News Logo
หน้าแรก
‘บัตรสวัสดิการฯ’ โครงการในรัฐบาลทหาร สู่วันที่ประชาชนต้องพิสูจน์ความจน

‘บัตรสวัสดิการฯ’ โครงการในรัฐบาลทหาร สู่วันที่ประชาชนต้องพิสูจน์ความจน

20 ก.ค. 2569 18:09
ผู้ชม 27 คน

เปิดปัญหาสำคัญของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นประชานิยมในรัฐบาลทหาร สู่การรื้อเกณฑ์ใหม่ของรัฐบาลปัจจุบันที่ทำให้คนจนจริงหลุดออกจากระบบกว่า 9.3 ล้านราย จากข้อบกพร่องของฐานข้อมูลภาครัฐที่ยังไม่สะท้อนความซับซ้อนในชีวิตจริงของประชาชน

หลังจากกระทรวงการคลังปรับเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 9.3 ล้านรายต้องหลุดออกจากระบบ และทำให้ประชาชนอีกกว่า 2.9 ล้านรายต้องยื่นอุทธรณ์ขอทบทวนสิทธิอีกครั้ง ทั้งนี้ หนึ่งในเกณฑ์สำคัญที่ทำให้ประชาชนกลุ่มนี้ถูกคัดออก คือการครอบครองรถยนต์และสถานะการเป็นนักศึกษา ซึ่งรัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผ่านการขยายเวลาการยื่นอุทธรณ์ และเตรียมเสนอปรับแก้เกณฑ์ใหม่เข้าสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) 

สำนักข่าว Next News ตรวจสอบข้อมูลพบว่าโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือที่มีชื่อเล่นว่า ‘บัตรคนจน’ เกิดขึ้นในยุครัฐบาลทหารภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี โดยในตอนนั้น นอกเหนือจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ คสช. เตรียมไว้เพื่อสืบทอดอำนาจแล้ว นโยบายประชานิยมอย่าง ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ ก็ดูเหมือนเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่รัฐบาลนี้เตรียมไว้เพื่อสืบทอดอำนาจเช่นกัน 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2559 ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจและสถิติความยากจนที่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ รัฐบาลจึงผุดแนวคิดช่วยเหลือประชาชนผ่านการโอนเงินสวัสดิการแห่งรัฐ โดยกระทรวงการคลังได้เปิดลงทะเบียนรอบแรก ซึ่งมีผู้สนใจเข้าร่วมสูงถึง 8 ล้านราย ต่อมาในปี 2560 รัฐบาลได้เปิดลงทะเบียนเพิ่มเติม ทำให้มียอดผู้สมัครพุ่งสูงกว่า 14 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ที่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติและได้รับสิทธิ์จริงถึง 11.4 ล้านคน

ในยุคเริ่มต้นรัฐบาลได้แบ่งกลุ่มผู้ได้รับสิทธิออกเป็น 2 กลุ่มตามฐานรายได้ คือ กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท/ปี ได้รับวงเงินช่วยเหลือ 300 บาท/เดือน สำหรับกลุ่มที่มีรายได้ 30,001 - 100,000 บาท/ปี ได้รับวงเงินช่วยเหลือ 200 บาท/เดือน

สำหรับรูปแบบการใช้งานในตอนนั้นแทบไม่ต่างจากปัจจุบัน คือเน้นช่วยลดภาระค่าครองชีพขั้นพื้นฐาน โดยสามารถนำบัตรไปรูดซื้อสินค้าที่ร้านธงฟ้าประชารัฐหรือร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงใช้เป็นส่วนลดแก๊สหุงต้ม และส่วนลดค่าเดินทางผ่านระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ

ต่อมาในปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งปีก่อนการเลือกตั้ง รัฐบาลได้ขยายสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้ครอบคลุมกลุ่มผู้พิการ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่สามารถเดินทางมาลงทะเบียนเองได้ ส่งผลให้ยอดผู้ถือบัตรก้าวกระโดดจากเดิม 11.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นเป็น 14.6 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นราว 3.2 ล้านคน

นอกเหนือจากการเพิ่มจำนวนผู้ได้รับสิทธิแล้ว รัฐบาลยังได้ขยายวงเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมผ่านกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ไม่ว่าจะเป็นการมอบเงินขวัญถุงช่วงปีใหม่คนละ 500 บาท รวมถึงมาตรการช่วยบรรเทาภาระค่าน้ำค่าไฟ โดยอุดหนุนค่าไฟฟ้าไม่เกิน 230 บาท และค่าน้ำประปาไม่เกิน 100 บาท ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุจะได้รับสิทธิ์เพิ่มเติมเป็นเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพ เงินช่วยเหลือค่าเช่าบ้าน ตลอดจนค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ

ทั้งนี้ หลายภาคส่วนต่างวิพาก์วิจารณ์ว่าโครงการดังกล่าวเป็นโยบายประชานิยมที่เอื้อต่อการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลทหาร ทั้งนี้แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ได้ชนะการเลือกตั้งโดยตรง แต่ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จในปี 2562 และการเดินหน้าปรับปรุงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็เป็น 1 ใน 12 นโยบายที่ พล.อ.ประยุทธ์แถลงต่อรัฐสภา 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ได้ตรวจสอบโครงการนี้พบว่า จุดอ่อนสำคัญคือระบบฐานข้อมูลคัดกรองที่มีข้อบกพร่อง จนไม่สามารถคัดสรรผู้มีรายได้น้อยตัวจริงเข้าร่วมโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะปัญหาความน่าเชื่อถือของข้อมูล ด้านการถือครองทรัพย์สินทางการเงิน หรือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่เกินกว่าเกณฑ์กำหนด ตลอดจนข้อมูลสถานะส่วนบุคคลที่ไม่ถูกต้องและไม่ครบถ้วน

