News Logo
หน้าแรก
เวทีเสวนาจุฬาฯ ชี้ 'หมอสรณ' ไร้สถานะ กม. จี้ออก ปธ.กสทช.ปลดล็อกประชุม

เวทีเสวนาจุฬาฯ ชี้ 'หมอสรณ' ไร้สถานะ กม. จี้ออก ปธ.กสทช.ปลดล็อกประชุม

18 ก.ย. 2569 17:04
ผู้ชม 8 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

เวทีเสวนาจุฬาฯ ชี้ 'หมอสรณ' ไร้สถานะทางกฎหมาย จี้ 'ออก' จากเก้าอี้ ปธ. กสทช.-เผยวิกฤตองค์กรฉุดรั้งนิเวศสื่อ-โทรคมนาคม นักวิชาการเสนอเปิดโรดแมปทางออก แนะเร่งคลี่คลาย 195 วาระค้าง เผย 'ช้าง 4 ตัว' เบื้องหลังปัญหา ผู้บริโภค-ผู้ประกอบการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมไซเบอร์ ย้ำคำสั่งศาลชัด "กรรมการที่เหลือ" ต้องเดินหน้า ดันขับเคลื่อนประเทศ

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 มีการจัดเสวนาที่ห้องประชุม ดร.เทียม โชควัฒนา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเป็นการเสวนาวิชาการในหัวข้อ "ทางออก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)? สู่การขับเคลื่อนนิเวศสื่อและโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ" กิจกรรมนี้จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่างคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (ส.ส.ม.ท.) และเครือข่ายนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ ช่องทางออนไลน์ของคณะ

สำหรับวิทยากรที่เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย นายปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,นายสุรสิทธิ์ วิทยารัฐ ประธานสภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (ส.ส.ม.ท.) และนายรุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งอนุกรรมการการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค โดยมี นางสาวชนัญสรา อรนพ ณ อยุธยา เป็นผู้ดำเนินรายการ

เปิดเวทีเสวนา: ชี้ผลกระทบและวัตถุประสงค์

นายปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวชี้แจงวัตถุประสงค์ของการจัดงาน โดยระบุว่าในสถานการณ์ปัจจุบัน การดำเนินงานของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำลังเผชิญกับภาวะชะงักงันอย่างรุนแรง ส่งผลให้มีวาระสำคัญคั่งค้างการพิจารณาเป็นจำนวนมาก ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาการบริหารจัดการภายในองค์กรของ กสทช. เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบในวงกว้างต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร สิทธิของผู้บริโภค ภาคอุตสาหกรรมสื่อและโทรคมนาคม ไปจนถึงความปลอดภัยของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาเรื่องแพลตฟอร์มดิจิทัลและภัยคุกคามทางไซเบอร์ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ด้วยเหตุนี้ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายนักวิชาการ เห็นว่าสถาบันการศึกษาและภาควิชาการไม่ควรนิ่งเฉย จึงได้ร่วมกันจัดงานเสวนาในครั้งนี้ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก เพื่อเปิดพื้นที่ทางวิชาการในการวิเคราะห์ปัญหา ผลกระทบ และค้นหาแนวทางในการคลี่คลายภาวะชะงักงันของ กสทช. บนพื้นฐานของความรู้ด้านกฎหมายและสื่อสารมวลชน โดยยึดถือประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ ประการที่สอง เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณชนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อประชาชน ผู้บริโภค และอุตสาหกรรมสื่อ และประการสุดท้าย เพื่อสะท้อนข้อเสนอและเจตนารมณ์ของเครือข่ายนักวิชาการทั่วประเทศ ผ่านการแถลงการณ์ร่วมกันในวันนี้ เพื่อส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและสังคมโดยรวม นายปรีดาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเสียงจากภาควิชาการในวันนี้จะเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกันหาทางออกในการกำกับดูแลสื่อและโทรคมนาคมของประเทศ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนต่อไป

วิเคราะห์ผลกระทบเชิงลึก: ห่วงโซ่ธุรกิจสื่อและผู้บริโภคตกเป็นเหยื่อ

นายปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบในวงกว้าง โดยแบ่งผู้เล่นในระบบนิเวศสื่อออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจผู้สนับสนุน ภาควิชาการ ฝ่ายกำกับดูแล และผู้ชม/ผู้บริโภค ซึ่งขณะนี้ กลุ่มผู้ประกอบการและภาคธุรกิจได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ขณะที่ภาควิชาการกำลังพยายามขับเคลื่อน และผู้บริโภคยังคงกระจายตัวและยากที่จะรวมกลุ่ม ส่วนฝ่ายกำกับดูแลกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

