครองสูงสุดไม่เห็นพ้องด้วย โดยเห็นว่ากรุงเทพมหานครควรรับผิดชดใช้ในอัตราร้อยละ 25 ของค่าเสียหายทั้งหมดโดยให้ชำระแก่
นางเอสเตอร์ เยียน เชน เลาพิกานนท์ มารดานายมาร์ค เลาพิกานนท์ ผู้เสียชีวิต 175,000 บาท
นางมุ้ยเกียง ถนอมปัญญารักษ์ มารดา น.ส.วิภาวรรณ ผู้เสียชีวิต 85,000 บาท
นายสนธยา บุญพรม บิดานายเฉลิมชนม์ บุญพรม ผู้เสียชีวิต จำนวน 595,000 บาท
นายศักดิ์สิทธิ์ เทียนทอง บิดา น.ส.วริฉัตร เทียนทอง ผู้เสียชีวิต จำนวน 295,000 บาท
น.ส.มัทริน อยู่โต บุตรสาวนายต่อศักดิ์ อยู่โต ผู้เสียชีวิต จำนวน 160,000 บาท
นางพนิตา โพธิ์ศรี ภรรยานายอาทิตย์เทพ ปฐมานุรักษ์ ผู้เสียชีวิต จำนวน 475,000 บาท
น.ส.ธนัชชา สุนทรชัย ผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 239,462.50 บาท
น.ส.ปรียานุช พึงลำภู ผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 456,562.75 บาท
น.ส.กาญจนา นาคขวัญ ผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 511,560.50 บาท
น.ส.ศศินันท์ ชาญการไถ ผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 773,791.67 บาท
นายวราวุธ นาคพัฒน์ ผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 1,509,087.50 บาท
น.ส.รัตนา แซ่ลิ้ม ผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 518,786 บาท
รวมทั้งสิ้น 5,794,250.92 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ภายในกำหนด 30 วันนับแต่มีคำพิพากษา

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่องงบ 'โรงเบียร์ลาดพร้าว' กำไร 9 แสน - เปลี่ยนวัตถุประสงค์ธุรกิจปี 68
ส่องงบ 'โรงเบียร์ลาดพร้าว' กำไร 9 แสน - เปลี่ยนวัตถุประสงค์ธุรกิจปี 68