News Logo
หน้าแรก
กระทรวง อว.ควรเข้มงวดต่อมาตรฐาน  รพ.มหาวิทยาลัยที่ให้บริการแบบเอกชน

กระทรวง อว.ควรเข้มงวดต่อมาตรฐาน รพ.มหาวิทยาลัยที่ให้บริการแบบเอกชน

18 ส.ค. 2569 20:30
ผู้ชม 236 คน

จ่าย 2.5 ล้าน นอน ICU แต่สมองพังเข้าขั้นโคม่า ! อุทาหรณ์ "รพ.รัฐบริการเอกชน" ปล่อยเสมหะอุดกั้นจนหัวใจหยุดเต้น 8 นาที หมออ้างหน้าตาเฉย "ขาดอากาศ 20 นาทียังไหว"

              จั่วหัวข้างต้น เป็นเรื่องจริงที่อาจใช้เป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ของศูนย์การแพทย์ ที่สังกัดคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่ให้บริการและเรียกเก็บค่าใช้จ่ายสูงเทียบเท่าโรงพยาบาลเอกชน ที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) ซึ่งไม่ได้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์โดยตรงเช่นเดียวกับกระทรวงสาธารณสุข โดยมีกรณีที่ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าสถานพยาบาลบางแห่ง อาจมีบริการที่ต่ำกว่ามาตรฐานวิชาชีพ หรือไม่ ซึ่ง ศ.ดร.ยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว.น่าจะได้เข้าไปดูแลเพื่อให้มีการยกระดับมาตรฐานทางการแพทย์ให้สูงขึ้น สอดคล้องกับอัตราค่าบริการ

              กรณีศึกษานี้ ชี้ให้เห็นว่าอาจเป็นความประมาทเลินเล่อของบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ในกระบวนการรักษา ทำให้ผู้ป่วยในห้องไอซียูหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้นเป็นเวลานานถึง 8 นาที ส่งผลให้สมองเกิดความเสียหายจากการขาดออกซิเจน ถึงแม้จะไม่เสียชีวิตแต่ก็มีอาการโคม่า ซึ่งแย่ลงกว่าเดิมก่อนเข้ารับการรักษา

บังเอิญว่าผู้ป่วยที่ประสบเหตุครั้งนี้ เป็นพ่อของนักการเมืองระดับประเทศรายหนึ่ง ที่มีตำแหน่งเป็นรองประธานกรรมาธิการเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ของสภาผู้แทนราษฎร จึงได้มีการตั้งคำถามไปยังกระทรวง อว.ว่า จะยกระดับมาตรฐานสถานพยาบาลของรัฐที่อยู่ในสังกัด ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายแบบโรงพยาบาลเอกชน ให้มีมาตรฐานการรักษาที่สูงขึ้น มีความปลอดภัยและคุ้มค่ากับเงินที่ประชาชนต้องจ่ายสูงกว่าโรงพยาบาลของรัฐทั่วไปได้อย่างไร และกระทรวง อว.จะแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้นนี้อย่างไร

ด้วยเหตุที่ผู้ป่วย มีอายุมากถึงกว่า 90 ปี ทำให้รองประธานคณะกรรมาธิการรายนี้ ซึ่งทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนเกี่ยวกับผู้สูงอายุ มีข้อสงสัยอีกว่า หรืออาจจะเป็นเพราะผู้ป่วยมีอายุสูงมาก จึงทำให้สถานพยาบาลอาจเห็นว่า เวลาในชีวิตของผู้ป่วยเหลืออยู่อีกไม่มากแล้ว และมีหลายโรครุมเร้าที่พร้อมจะจากไปได้ตลอดเวลา จึงลดมาตรฐานการดูแลรักษาลงไป โดยไม่เข้มงวดกับการวางแผนการรักษาอย่างรอบคอบระมัดระวัง และไม่ให้ความสนใจต่อสัญญาณฉุกเฉินเรื่อง ต่าง ๆ หรือไม่

              ข้อเท็จจริงที่เป็นกรณีศึกษาเรื่องนี้ ผู้เขียนได้รับข้อมูลจากครอบครัวนักการเมืองรายนี้ จึงขอนำเสนอเพื่อเป็นอุทาหรณ์และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยทั่วไป ทั้งในเรื่องการให้ข้อมูลของญาติเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วยที่ต้องมีความละเอียดเพียงพอแก่แพทย์ผู้รักษา ความรวดเร็วในการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาของญาติผู้ป่วย การวางแผนการรักษาและการเฝ้าระวังผู้ป่วยในหอผู้ป่วยวิกฤตของสถานพยาบาล ซึ่งจะต้องไม่มีการละเลยหรือชะล่าใจต่อสัญญาณเตือนในทุกระดับ รวมทั้งสิทธิต่าง ๆ ที่ผู้ป่วยหรือญาติควรจะได้รับการเยียวยา หากเห็นได้ชัดว่ามีความผิดพลาดอย่างร้ายแรง จากการกระทำที่ต่ำกว่ามาตรฐานวิชาชีพของบุคลากรทางการแพทย์หรือสถานพยาบาล  