สำหรับวาระที่ถูกแช่แข็งจำนวน 194 วาระนั้น นายปรีดาได้จัดกลุ่มวาระคร่าว ๆ ออกเป็น 6-7 กลุ่ม ได้แก่ วาระเกี่ยวกับโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานและการอนุญาตบริการโทรคมนาคม (74 วาระ) วาระเกี่ยวกับคลื่นความถี่ดาวเทียม (21 วาระ) วาระเกี่ยวกับใบอนุญาตโครงข่ายวิทยุโทรทัศน์และการเปลี่ยนผ่านสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล (27 วาระ) วาระเกี่ยวกับสิทธิของผู้ใช้บริการหรือผู้บริโภค (ประมาณ 20 วาระ) วาระเกี่ยวกับเรื่องจรรยาวิชาชีพสื่อและโฆษณา (13 วาระ) และวาระเกี่ยวกับกฎหมาย กองทุน งบประมาณ และการบริหารงานภายในของ กสทช. (39 วาระ) ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ยังไม่นิ่งและอาจเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หากยังไม่มีการประชุม

วาระสำคัญเร่งด่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ "โรดแมป" หรือแผนที่นำทางกิจการโทรทัศน์และแนวทางการเตรียมการก่อนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลจะหมดอายุในปี 2572 ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ต้องหารือในวันนี้ รวมถึงวาระเรื่องการกำกับดูแลการแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) และแนวทางการอนุญาตประกอบกิจการที่รองรับบริการหลอมรวมเทคโนโลยี

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการนั้นเห็นได้ชัดเจน ผู้ถือใบอนุญาตขาดความชัดเจน ทำให้ไม่กล้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานหรือการผลิตรายการระยะยาว เพราะใบอนุญาตเหลือเวลาเพียง 2 ปีครึ่ง จนมีผู้บริหารสื่อเคยกล่าวกับนักลงทุนเมื่อ 2 ปีที่แล้วว่า "ถ้ายังไม่มีความชัดเจน ช่องน่าจะไม่ไปต่อ" ซึ่งผ่านมา 2 ปี สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น การไม่ชัดเจนนี้ไม่ได้เพียงแค่ส่งผลต่ออนาคต แต่ยังทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าลงทุนในปัจจุบัน ผู้ที่สนใจจะเข้ามาประมูลใบอนุญาตใหม่ก็ไม่สามารถเจรจากับพันธมิตร เตรียมเงินกู้ หรือบุคลากรได้ ทำให้เกิดภาวะว่างเปล่าในอุตสาหกรรม

ด้านผู้ผลิตรายการต่าง ๆ ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะรายการที่ต้องลงทุนสูง เช่น ละครฟอร์มยักษ์ ซึ่งสถานีลดงบประมาณการซื้อหรือจ้างผลิตลงอย่างมาก โอกาสที่จะเห็นละครที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง โปรดักชันดี จึงเป็นไปได้ยาก ผู้ผลิตรายย่อยยิ่งลำบาก เพราะสายป่านสั้น ต้องปลดคนออก และผู้ผลิตเนื้อหาส่วนหนึ่งจะอพยพไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอื่น ๆ ที่เอื้อต่อการแข่งขันมากกว่า เพราะแม้ผู้ผลิตไทยมีความสามารถในการสร้างสรรค์ แต่สภาพแวดล้อมและงบประมาณที่ไม่เอื้ออำนวย (เช่น ต้นทุนการผลิตละครทีวีต่อตอนเหลือเพียงหลักแสนบาท เทียบกับซีรีส์ดังระดับโลกที่ได้ค่าจ้างหลัก 10 ล้านบาทต่อตอน) ทำให้ต้องไปแสวงหาโอกาสในเวทีอื่น และรายการเฉพาะทางสำหรับเด็ก หรือผู้พิการ ซึ่งปกติก็ประสบความยากลำบากอยู่แล้ว ก็จะยิ่งได้รับผลกระทบหนักขึ้น

มุมมองภาควิชาการ: ความฝันของคนสื่อที่ถูกแช่แข็ง

นายสุรสิทธิ์ วิทยารัฐ ประธานสภาสถาบันนักวิชาการสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (ส.ส.ม.ท.) ได้กล่าวเสริมในมุมของภาควิชาการและวิชาชีพสื่อ โดยชี้ว่าแม้ผลกระทบที่คณบดีกล่าวมาจะยิ่งใหญ่ แต่บ่อยครั้งสาธารณชนกลับมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะวงการ ทำให้ไม่เห็นความสำคัญและไม่รู้สึกว่าเกี่ยวข้องกับตนเอง ทั้งที่จริงแล้วปัญหา กสทช. เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของทุกคน ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กสทช.