ยิ่งไปกว่านั้น การดำเนินโครงการที่เป็นไปด้วยความเร่งรีบ โดยมีกรอบเวลาเตรียมความพร้อมเพียง 31 วัน ส่งผลให้ทั้งการประชาสัมพันธ์และการบริหารจัดการในด้านต่างๆ กระชั้นชิดเกินไป จนท้ายที่สุดสิทธิสวัสดิการเหล่านี้กลับกระจายไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

นอกจากนี้ สตง. ยังระบุด้วยว่า การจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคของร้านธงฟ้าประชารัฐที่เข้าร่วมโครงการ มีราคาไม่แตกต่างจากท้องตลาดทั่วไป จึงอาจไม่สามารถช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายในรายการสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพได้อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ สตง. จึงได้ยื่นข้อเสนอแนะถึงปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อให้ดำเนินการปรับปรุงและแก้ไขปัญหาสำคัญที่ตรวจพบจากการดำเนินงานดังกล่าว 

ในการขับเคลื่อนยุครัฐบาลอนุทินได้มีการปรับโครงสร้างและรื้อเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อคัดกรองให้งบประมาณก้อนนี้ตกถึงมือกลุ่มผู้เดือดร้อนที่สุด ทว่าเหรียญย่อมมีสองด้าน เมื่อเกณฑ์ใหม่ดังกล่าวกลับกลายเป็นกำแพงสูงที่ผลักให้ประชาชนจำนวนมากต้องหลุดออกจากระบบ โดยเฉพาะ 2 สาเหตุหลักอย่าง ‘การครอบครองรถยนต์’ และ ‘สถานะนักศึกษา’ ซึ่งเกณฑ์ใหม่กำหนดเงื่อนไขไว้ว่า ผู้ได้รับสิทธิจะต้องไม่มีกรรมสิทธิในรถยนต์ทุกประเภท ยกเว้นเพียง รถจักรยานยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบไม่เกิน 300 ซีซี รถยนต์สามล้อ รถยนต์ 4 ล้อสาธารณะ  รถยนต์เพื่อการเกษตร โดยกำหนดเงื่อนไขให้ครอบครองได้ไม่เกินคนละ 1 คันเท่านั้น

ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนได้ร้องเรียนเข้ามาว่า บางคนมีรถเก่าที่มีมูลค่าต่ำและไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่ไม่ได้นำทะเบียนออกจากระบบ, รถสูญหายหรือสิ้นสภาพแล้วแต่ไม่ได้นำทะเบียนออก, ขายรถไปแล้วแต่ไม่ได้นำทะเบียนออก หรือถูกนำชื่อไปสวมสิทธิเพื่อซื้อรถ ส่งผลให้กระทรวงคมนาคมต้องร่อนหนังสือด่วนถึงกระทรวงการคลังเพื่อขอให้ทบทวนเกณฑ์ดังกล่าว เช่นเดียวกับกรณีเงื่อนไขสถานะนักศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษานอกระบบ (กศน.) ที่ถูกตัดสิทธิอย่างไม่เป็นธรรมจนต้องมีการเรียกร้องให้ทบทวนเช่นกัน

ขณะที่ทางด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า ระบบฐานข้อมูลของภาครัฐยังขาดความเป็นเอกภาพและไร้ระเบียบ การดำเนินนโยบายในลักษณะนี้ ย่อมไม่มีวันสิ้นสุดตราบใดที่รัฐยังไม่มีฐานข้อมูลที่มีคุณภาพเพียงพอ นอกจากนี้ การใช้เกณฑ์คัดกรองที่ตัดสินแบบขาว-ดำจนเกินไป ย่อมไม่สามารถสะท้อนภาพรวมของปัญหาในชีวิตจริงที่มีความซับซ้อนได้ เช่น ประชาชนบางรายอาจมีภาระหนี้สินล้นพ้นตัวแต่ในระบบกลับโชว์ว่ายังมีสินทรัพย์หลงเหลืออยู่บ้าง ส่งผลให้ 'คนจนจริง' ต้องหลุดออกจากระบบ ซึ่งทางพรรคประชาชนได้เสนอทางออกให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบประเมินผลแบบคิดคะแนนความยากจน ที่มีความละเอียดอ่อนและรอบด้านกว่า

อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่าการเขย่ามาตรการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งใหญ่นี้ มีจุดประสงค์ที่ถูกต้องคือต้องการให้งบประมาณกว่า 2.4 ล้านตกไปถึงมือคนที่ต้องการอย่างแท้จริง แต่หากดูจากตัวโครงการ โดยเฉพาะประเด็นที่มีความบกพร่องของข้อมูลมาตั้งแต่ต้น จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่นำมาสู่ข้อถกเถียงในวันนี้ อีกทั้งการทอนประชาชนออกจากโครงการดังกล่าวที่มีความเป็นประชานิยมมาตั้งแต่ต้น ย่อมสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ 

อ้างอิง

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'คลัง' จ่อรื้อเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ปมถือครองสิทธิรถยนต์-จยย.-นักเรียน
'คลัง' จ่อรื้อเกณฑ์บัตรสวัสดิการฯ ปมถือครองสิทธิรถยนต์-จยย.-นักเรียน