โดยบทความนี้มีวัตถุประสงค์ให้ผู้อ่านหรือสังคมได้ใช้วิจารณญาณอย่างเป็นธรรม ทั้งกับฝ่ายผู้ป่วยที่เป็นฝ่ายสูญเสีย และฝ่ายสถานพยาบาลที่เป็นฝ่ายใช้วิชาชีพในการรักษาพยาบาล

 คุณพ่อของนักการเมืองรายนี้ มีอายุ 92 ปี เข้ารับการรักษากับสถานพยบาลในกำกับของกระทรวง อว.ซึ่งให้บริการแบบเอกชน โดยก่อนที่จะเข้ารับการรักษาในห้องไอซียูที่เกิดกรณีศึกษานี้ขึ้น ช่วง 5-6 เดือนก่อนหน้านั้น ได้เข้าพักรักษาตัวในสถานพยาบาลแห่งนี้มาก่อน เนื่องจากผู้ป่วยมีอาการไตเสื่อม ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของปอด หัวใจ และสมอง โดยได้รับการรักษาพยาบาลจนกระทั่งอาการคงที่แล้ว แพทย์ผู้รักษาจึงอนุญาตให้กลับบ้านได้ ในสภาพร่างกายที่ช่วยเหลือตนเองได้ในระดับหนึ่ง  

              ต่อมาเมื่อปลายเดือน ก.ค.2569 ผู้ป่วยมีอาการหน้าซีด ไม่เคลื่อนไหวร่างกาย หายใจไม่สะดวก  และออกซิเจนต่ำลงกว่าปกติ ญาติจึงนำตัวส่งสถานพยาบาลแห่งนี้ซึ่งเป็นเจ้าของไข้อยู่เดิม โดยญาติได้เล่าถึงอาการต่าง ๆ ที่เป็นเหตุให้ต้องมีการส่งตัวเร่งด่วน แพทย์จึงสั่งให้เข้ารับการรักษาในห้องไอซียู โดยคืนแรก ๆ ที่ห้องไอซียู ผู้ป่วยมีการรับรู้และสามารถพูดคุยกับญาติได้ จนกระทั่งคืนหนึ่งของการรักษาที่ห้องไอซียู หลังจากญาติทุกคนกลับจากการเยี่ยมแล้ว ผู้ป่วยมีอาการออกซิเจนต่ำลงกว่าปกติ หยุดหายใจ และหัวใจหยุดเต้น แพทย์และพยาบาลประจำห้องไอซียูจึงปฏิบัติการกู้ชีพ ทำให้ชีพจรกลับคืนมาอีกครั้ง หลังจากหัวใจหยุดเต้นไปแล้วเป็นเวลา 8 นาที ซึ่งทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจนในช่วงเวลานั้น โดยการกู้ชีพได้มีการใส่ท่อช่วยหายใจ และใช้สายดูดเสมหะที่เหนียวข้นเป็นก้อนและอยู่ลึกออกมาเป็นจำนวนมาก

              ภาวะหัวใจหยุดเต้นเป็นเวลา 8 นาที ได้รับการวินิจฉัยว่ามาจากทางเดินหายใจถูกอุดกั้นจากเสมหะที่เหนียวข้นเป็นก้อนและอยู่ลึก โดยค่อย ๆ สะสมเพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งปิดบังทางเดินหายใจทั้งหมด ทำให้ผู้ป่วยหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น

              โดยทั่วไปการหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น จะมีเวลาเพียง 4 นาที สำหรับการกู้ชีพเพื่อให้ผู้ป่วยฟื้นกลับมาในสภาพปกติ แต่หากสมองขาดเลือดและออกซิเจนจากการที่หัวใจหยุดเต้น เกินกว่า 4 นาที จะทำให้เซลล์สมองเริ่มถูกทำลาย

              เมื่อแรกรับผู้ป่วยเข้ารักษาที่ไอซียู แพทย์คงจะได้ประเมินว่า ความเสี่ยงในเรื่องภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นจากเสมหะที่เหนียวข้นเป็นก้อน ยังไม่น่าจะเกิดขึ้น และหากเกิดขึ้นก็จะมีกระบวนการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที เนื่องจากอยู่ในห้องไอซียูที่มีเครื่องมือช่วยชีวิตอย่างครบถ้วนและทันสมัย จึงเพียงให้ผู้ป่วยพักอยู่ในห้องไอซียูเพื่อสังเกตอาการไปอีกระยะหนึ่ง แต่ว่าหลังจากนั้นไม่นาน ผู้ป่วยเกิดภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น ทำให้หัวใจหยุดเต้น ซึ่งกระบวนการกู้ชีพในห้องไอซียูไม่อาจทำได้ทันภายในระยะเวลาแห่งความปลอดภัยคือ 4 นาที แต่ใช้เวลาเกินไป 2 เท่าคือ 8 นาที ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมองและไตที่อ่อนแออยู่แล้ว