นายสุรสิทธิ์ย้ำว่า แม้คนรุ่นใหม่จะดูสื่อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ยังคงผลิตโดยคนทีวี หากอุตสาหกรรมทีวีล่มสลาย ย่อมส่งผลกระทบต่อวงการผลิตคอนเทนต์โดยรวม และที่น่าเป็นห่วงคืออนาคตของคนที่ทำงานในวงการสื่อ ที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน การเลิกจ้าง และการวางแผนธุรกิจระยะยาวที่ทำไม่ได้ ดังที่กรรมการสมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทยเคยสะท้อนความกังวลว่า อาจจะต้องเตรียมตั้งกองทุนช่วยเหลือพรรคพวกกันเอง

สำหรับภาควิชาการ ซึ่งมีหน้าที่ผลิตและเตรียมบุคลากรคุณภาพเข้าสู่อุตสาหกรรมสื่อ ก็ได้รับผลกระทบโดยตรงเช่นกัน เมื่อความฝันของนักศึกษาที่จะเข้าสู่วิชาชีพนี้ต้องเผชิญกับสภาพที่ "ไปต่อไม่ได้" ทำให้ทิศทางการจัดการเรียนการสอนและการเตรียมบุคลากรเป็นไปด้วยความยากลำบาก นายสุรสิทธิ์เปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับวิกฤตต้มยำกุ้งที่เคยเป็นสึนามิสำหรับวงการสื่อ และอาจกล่าวได้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันอาจเป็น "สึนามิ" ระลอกใหม่ที่ใหญ่กว่าสำหรับคนสื่อในบ้านเรา

นายสุรสิทธิ์ยังชี้ให้เห็นว่า บทบาทของ กสทช. ควรจะครอบคลุมทั้งการกำกับดูแลและการส่งเสริม แต่ที่ผ่านมาบทบาทการส่งเสริมยังไม่ชัดเจนนัก วาระสำคัญหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาวิชาชีพ เช่น การรวมกลุ่มนักวิชาชีพเพื่อพัฒนาทักษะรับมือกับ Digital Disruption ก็ยังค้างคาอยู่ การที่ กสทช. ซึ่งเป็นองค์กรใหญ่และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล มีบทบาทสำคัญในการควบคุมกำกับดูแลและชี้อนาคตของประเทศ แต่กลับอยู่ในภาวะชะงักงัน ทำให้เกิดคำถามว่า "นี่เป็นปัญหาของใคร" และ "ทำไมจึงไม่มีการขยับเขยื้อน" โดยนายสุรสิทธิ์หวังว่าเวทีนี้จะเป็นการสะท้อนเจตนาว่า "กสทช. ช่วยขยับเถอะ ต้องไปต่อ"

ที่น่ากังวลคือ ภาวะประชุมล่มที่เคยเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นในช่วงแรก แต่เมื่อเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนถึง 11 ครั้ง ทำให้สาธารณชนเริ่ม "ชินชา" และเรื่องนี้จะกลายเป็นสิ่งที่ถูกลืมเลือนไป ทั้งที่ยังคงมีปัญหาค้างคามากมาย และถึงแม้จะมีการประชุมไม่ได้ แต่กลับมีข่าวการอนุมัติโครงการบางอย่าง ซึ่งยิ่งสร้างความสับสนและตั้งคำถามถึงกระบวนการทำงาน

เสียงจากผู้บริโภค: โฆษณาล้นจอ-ภัยไซเบอร์รุกหนัก

นายรุจน์ โกมลบุตร อาจารย์ประจำคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอนุกรรมการการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค ได้นำเสนอข้อมูลจากมุมมองของผู้บริโภค โดยระบุถึงปัญหาหลักใน 2 ด้าน คือ ทีวีดิจิทัลและโทรคมนาคม

