News Logo
หน้าแรก
'ชัชชาติ' เชื่อตอนนี้คุมน้ำเหนือได้ ยอมรับเหตุท่วมฝั่ง ตอ.ยังน่าห่วง

'ชัชชาติ' เชื่อตอนนี้คุมน้ำเหนือได้ ยอมรับเหตุท่วมฝั่ง ตอ.ยังน่าห่วง

29 ก.ย. 2569 11:32
ผู้ชม 15 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"ชัชชาติ" แถลงสถานการณ์น้ำ 29 ก.ย. เน้นระบายน้ำท่วมขัง กทม.-ยืนยันสถานการณ์น้ำเหนือยังไม่น่ากังวล ยังคุมได้-เร่งคลี่คลายวิกฤตคลอง กระจายความช่วยเหลือสู่ชุมชน ยอมรับฝั่งตะวันออกยังน่าห่วง คาดถนนหลักแห้ง 90% ใน 2 วัน ส่วนชุมชนแอ่งกระทะระบายน้ำ 7 วัน เผยกลยุทธ์อุโมงค์ยักษ์-เรือผลักดันน้ำ สานแผนระยะยาวรับมือฝน 300 มม. รองผู้ว่าฯ ทวิดา เผยขาดแคลนรถสูบน้ำ-เรือเล็กเข้าถึงซอยย่อย

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมด้วย น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้แถลงข่าวถึงมาตรการของกรุงเทพมหานครในการป้องกันและบรรเทาสถานการณ์น้ำท่วมรายละเอียดดังนี้

โดยนายชัชชาติกล่าวว่า ณ เวลานี้ กทม. ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการเร่งระบายน้ำท่วมขัง และเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำเหนือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดย กทม. มีการเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำเหนืออย่างต่อเนื่อง แต่ในปัจจุบันยังไม่น่าเป็นห่วงนัก เนื่องจากปริมาณน้ำเหนือที่ไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยายังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยมีปริมาณราว 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจุดตรวจสอบที่สามโคกยังรับน้ำได้ตามปกติ หลักการของ กทม. คือการบริหารจัดการน้ำฝนและน้ำเหนือแยกจากกัน น้ำเหนือและน้ำหนุนซึ่งเป็นน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาจะถูกบริหารจัดการโดยระบบคันกั้นน้ำและประตูระบายน้ำ ซึ่ง กทม. มีความพร้อมในการรับมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูบน้ำข้ามคันกั้นน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามักจะสูงกว่าระดับน้ำภายในคลองเสมอ

นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงผลกระทบจากน้ำเหนือที่อาจเกิดขึ้นในสองส่วนหลัก คือ น้ำหนุนที่อาจทำให้เกิดน้ำล้นข้ามคันกั้นน้ำในชุมชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ อาทิ ชุมชนเทวราชกุญชร และชุมชนโรงสี รวมถึงกรณีที่คันกั้นน้ำอาจมีรอยรั่วบ้าง เช่น ในพื้นที่บางพลัด ส่วนอีกประเด็นคือการผันน้ำเหนือออกไปทางฝั่งตะวันออก ซึ่งอาจส่งผลให้น้ำไหลกลับมาเติมในพื้นที่ตะวันออกของกรุงเทพฯ ผ่านทางคลองระพีพัฒน์แยกใต้ ซึ่ง กทม. ได้ประสานงานกับกรมชลประทานและสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อขอให้ชะลอการผันน้ำมายังฝั่งตะวันออกในระยะนี้ เนื่องจากพื้นที่ยังคงประสบปัญหาอยู่มาก การประสานงานนี้เป็นไปเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยคำนึงถึงสถานการณ์ของจังหวัดปทุมธานีและพื้นที่ปริมณฑลด้วย สำหรับสถานการณ์น้ำหนุนสูงสุดในวันนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 2 เมตรในช่วง 1 ทุ่ม ซึ่งต่ำกว่าระดับคันกั้นน้ำของตลาดส่วนใหญ่ที่สูงถึง 3 เมตร ทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ยังสามารถรับมือได้ ยกเว้นชุมชนที่อยู่นอกคันกั้นน้ำ ซึ่งได้มีการแจ้งเตือนให้เตรียมพร้อมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง แต่ยังไม่มีการประกาศให้มีการอพยพแต่อย่างใด ส่วนน้ำทุ่งที่ไม่ได้มาจากเขื่อนเจ้าพระยา ซึ่งอาจไหลมาจากทางภาคเหนือตอนบนลงมาทางตะวันออก กทม. ได้ใช้คลองรังสิตประยูรศักดิ์เป็นแนวป้องกัน และประสานกรมชลประทานให้ช่วยเร่งพร่องน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยาให้มากที่สุด โดยมีประตูน้ำคอยกั้นอยู่ ซึ่งหาก กทม. รับน้ำได้ ก็ยินดีที่จะช่วยแบ่งเบาภาระให้กับพี่น้องในจังหวัดปทุมธานีเช่นกัน

