นายกฯแจงดราม่ายิงโจรในบ้านก็ผิด รับสื่อสารสั้นไป ชี้แม้ป้องกันตัวสมควรแก่เหตุ ก็ถูกตั้งข้อหา ต้องไปพิสูจน์ในศาล โฆษก ตร. โพสต์ชี้แจงข้อกฎหมาย หากเจ้าของบ้านยิงใส่โจรที่บุกรุก
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ที่ท้องสนามหลวง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีสวดพระพุทธมนต์ และทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ 12 สิงหาคม 2569
นายอนุทินกล่าวถึงกรณีที่ให้สัมภาษณ์ว่าการใช้ปืนยิงโจรในบ้านตัวเองก็มีความผิด ทำให้เกิดดราม่าและเกิดความเข้าใจผิดว่า “ ไม่มีการเข้าใจผิดหรอกครับ หลักสำคัญคือพยายามจะให้ทุกคนคิดว่าอาวุธปืนไม่มีประโยชน์ต่อใคร หากถูกใช้เมื่อไรไม่ว่าจะเหตุสุดวิสัย หรือควรแก่เหตุก็แล้วแต่ ต้องไปพิสูจน์ในศาล ไม่ใช่พิสูจน์ด้วยตัวเอง หรือไม่ได้พิสูจน์โดยตำรวจ หากมีเหตุเช่นนี้เกิดขึ้น ยิงคนที่มาประสงค์ร้าย ก็ต้องถูกตั้งข้อหาก่อน และต้องไปพิสูจน์ตัวเองในศาล”
นายอนุทินกล่าวว่า ตนอาจจะสื่อสารสั้นไป แต่จุดประสงค์และเจตนารมณ์คือไม่อยากให้ทุกคนอยู่ใกล้อาวุธปืน เพราะไม่เคยทำสิ่งที่ดีให้กับผู้ใช้และผู้ถูกอาวุธปืนเลย คนที่ถูกอาวุธปืนก็บาดเจ็บ คนที่ใช้อาวุธปืนก็ต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล กว่าจะมีคำพิพากษาว่าป้องกันตัวเอง หรือควรแก่เหตุแล้ว ต้องเสียเวลาไปขึ้นศาล ประกันตัว ต่างๆ มากมาย ตนก็ได้แต่เตือนสติเท่านั้น ไม่ใช่ว่า ใครต้องเชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะมีกฎหมายอยู่แล้ว กฎหมายไม่ได้ไปไหน และไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง ดังนั้นอย่าเข้าใกล้ดีที่สุด
ขณะที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กว่า "กรณีผู้บุกรุกเข้าบ้าน เจ้าของบ้านมีสิทธิป้องกันตัวแค่ไหน?" โดยระบุว่า ช่วงนี้มีการพูดถึงกรณีผู้บุกรุกเข้าไปในบ้านพัก แล้วเจ้าของบ้านใช้อาวุธปืนจนผู้บุกรุกเสียชีวิต และมีการพูดถึงข้อกฎหมายกันค่อนข้างมาก
“ในฐานะตำรวจ ผมจึงอยากนำหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้เข้าใจตรงกัน หลักทั่วไปคือ เมื่อมีบุคคลถูกยิงจนถึงแก่ความตาย ถือว่ามีเหตุอันเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวน ตรวจสอบข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนผู้ใช้อาวุธจะมีความผิดหรือไม่ และมีสถานะทางคดีอย่างไร พนักงานสอบสวนจะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏ”
พล.ต.ท.ไตรรงค์ระบุว่า เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น ก็จะดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย รวมถึงการทำความเห็นทางคดีเสนอพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาต่อไป จึงไม่สามารถดูเพียงว่า "ผู้เสียชีวิตเป็นผู้บุกรุก" หรือ "เหตุเกิดภายในบ้าน" แล้วสรุปผลทางกฎหมายได้ทันที แต่ในขณะเดียวกัน กฎหมายก็รับรองสิทธิของประชาชนในการป้องกันตนเองและผู้อื่นอย่างชัดเจน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 กำหนดหลักเรื่อง การป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย หากมีภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย เป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง และการกระทำเพื่อป้องกันนั้นพอสมควรแก่เหตุ ผู้กระทำไม่มีความผิด