สำหรับประเด็นทีวีดิจิทัล มี 4 ปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค ประการแรกคือ "โฆษณา" ที่มีจำนวนมากเกินไป ทั้งโฆษณาแบบ TVC (spot) และ "รายการแนะนำสินค้า" ซึ่งเป็นการเลี่ยงบาลีเพื่อนำเสนอโฆษณาเป็นครึ่งชั่วโมง งานวิจัยเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว โดย น.ส.บุญยาพร กิตติสุนทโรภาส พบว่ารายการทีวีหลายตัวอย่างมีเนื้อหารายการน้อยกว่า 47.5 นาทีต่อชั่วโมงที่ควรจะเป็น เช่น ละคร "วันทอง" เหลือเพียง 38 นาที 35 วินาที หรือรายการ "ทุบโต๊ะข่าว" เหลือเพียง 44 นาที และหากนับรวมรายการแนะนำสินค้าด้วยแล้ว ทุกตัวอย่างล้วนมีเนื้อหารายการต่ำกว่าเกณฑ์ สภาผู้บริโภคเคยส่งเรื่องร้องเรียนไปแล้วแต่ก็เงียบหายไป

ประการที่สองคือ "คุณภาพรายการ" ที่ลดต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากการไม่มีโรดแมปทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าลงทุน ส่งผลให้มีการนำละครเก่ามารีรันบ่อยครั้ง (เช่น "ปฏิวัติลัดดา" หรือ "แรงเงา") รายการข่าวลดความลึกซึ้งลง เน้นการสร้างอารมณ์ร่วมด้วยการนำคลิปเดิมมาฉายซ้ำ ๆ หลายครั้ง และยังพบว่ามีการนำเทปรายการเดียวกันไปออกอากาศในช่องอื่นเพื่อลดต้นทุนการผลิต ซึ่งล้วนส่งผลต่อคุณภาพที่ผู้บริโภคได้รับ

ประการที่สามคือ "ความเสี่ยงที่ทีวีดิจิทัลจะจอดำ" หากไม่มีความชัดเจนและทีวีดิจิทัลต้องยุติการออกอากาศ จะไม่มีเครื่องมือที่เป็นทางการในการสื่อสารข่าวสารสำคัญแก่ประชาชนในภาวะวิกฤต เช่น แผ่นดินไหว โรคระบาด สงคราม หรือเหตุกราดยิง รวมถึงข่าวสารพื้นฐาน เช่น การลงทะเบียนโครงการของรัฐต่าง ๆ เพราะไม่แน่ใจว่าแพลตฟอร์มออนไลน์จะสนใจนำเสนอหรือไม่

ประการสุดท้ายคือ "การย้ายเนื้อหาไปอยู่บนแพลตฟอร์ม OTT" ซึ่งจะทำให้ประชาชนที่ต้องการเข้าถึงต้องจ่ายค่าอินเทอร์เน็ต และเกิดคำถามว่าใครคือเจ้าของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่แท้จริง ซึ่งอาจเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการชะลอการตัดสินใจเรื่องทีวีดิจิทัล นอกจากนี้ การย้ายไปยัง OTT ยังทำให้ขาดการควบคุมด้านคุณภาพรายการ การละเมิดลิขสิทธิ์ เนื้อหาล่อแหลม และโฆษณา โดยพบว่ามูลค่าตลาด OTT ในปี 2571 จะสูงถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และแพลตฟอร์ม OTT ต่างชาติมักไม่เสียภาษีในไทย

สำหรับประเด็นโทรคมนาคม มี 3 เรื่องหลักที่น่ากังวล ประการแรกคือ "การคุ้มครองผู้บริโภคหลังการควบรวม" เมื่อปี 2566 กสทช. เคยมีลิสต์ยาวเหยียดว่าจะดำเนินการอะไรบ้าง แต่ข้อปฏิบัติเหล่านั้นกลับยังค้างอยู่ในวาระที่ไม่ได้ประชุม สภาผู้บริโภคพบว่าหลังจากควบรวมกิจการ ค่าโทรศัพท์ไม่ได้ลดลงเฉลี่ย 12% ตามที่ กสทช. ระบุ แต่โปรที่ถูกที่สุดกลับแพงขึ้นเกือบเท่าตัว เช่น จาก 299 บาท เป็น 499 บาท นอกจากนี้ยังมีการใช้ "โปรลับ" ที่ผิดกฎหมายเพื่อรักษาลูกค้า และคุณภาพของ Call Center ก็แย่ลง โดยมีผู้ร้องเรียนเพิ่มขึ้นจาก 45% เป็น 64% หลังการควบรวม