ก่อนหน้านี้ลูก ๆ ของผู้ป่วยที่เป็นทั้ง นักธุรกิจ นักการเมือง และนักวิชาการระดับประเทศ ได้ส่งตัวผู้ป่วยมารับการรักษาที่สถานพยาบาลนี้ โดยมีค่าใช้จ่ายไปที่ได้จ่ายไปแล้ว ประมาณ 2-2.5 ล้านบาท ในช่วงระยะเวลาประมาณ 5-6 เดือน โดยเห็นว่าเป็นสถานพยาบาลที่ดีที่สุด และจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ถึงแม้จะอยู่คนละจังหวัดก็ตาม โดยลูกคนที่เป็นรองประธานกรรมาธิการเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ไม่ได้แจ้งสถานะของตนเองต่อสถานพยาบาลแต่อย่างใด

การที่ผู้ป่วยหยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น ซึ่งใช้เวลานานถึง 8 นาที จึงกู้ชีพได้สำเร็จ ทั้งที่อยู่ในห้องไอซียู ทำให้ญาติผู้ป่วยตั้งข้อสังเกตใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ

1. ขั้นตอนการวินิจฉัยและประเมินความเสี่ยงเมื่อแรกรับผู้ป่วย ในเรื่องความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะทางเดินหายใจอุดกั้นจากเสมหะที่เหนียวข้นจำนวนมาก เป็นการประเมินโดยยอมรับความเสี่ยงมากเกินไป หรือไม่ จึงไม่ได้ใช้วิธีการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการนำเอาเสมหะที่อยู่ลึกออกมาจากระบบทางเดินหายใจผู้ป่วย รวมทั้งไม่ได้ใช้วิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพไม่ให้เสมหะที่เกิดขึ้นใหม่มีการสะสม จนกระทั่งอุดกั้นทางเดินหายใจ

2. ขั้นตอนการเฝ้าระวังเมื่อผู้ป่วยอยู่ในห้องไอซียู เมื่อมีสัญญาณเตือนในเรื่องต่าง ๆ ได้แก่ เมื่อออกซิเจนต่ำลงกว่าปกติ เมื่อหยุดหายใจ และเมื่อหัวใจหยุดเต้น บุคลากรทางการแพทย์ที่เฝ้าระวังอยู่ที่เคาน์เตอร์พยาบาล ได้ให้ความสนใจและตอบสนองเพื่อปฏิบัติการตามมาตรฐานการช่วยชีวิตผู้ป่วยในทันทีทันใด หรือไม่

เป็น 2 ประเด็นสำคัญที่ญาติผู้ป่วยมีข้อสงสัยอย่างมาก เนื่องจากเมื่อผ่านมาอีกมากกว่า 10 วัน ผู้ป่วยยังไม่รู้สึกตัว โดยได้รับคำชี้แจงจาก “แพทย์ที่ห้องพิเศษ” ของโรงพยาบาลที่ย้ายมาใหม่ว่า สมองของผู้ป่วยได้รับความเสียหายเป็นส่วนใหญ่จากการที่หัวใจหยุดเต้นไป 8 นาที ไม่มีโอกาสที่จะกลับมาเหมือนเดิมได้อีกต่อไป ทั้งในเรื่องสภาพร่างกายและการรับรู้ อีกทั้งอาการไตเสื่อมที่มีอยู่เดิมซึ่งได้รับการรักษาจนดีขึ้นแล้ว จะมีความรุนแรงมากขึ้นจากการขาดเลือดในช่วงเวลา 8 นาทีนั้น ทำให้จะต้องทำการฟอกไตแบบฉุกเฉิน ซึ่งการฟอกไตอาจส่งผลกระทบให้เกิดการติดเชื้อ หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้อีก

              ญาติผู้ป่วยได้ย้อนกลับไปเล่าว่า “แพทย์ที่ห้องไอซียู” อธิบายว่า...ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น 8 นาที ถือว่าไม่นานนัก เนื่องจากไม่ถึง 10 นาที โดยคนที่อายุไม่มากหยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้นได้นานถึง 20 นาที...