พล.ต.ท.ไตรรงค์ระบุว่า เพราะฉะนั้น จึงไม่มีหลักง่ายๆ ว่า "คนร้ายเข้าบ้าน ยิงได้ทุกกรณี" และในทางกลับกัน ก็ไม่มีหลักว่า "ยิงผู้บุกรุกในบ้านแล้ว เจ้าของบ้านต้องผิดทุกกรณี" หัวใจสำคัญอยู่ที่ พฤติการณ์ขณะเกิดเหตุ เช่น ผู้บุกรุกเข้ามาในบ้านเวลากลางคืน เข้ามาใกล้ตัว ไม่ยอมหยุดเมื่อถูกทักถาม หรือมีพฤติการณ์ที่ทำให้เจ้าของบ้านเชื่อโดยมีเหตุผลว่ากำลังจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นข้อเท็จจริงสำคัญในการพิจารณาว่า การตอบโต้นั้นเป็นการป้องกันโดยชอบและพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ ในทางกลับกัน หากภยันตรายนั้นสิ้นสุดลงแล้ว และยังมีการติดตามไปใช้กำลังหรือใช้อาวุธ การพิจารณาทางกฎหมายก็อาจแตกต่างออกไปตามพฤติการณ์
พล.ต.ท.ไตรรงค์ระบุว่า หากข้อเท็จจริงเป็นการป้องกันโดยชอบและพอสมควรแก่เหตุ ตามมาตรา 68 ผู้กระทำไม่มีความผิด แต่หากมีเหตุที่จะป้องกันจริง แต่กระทำเกินสมควรแก่เหตุ ก็อาจเข้าสู่หลักตาม มาตรา 69 ซึ่งกฎหมายเปิดทางให้ศาลพิจารณาลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด และหากการกระทำนั้นเกิดจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลอาจไม่ลงโทษก็ได้
พล.ต.ท.ไตรรงค์ระบุว่า อีกเรื่องหนึ่งที่อยากทำความเข้าใจกัน คือ การที่ตำรวจต้องสอบสวน ไม่ได้หมายความว่าตำรวจสรุปว่าผู้ป้องกันตัวเป็นคนผิด เมื่อมีคนเสียชีวิต ตำรวจมีหน้าที่ตรวจสถานที่เกิดเหตุ ตรวจอาวุธและบาดแผล ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด สอบปากคำพยานและผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนรวบรวมพฤติการณ์ทั้งหมด เพื่อให้ทราบว่าในช่วงเวลาที่ตัดสินใจใช้อาวุธนั้น เกิดอะไรขึ้น จากนั้นกระบวนการยุติธรรมจะพิจารณาตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในแต่ละขั้นตอน ตั้งแต่พนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และหากคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาล ก็เป็นอำนาจของศาลที่จะวินิจฉัยต่อไป
“ดังนั้น เรื่องนี้ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องมองเป็นสองขั้วว่า "ยิงได้" หรือ "ยิงไม่ได้" สิ่งสำคัญกว่าคือ ประชาชนมีสิทธิป้องกันตนเองและผู้อื่นตามที่กฎหมายรับรอง และกระบวนการยุติธรรมมีหน้าที่ตรวจสอบจากข้อเท็จจริงว่า การป้องกันนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายหรือไม่ สุดท้าย กฎหมายไม่ได้พิจารณาเพียงว่าเหตุเกิด "ในบ้าน" หรือ "นอกบ้าน" แต่พิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดในขณะเกิดเหตุ โดยเฉพาะว่ามีภยันตรายจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายที่ใกล้จะถึงหรือไม่ และการกระทำเพื่อป้องกันนั้นพอสมควรแก่เหตุเพียงใดนี่คือหลักกฎหมายที่ผมอยากนำมาเล่าสู่กันฟัง เพื่อให้ประชาชน เข้าใจทั้งสิทธิของตนเอง และเข้าใจกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่มากขึ้น”
/////////////////////////