ประการที่สองคือ "การลดลงของ MVNOs (Mobile Virtual Network Operators)" หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์รายย่อยที่เช่าโครงข่ายจากค่ายใหญ่ ซึ่งมีบทบาทในการสร้างการแข่งขัน แต่จำนวนกลับลดลงเรื่อย ๆ และประการที่สามคือ "อาชญากรรมไซเบอร์" ที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้ง SMS หลอกลวง ซิมเถื่อน ซิมผี หรือปัญหาการไม่มี Caller ID ที่ควรเป็นบริการมาตรฐาน แต่กลับต้องไปซื้อเป็นบริการเสริม เหล่านี้ล้วนเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน

สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนในปีที่แล้วถึง 23,703 เรื่อง โดยอันดับสองเป็นเรื่องโทรคมนาคม 4,195 เรื่อง ซึ่งครอบคลุมสายสื่อสารไม่ปลอดภัยในต่างจังหวัด ที่เคยทำให้เกิดอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิต SMS หลอกลวง และอาชญากรรมไซเบอร์ นายรุจน์ตั้งคำถามว่าในบรรยากาศเศรษฐกิจเช่นนี้ และความต้องการเป็นสมาชิก OECD ไทยจะสามารถเป็นได้หรือไม่ หากเรื่องโทรคมนาคมยังไม่สามารถจัดการได้

ใครได้ประโยชน์จากสุญญากาศ กสทช.?: "ช้าง 4 ตัว" เบื้องหลังปัญหา

ประเด็นสำคัญที่ถูกยกขึ้นมาในวงเสวนาคือ การตั้งคำถามว่าในภาวะที่ กสทช. ชะงักงันเช่นนี้ ใครคือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ นายปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ได้แสดงความคิดเห็นเชิงตั้งข้อสังเกตว่า หากมองในแง่มุมที่ต่างออกไป อาจมีผู้ที่ได้รับผลประโยชน์เชิงบวกจากสถานการณ์นี้ โดยประการแรกคือ "แพลตฟอร์มอื่น ๆ" โดยเฉพาะ OTT หรือแพลตฟอร์มที่ไม่ขึ้นกับใบอนุญาตทีวีดิจิทัล จะได้รับทรัพยากรบุคคลและคอนเทนต์ดี ๆ ที่ผู้ผลิตจำเป็นต้องย้ายไปสังกัด ประการที่สองคือ "ธุรกิจโทรคมนาคม" ซึ่งมีความพร้อมและยินดีที่จะรับคลื่นความถี่ หากการจัดสรรให้กับทีวีดิจิทัลหรือวิทยุมีปัญหา และประการที่สามคือ "ผู้ที่มีความพร้อมในทุกด้าน" ไม่ว่าจะเป็นคลื่นความถี่ โทรคมนาคม แพลตฟอร์ม ฐานผู้ชม และเงินทุน ก็จะอยู่ในข่ายที่จะได้รับผลประโยชน์จากการที่ปัญหาต่าง ๆ ยังคงค้างคาอยู่ ซึ่งประเด็นนี้ต้องฝากให้สื่อมวลชนและสังคมร่วมกันพิจารณาต่อไป

นายรุจน์ โกมลบุตร ได้ขยายประเด็นนี้เพิ่มเติม โดยนำเสนอแนวคิดเรื่อง "ช้าง 4 ตัว" ที่เป็นตัวการหรือผู้ได้รับประโยชน์จากปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้เข้าใจถึงตัวละครและจัดการกับสถานการณ์ได้ดียิ่งขึ้น

"ช้างตัวที่หนึ่ง" คือ "สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. และพวก" ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการโหวตกรณีควบรวมกิจการโทรคมนาคม โดยที่ประชุมเคยตีความว่ามติ 2-2 ทำให้เรื่องตกไป แต่กลับมีการโหวตซ้ำจนกลายเป็น 3-2 ซึ่งสภาผู้บริโภคกำลังยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง นายรุจน์ตั้งคำถามกลับเมื่อคุณหมอสรณะเคยกล่าวว่า "ถ้าผมออกจากตำแหน่ง ใครจะได้ประโยชน์" ว่า "ถ้าแกอยู่ต่อใครจะได้ประโยชน์"

