'ปกรณ์' ชี้แก้ทุจริตต้องเริ่มที่ 'คน' ย้ำสถาบันครอบครัวคือรากฐานสำคัญ-ยกตัวอย่างคดีโกงสอบท้องถิ่น พ่อแม่จ่ายเงินทุจริตเพื่อให้ลูกสอบติดขรก.
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร "นักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.)" รุ่นที่ 17 ของสำนักงาน ป.ป.ช. จัดกิจกรรมสัมมนาสาธารณะและการวิพากษ์ยุทธศาสตร์ ภายใต้แนวคิด "Utlizing Good Govemance : ปฐมบทจากการคัดสรรสู่ธรมาภิบาลที่แท้จริง" เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ด้านธรรมาภิบาลและการป้องกันการทุจริต
ภายในงาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี แสดงปาฐกถาพิเศษ เรื่อง หัวข้อ "ธรรมาภิบาล หลักนิติธรรม และการป้องกันการทุจริต : รากฐานของการบริหารภาครัฐที่ยั่งยืน"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายปกรณ์ กล่าวปาฐกถาเป็นเวลาประมาณ 40 นาที จึงรายงานประเด็นสำคัญ ดังนี้
นายปกรณ์ กล่าวอธิบายความหมายและความแตกต่างของนิติธรรม ธรรมาภิบาล และองค์ประกอบของธรรมาภิบาล โดยกล่าวยกตัวอย่างส่วนหนึ่งขององค์ประกอบธรรมาภิบาล คือ ความรับผิดชอบ (Accountability) จากคดีปลาหมอคางดำ ที่ศาลปกครองเพิ่งอ่านคำพิพากษาว่า "คดีนี้หลักการสำคัญ คือ คนมีอำนาจอนุญาต มีหน้าที่ที่จะต้องบังคับการให้เป็นไปตามเรื่องที่ตนอนุญาตด้วย กฎหมายไม่ได้เขียนไว้ เขียนแต่เป็น มีอำนาจเช่นนั้น มันคือ ความรับผิดชอบที่เกิดขึ้นโดยตัวเอง ปรากฏว่าเราคิดว่าเรามีแต่อำนาจ แต่เราลืมว่าเรามีความรับผิดชอบที่จะต้องไปดูแลอะไรต่าง ๆ ที่เราอนุมัติอนุญาตอย่างใกล้ชิด เลยทำให้เกิดปัญหา ที่เป็นปัญหาอยู่ในทุกวันนี้ และสร้างความเสียหายที่เกิดขึ้นมากมาย นี่คือตัวอย่างของความรับผิดชอบ"
นายปกรณ์กล่าวถึงประเด็นการจะใช้หลักนิติธรรม (Rule of Law) เพื่อมาสนับสนุนธรรมาภิบาล (Good Governance) นั้น มีส่วนประกอบ 3 ส่วนคือ คน ตัวบทกฎหมาย และระบบ ที่จะต้องดำเนินการไปพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาในการทำงาน และย้ำว่าต้องให้ความสำคัญกับ 'คน' ซึ่ง 'คน' มีความเชื่อมโยงกับสถาบันครอบครัว ที่เป็นรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมสำนึกความรับผิดชอบและพฤติกรรม
นายปกรณ์ กล่าวยกตัวอย่างจากประสบการณ์ที่ตนเองเป็นกรรมการสอบการทุจริตในการสอบเข้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่า "ตอนผมเป็นกรรมการสอบการทุจริตในการสอบเข้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนึกในความรับผิดชอบชั่วดีไม่มีเลย เป็นเรื่องที่บั่นทอนและทำลายระบบการปกครองส่วนท้องถิ่นไทยอย่างรุนแรง คุณสามารถที่จะใช้เงินเพื่อไปซื้อทุกอย่างได้ แม้กระทั่งการเข้ารับราชการ เพื่อมามีหน้ามีตาในสังคม เพื่อรับเงินเดือนหลวง มีคนบอกว่าตัวเขาไม่ได้ทำ พ่อแม่เขาทำ พ่อแม่เขาจ่ายให้ ผมคิดว่าครอบครัวนั้นใช้ไม่ได้ แสดงให้เห็นถึงว่าการทุจริตเป็นเรื่องธรรมดาในครอบครัวไปแล้วสำหรับผม"
นายปกรณ์ กล่าวว่า ตนเองคิดว่าถ้าบุคคลที่อยู่ในที่นี้มีโอกาสช่วยรับข้อเสนอนี้ไปผลักดันในการสร้างสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็ง ที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจมาก จนบางทีเราลืมเรื่องทางสังคมไป เราให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีมาก เราลืมความอบอุ่นที่บ้านไป และทำให้คนรุ่นใหม่โตขึ้นมาเป็นเช่นนี้
"เราสอบตกเป็นสิ้นเชิง ไม่ใช่ตัวคน ไม่ใช่ตัวเด็ก แต่ครอบครัวมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งอันนั้นเป็นผลผลิตที่ไม่ดี" นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์ กล่าวว่า ถ้าเราต้องการบรรลุวัตถุประสงค์เพื่อให้ภาครัฐมีการบริหารจัดการภาครัฐที่ยั่งยืน ประชาชนเชื่อมั่นในหน่วยงานรัฐ สิ่งที่จำเป็นที่สุดก็คือจะต้องมีเกราะในการป้องกันการทุจริต นอกจากระบบตรวจสอบที่เข้มข้น เข้มแข็ง ตนเองอยากจะฝากไว้ว่า การสร้างและการพัฒนาคน เป็นการป้องกันเชิงรุกโดยธรรมชาติ (Preventive Nature) ที่ดีที่สุด ซึ่งอาจจะใช้เวลา อาจจะไม่เห็นผลทันที แต่ถ้าเราเริ่มวันนี้ เราจะเห็นผลมันในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
"ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการไม่มีตำราเรื่อง Good Govenance ไม่ได้มีปัญหาเรื่องไม่มีกฎหมาย เรามีหลัก Good Govenance เรามีหลัก Rule of law เขียนไว้ในหลายที่ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ คนขาดหิริโอตัปปะ ขาดความละอายที่จะกระทำผิดความละอายต่อบาป ทำผิดกันโดยไม่รู้เป็นอะไรต่อมิอะไร มันจึงทำให้หลักนิติธรรมก็ดี Good Govenance ในบ้านเราก็ดี ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้" นายปกรณ์ กล่าว
นายปกรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อย่าลืมว่าการจะแก้ปัญหาการทุจริตเราต้องปลูกฝังที่ต้นทาง ก็คือเรื่องของเด็ก ๆ เรื่องของสถาบันครอบครัว ให้กลับมามีสถาบันครอบครัวที่ดีงาม จะเป็นเกราะป้องกันการทุจริตที่ดีที่สุด ไม่ใช่โยนทั้งหมดไปที่ระบบการศึกษา ไม่ใช่ไปไล่ตามจับอย่างเดียว เราต้องลงมือกันพร้อม ๆ กันทั้ง 2 ด้าน ทั้งการปราบปรามและการปลูกฝัง