              จากข้อเท็จจริงที่สรุปให้เข้าใจได้ง่าย ๆ ข้างต้น เป็นเรื่องที่สังคมจะใช้วิจารณญาณว่า ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย ที่ทำให้มีอาการโคม่าจากการที่หัวใจหยุดเต้น และเสี่ยงต่อความสูญเสียที่เพิ่มมากขึ้นอีกในอนาคต เกิดขึ้นจากสาเหตุใด ไม่ว่าจะเป็นสภาพร่างกายของผู้ป่วยเอง ข้อมูลอาการนำของผู้ป่วยที่แพทย์ได้รับไม่ครบถ้วน การวินิจฉัยหรือประเมินความเสี่ยงของแพทย์ที่มีความคลาดเคลื่อน  

หรือการเฝ้าระวังที่ต่ำกว่ามาตรฐานของบุคลากรทางการแพทย์ที่หอผู้ป่วยวิกฤต ซึ่งจะมีสัญญาณเตือนทั้งที่เป็นภาพกราฟิกที่หน้าจอมอนิเตอร์และสัญญาณเสียงดังที่เคาน์เตอร์พยาบาล โดยจะเตือนทุกครั้งเมื่อเกิดเหตุการณ์ตั้งแต่เบาไปหาหนัก ได้แก่ 1)  เมื่อออกซิเจนมีการลดต่ำลงเรื่อย ๆ 2) เมื่อมีการหยุดหายใจ และ 3) เมื่อหัวใจหยุดเต้น หากไม่ได้ให้ความสำคัญตั้งแต่สัญญาณแรกไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ก็อาจเป็นเหตุให้การกู้ชีพใช้เวลาเกินกว่าระยะเวลาแห่งความปลอดภัย...หรือว่าจะมาจากทุกสาเหตุรวมกันอย่างประจวบเหมาะก็เป็นได้

แต่หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า กระบวนการวินิจฉัย และการประเมินความเสี่ยง รวมทั้งการเฝ้าระวัง มีข้อผิดพลาดจากการไม่ใช้ความละเอียดรอบคอบและระมัดระวังตามมาตรฐานวิชาชีพ แต่มีการปล่อยปละละเลย ไม่เตรียมความพร้อม ที่เห็นได้ชัดว่า เป็นความบกพร่องอย่างรุนแรงในการวางแผนการรักษา และการเฝ้าระวัง ที่เกิดขึ้นจากบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยหรือญาติใกล้ชิดก็อาจใช้สิทธิเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายได้ ทั้งที่เป็นค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจริง และค่าเสียหายเชิงลงโทษ ไม่เกิน 2 เท่าของค่าเสียหายจริง ซึ่งกรณีนี้ค่าเสียหายทั้งหมดอาจเดินไปถึงหลักสิบล้านบาทได้

อย่างไรก็ตาม ญาติผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ที่เป็นนักการเมือง ยังไม่ได้มีความประสงค์จะเรียกร้องถึงขนาดนั้น แต่ในฐานะที่ทำงานอยู่ในคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุในระดับรองประธานกรรมาธิการ เพียงต้องการที่จะส่งเสียงไปยังผู้ที่มีอำนาจสูงสุดที่กำกับดูแลสถานรักษาพยาบาลแห่งนี้ ซึ่งไม่ใช่กระทรวงสาธารณสุขที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านการแพทย์ แต่คือ รมว.การอุดมศึกษาฯ

เพื่อขอให้สั่งการไปยังศูนย์การแพทย์รูปแบบนี้ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวง อว.ทั้งหมด 5 แห่ง ให้ยกระดับความละเอียดรอบคอบและความระมัดระวังในการดูแลรักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะที่เป็นผู้ป่วยวิกฤตและสูงอายุ ให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพอย่างแท้จริง โดยมีการประเมินความเสี่ยงที่คำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของผู้ป่วยทุกคน ทุกระดับอายุ และทุกระดับฐานะ อย่างเท่าเทียมกัน

นอกจากนี้หากจะมีวิธีการใดที่จะฟื้นฟูผู้ป่วยรายนี้ให้กลับคืนมาใกล้เคียงกับสภาพเดิมก่อนเกิดเหตุได้ ก็ขอให้ รมว.อว.สั่งการให้นำมาใช้ด้วย

กรณีศึกษานี้ จึงน่าจะเป็นตัวอย่างให้ อ.เชน รมว.อว.ต้องลงมาดูแลด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดมาตรการ และสั่งการให้สถานพยาบาลของโรงเรียนแพทย์ สังกัดกระทรวง อว.โดยเฉพาะที่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายสูงแบบเอกชน ให้มีการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ และให้บริการอย่างเสมอภาค โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

เพราะเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใกล้ ๆ กับบ้านของท่าน

โดย : เดชิยา ศิลาชน

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สสว.รื้อเกณฑ์ใหม่สกัดทุนใหญ่สวมรอยเป็น ‘เอสเอ็มอีเทียม’ เริ่ม1ต.ค.นี้
สสว.รื้อเกณฑ์ใหม่สกัดทุนใหญ่สวมรอยเป็น ‘เอสเอ็มอีเทียม’ เริ่ม1ต.ค.นี้