"ช้างตัวที่สอง" คือ "สำนักงาน กสทช." ซึ่งนายรุจน์ตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดการจัดประชุมจึงเป็นเรื่องยากเย็น มีการแก้ระเบียบภายในที่ทำให้กรรมการไม่สามารถสั่งการสำนักงานได้ แต่กลับต้อง "ขออนุญาต" ซึ่งทำให้เกิดภาวะคอขวดและเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของ กสทช. ทั้งที่กรรมการบางคนพยายามเรียกประชุมมานานแล้ว นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่น่าตั้งคำถาม คือในช่วงที่ กสทช. จัดประชุมไม่ได้ กลับมีการอนุมัติโครงการอินเทอร์เน็ตพื้นฐานในพื้นที่ห่างไกล (USONET) มูลค่า 5,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นการใช้อำนาจของ กสทช. แต่เกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อยังไม่ได้มีการประชุม

"ช้างตัวที่สาม" คือ "ผู้ประกอบการบางราย" นายรุจน์ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาว่า "หากไม่มีทีวีดิจิทัล ทุกคนย้ายไปดูออนไลน์หมด ใครได้ประโยชน์?", "อาชญากรรมไซเบอร์แก้ไม่จบใครได้ประโยชน์?", "MVNOs ล้มหายตายจากใครได้ประโยชน์?" โดยสันนิษฐานว่าอาจมี "ตัวการ" ที่อยู่เบื้องหลัง ทำให้ทุกอย่างติดขัด เพื่อให้ไม่มีทีวีดิจิทัล ซึ่งคนเหล่านั้นจะได้รับประโยชน์

"ช้างตัวที่สี่" คือ "ผู้ที่ไม่รู้เรื่องอะไร หรือระบบราชการ กระบวนการยุติธรรม และพรรคการเมือง" โดยนายรุจน์ยกตัวอย่างการที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการค้าไม่ยอมเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการผูกขาด การที่รัฐวิสาหกิจโทรคมนาคม (NT) ไม่สามารถเติบโตมาเป็นคู่แข่งรายที่สามได้จริง และยังคงเป็นสองบริษัทอยู่ภายใน หรือแม้แต่ปัญหาการฟ้องปิดปาก (SLAPP) ที่ยังคงเกิดขึ้น รวมถึงการที่นักการเมืองบางส่วนอาจมีวาระซ่อนเร้นที่ไม่ต้องการให้เกิดการเปิดเสรีโทรคมนาคม ซึ่งอาจส่งผลให้บริษัทบางแห่งได้รับประโยชน์

แผนที่นำทางสู่ทางออก: หลักกฎหมายและเจตจำนงของประชาชน

เมื่อมีการชี้ให้เห็นถึงปัญหาและผู้ได้รับผลกระทบแล้ว เวทีเสวนาจึงได้นำเสนอ "แผนที่นำทาง" สู่ทางออก โดยเริ่มจากการนำเสนอข้อมูลทางกฎหมายที่ชัดเจน โดยนายณรงค์เดช สรุณโฆสิต อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อคิดเห็นทางกฎหมายที่สำคัญว่าคำสั่งทางปกครองหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับประธาน กสทช. นั้น มีผลบังคับใช้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องทันทีที่ได้รับคำสั่ง และได้รับการสันนิษฐานว่าชอบด้วยกฎหมายเสมอ จนกว่าศาลปกครองจะมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่ง หรือมีคำสั่งทุเลาการบังคับ ซึ่ง ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 ยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับ

ดังนั้น ประธาน กสทช. ณ ปัจจุบัน จึงไม่มีสถานะเป็นกรรมการและประธาน กสทช. ตามผลแห่งคำวินิจฉัยดังกล่าว การปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีตำแหน่งถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และอาจสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นความผิดทางอาญาได้หากมีเจตนาพิเศษ

ทางออกที่ถูกต้องตามกฎหมายคือ กรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ทั้ง 6 คน ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 4 คน อันเป็นขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และสมควรที่จะเลือกกรรมการท่านใดท่านหนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม หรือรักษาการประธาน กสทช. ได้ทันที

นายณรงค์เดชเน้นย้ำว่า สิ่งที่คณะกรรมการ กสทช. ชุดปัจจุบันดำเนินการไปในระหว่างนี้ ย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย จะไม่ถูกกระทบโดยคำพิพากษาในอนาคต หากศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาในภายหลัง ในทางกลับกัน หากยินยอมให้ประธาน กสทช. ที่ไม่มีสถานะในปัจจุบัน มาร่วมคิดร่วมใช้อำนาจในนามคณะกรรมการ จะส่งผลต่อความสมบูรณ์ของการกระทำต่าง ๆ ได้

นายณรงค์เดชระบุว่า พระราชบัญญัติต่าง ๆ กว่า 30 ฉบับ มีบทบัญญัติที่กำหนดให้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือปัญหาขัดข้อง เช่น ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กรรมการ 2 คนสามารถเข้าชื่อกันเรียกประชุมคณะกรรมการเองได้ โดยฝ่ายเลขานุการต้องอำนวยความสะดวก วาระแรกที่ต้องรีบทำคือการแต่งตั้งบุคคลขึ้นมารักษาการประธาน กสทช. ซึ่งจะทำให้กรรมการ 6 คนที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และคณะกรรมการ กสทช. ในปัจจุบันมีอำนาจเต็มที่จะดำเนินการได้ทั้งสิ้น

นายปรีดา อัครจันทโชติ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ ได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากแนวทางทางกฎหมายที่ชัดเจนแล้ว สิ่งที่สำคัญคือการทำให้แนวทางเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นความยากที่แท้จริง พร้อมเสนอแนะว่าวาระที่ค้างคากว่า 195 วาระนั้นไม่สามารถพิจารณาได้ในคราวเดียว ควรมีการจัดกลุ่มวาระโดยพิจารณาจากความเร่งด่วน ผลกระทบ หรือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะเสียหาย หากไม่ได้พิจารณา เพื่อให้สามารถเร่งดำเนินการในส่วนที่สำคัญก่อน และต้องมีการวางแผนแก้ไขประกาศข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อลดความไม่ชัดเจนและป้องกันไม่ให้เกิดภาวะชะงักงันเช่นนี้อีกในอนาคต

นายสุรสิทธิ์ วิทยารัฐ ประธาน ส.ส.ม.ท. ได้แสดงความทึ่งในความชัดเจนของข้อกฎหมายที่ได้รับฟัง ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐมักจะไม่กล้าดำเนินการหากไม่มีกฎหมายหรือระเบียบที่ชัดเจนรองรับ แต่เมื่อมีผู้รู้มาชี้แนวทางให้เช่นนี้ ก็นับเป็นจุดสำคัญที่จะปลดล็อกภาวะสุญญากาศได้ นอกจากนี้ยังเห็นด้วยกับข้อเสนอของคณบดีเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของวาระที่ค้างอยู่ เพราะในจำนวนนั้นมีทั้งเรื่องเร่งด่วนและเรื่องที่สามารถรอได้ การจัดลำดับจะช่วยให้การทำงานเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายรุจน์ โกมลบุตร ได้สรุปข้อเสนอแนะ 5 ข้อ เพื่อเป็นทางออกของปัญหาที่ชัดเจนและรูปธรรม ได้แก่

  1. ขอให้ประธาน กสทช. หยุดปฏิบัติหน้าที่อย่างแท้จริง: แม้ทางกฎหมายจะระบุชัดเจนแล้ว แต่ในทางปฏิบัติยังไม่เกิดขึ้น นายรุจน์เรียกร้องให้ประธานคำนึงถึง "จริยธรรม" ในการดำรงตำแหน่งเช่นเดียวกับการที่เคยกล่าวอ้างจริยธรรมทางการแพทย์ในการดูแลคนไข้ ขอให้ถอยออกเพื่อให้องค์กรเดินหน้าได้

  2. สำนักงาน กสทช. ต้องเร่งอำนวยความสะดวกจัดประชุม: ต้องยึดถือหลักกฎหมายที่อยู่สูงกว่าระเบียบภายในของสำนักงานฯ และจัดการประชุมวาระเร่งด่วนที่ค้างคามานาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรดแมปทีวีดิจิทัล หรือประเด็นสำคัญอื่น ๆ และต้องชี้แจงกรณีที่ยังสามารถอนุมัติโครงการใหญ่ได้ในขณะที่การประชุมยังชะงักงัน

  3. นักการเมืองและพรรคการเมืองต้องเปิดพื้นที่เจรจา: ต้องทำให้เป็นที่ประจักษ์ว่าพรรคการเมืองพร้อมเปิดอกเจรจาหารือในประเด็นนี้อย่างเปิดเผย เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประเทศเป็นเรื่องใหญ่ แม้จะเป็นการแทรกแซง กสทช. แต่หากทำอย่างโปร่งใสก็เพื่อประโยชน์สาธารณะ

  4. แก้ไข พ.ร.บ. กสทช.: ต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและประชาชนมีส่วนร่วมในการกำกับดูแลมากขึ้น

  5. ประชาชนต้องตระหนักและร่วมกันแสดงพลัง: ผู้บริโภคควรตรวจสอบว่าใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังปัญหาทั้งหมด และ "โหวตด้วยกระเป๋าสตางค์" โดยเลือกซื้อสินค้าและบริการจากบริษัทที่ไม่เป็นมิตรต่อผู้บริโภคหรือไม่สนับสนุนผู้ที่ได้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้

แถลงการณ์ร่วม: เสียงจาก 108 นักวิชาการ ย้ำหยุดสุญญากาศเพื่อขับเคลื่อนประเทศ

ในช่วงท้ายของการเสวนา ได้มีการจัดพิธีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในนาม "เครือข่ายนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ" โดยมีคณาจารย์จากหลากหลายสาขาวิชาและมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยราชภัฏ รวมกว่า 108 รายชื่อ ร่วมลงนาม โดยนายสุรสิทธิ์ วิทยารัฐ ประธาน ส.ส.ม.ท. เป็นผู้แทนอ่านแถลงการณ์

แถลงการณ์เรื่อง "ขอให้ยึดมั่นหลักการกฎหมาย หยุดภาวะสุญญากาศ กสทช. เพื่อขับเคลื่อนนิเวศสื่อและโทรคมนาคมของประเทศ" ได้เริ่มต้นด้วยการแสดงความห่วงใยจากสถานการณ์การประชุม กสทช. ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ จนเกิดวาระค้างสะสมจำนวนมากถึง 195 วาระ และมีข้อเรียกร้องสำคัญดังนี้

ประการแรก ภาวะชะงักงันกำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนและประเทศโดยตรง

  1. อนาคตสื่อและทีวีดิจิทัลขาดทิศทาง: ทั้งการจัดทำโรดแมปกิจการโทรทัศน์ และการกำกับดูแลสื่อใหม่อย่าง OTT รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในวิชาชีพสื่อ และการยกระดับคุณภาพสื่อเพื่อประโยชน์สาธารณะ

  2. ประชาชนเสียประโยชน์ด้านความปลอดภัยและคุ้มครองผู้บริโภค: ทั้งเรื่องร้องเรียนที่ค้างพิจารณา ความล่าช้าในการติดตั้งระบบแจ้งเตือนภัยฉุกเฉินผ่านมือถือ (Cell Broadcast) รวมถึงปัญหาโฆษณาหลอกลวงที่ล่าช้าออกไป

  3. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจดิจิทัลสะดุดลง: โดยเฉพาะแผนการประมูลคลื่นความถี่ 5G/6G และนโยบายดาวเทียมต่างชาติ ซึ่งมีกรอบเวลาตามกฎหมายบังคับ ส่งผลเสียต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ประการที่สอง เครือข่ายฯ ขอเน้นย้ำการยืนหยัดในหลักกฎหมาย คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 ได้วางหลักชัดเจนว่ากรรมการ กสทช. เท่าที่เหลืออยู่ต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อไม่ให้การจัดทำบริการสาธารณะหยุดชะงัก โดยมีสำนักงาน กสทช. ทำหน้าที่เป็นหน่วยธุรการที่ต้องอำนวยความสะดวก จัดการประชุม และสนองนโยบายต่อคณะกรรมการ กสทช. ทั้งคณะอย่างเป็นกลาง

ดังนั้น เครือข่ายฯ จึงมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อดังต่อไปนี้

  1. เร่งประชุม:ขอให้สำนักงาน กสทช. เร่งอำนวยความสะดวกในการจัดประชุมและขับเคลื่อนงานตามกฎหมายและคำสั่งศาล โดยยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก

  2. สร้างความโปร่งใส: หากมีอุปสรรคใดที่ทำให้กลไกทำงานไม่ได้ ผู้เกี่ยวข้องต้องเร่งชี้แจงเหตุผลต่อประชาชนอย่างเปิดเผย

  3. ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างฉันทามติคลี่คลายภาวะสุญญากาศ: เพื่อเร่งพิจารณาวาระค้างสะสมให้ประเทศและอุตสาหกรรมสื่อ ตลอดจนโทรคมนาคมเดินหน้าต่อไปได้

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาคุณสมบัติประธาน กสทช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทส.-อว. ผนึกวิจัยกู้ทะเลไทย ปัก 3 โจทย์ พะยูน-น้ำเสื่อม-ท่องเที่ยวล้น
ทส.-อว. ผนึกวิจัยกู้ทะเลไทย ปัก 3 โจทย์ พะยูน-น้ำเสื่อม-ท่องเที่ยวล้น