สถานการณ์น้ำท่วมล่าสุด: พื้นที่กำลังฟื้นตัว, ลาดกระบังยังน่าห่วง

นายชัชชาติ ได้กล่าวถึงภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ว่าหลายพื้นที่เริ่มดีขึ้นแล้ว โดยเฉพาะถนนสายหลัก อาทิ ถนนพหลโยธิน ราชวิถี 11 และวิภาวดีรังสิต สามารถสัญจรได้ตามปกติ ขณะที่คลองแสนแสบมีการระบายน้ำได้ดีขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นคลองไปจนถึงวัดเทพลีลา ทำให้คาดว่าสถานการณ์ในแถวคลองจั่นจะทยอยดีขึ้นตามลำดับ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ที่ยังคงน่ากังวลที่สุดคือฝั่งลาดกระบัง เนื่องจากคลองประเวศบุรีรมย์มีความยาวและคดเคี้ยว ประกอบกับปริมาณน้ำที่ยังคงสูง และเพิ่งมีฝนตกเติมเข้ามาประมาณ 50 มิลลิเมตรเมื่อไม่กี่วันก่อน กทม. กำลังใช้มาตรการผลักดันน้ำอย่างเต็มที่ และเมื่อทุกจุด เช่น คลองแสนแสบ ระดับน้ำลดลง ประตูน้ำพระโขนงก็จะสามารถดึงน้ำจากคลองประเวศได้ดีขึ้น แต่ส่วนตัวยอมรับว่าในภาพรวมแล้วยังคงหนักใจกับสถานการณ์ในฝั่งตะวันออกอยู่

นอกจากลาดกระบังแล้ว พื้นที่ที่ยังคงต้องเฝ้าระวังคือ สายไหม ซึ่งตั้งอยู่ติดกับจังหวัดปทุมธานี และมีปัญหาน้ำล้นข้ามคลอง 6 สายล่างลงมา รวมถึงคลองสามวาที่มีปริมาณน้ำสูง แต่โดยรวมแล้ว สถานการณ์น้ำในคลองสามวาก็ดีขึ้น โดยผู้ว่าฯ กทม.คาดการณ์ว่า ภายใน 2 วันนี้ ถนนสายหลักในกรุงเทพฯ จะแห้งสนิทประมาณ 90% แต่สำหรับถนนสายรองและหมู่บ้านต่างๆ อาจต้องใช้เวลามากกว่านั้น อย่างเช่นหมู่บ้านในพื้นที่ลาดพร้าว 80 ที่เคยประสบน้ำท่วมหนัก ขณะนี้ภายในบ้านเรือนส่วนใหญ่ก็แห้งแล้ว แต่สำหรับชุมชนขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นแอ่งกระทะอาจจะต้องใช้เวลาในการระบายน้ำนานถึงประมาณ 7 วัน โดยย้ำว่าตัวเลข 7 วันนี้เป็นเพียงประมาณการและเป้าหมายในการทำงาน ไม่ใช่กำหนดเวลาที่แน่นอน เนื่องจากสถานการณ์น้ำขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ

ในส่วนของสถานการณ์น้ำในคลองโดยรวม นายชัชชาติยอมรับว่ายังคงอยู่ในภาวะวิกฤตประมาณ 40 กว่าจุดทั่วกรุงเทพฯ โดยมีคลองหลักที่น่าเป็นห่วงคือ คลองประเวศ คลองแสนแสบตอนบน และคลองลาดพร้าวตอนบน ผู้ว่าฯ อธิบายว่าการลดระดับน้ำในคลองช่วงแรกจะช้า เนื่องจากมีน้ำจากพื้นที่ข้างเคียงไหลมาเติมอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อระดับน้ำเริ่มลดลงและน้ำเติมจากด้านข้างลดลง การระบายน้ำก็จะเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เช่นที่สถานีสูบน้ำพระโขนง แม้ระดับน้ำจะต่ำ แต่กว่าน้ำจากพื้นที่ห่างไกลจะไหลมาถึงก็ต้องใช้เวลา ทำให้ระดับน้ำในจุดต่างๆ อาจมีความแตกต่างกันอยู่

มาตรการระบายน้ำและการเตรียมแผนฟื้นฟู

เพื่อเร่งระบายน้ำ กทม. ได้ใช้มาตรการผลักดันน้ำอย่างเต็มที่ โดยได้รับการสนับสนุนเรือผลักดันน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยดันน้ำในคลองแสนแสบเข้าสู่อุโมงค์ระบายน้ำคลองลาดพร้าว และอุโมงค์ระบายน้ำพระโขนง นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะนำเรือผลักดันน้ำไปใช้ในคลองประเวศ เพื่อดันน้ำลงสู่บึงหนองบอน ซึ่งจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ในพื้นที่กรุงเทพฯ ตะวันออก

สำหรับอุโมงค์ระบายน้ำหลักที่ กทม. ใช้งานอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ อุโมงค์ระบายน้ำบึงมักกะสัน ที่ช่วยระบายน้ำจากคลองสามเสนและคลองแสนแสบ ด้วยอัตราการระบาย 45-60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที นอกจากนี้ยังมีอุโมงค์บางซื่อ ที่ระบายน้ำ 45 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) ซึ่งช่วยระบายน้ำในคลองลาดพร้าว และอุโมงค์พระโขนงที่ระบายน้ำ 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งรับน้ำจากจุดตัดคลองลาดพร้าวและคลองแสนแสบ โดยรวมแล้วมีอุโมงค์หลัก 3-4 แห่งที่ทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ  

นายชัชชาติชี้ว่าในอนาคต หากกรุงเทพฯ ต้องการรับมือกับปริมาณฝนที่สูงถึง 300 มิลลิเมตร จะต้องมีการขยายเครือข่ายอุโมงค์ระบายน้ำให้มากขึ้น โดยโครงการสำคัญที่ยังต้องเร่งดำเนินการคือการเพิ่มประสิทธิภาพของอุโมงค์บึงหนองบอน ซึ่งปัจจุบันยังไม่ได้เชื่อมต่อกับคลองประเวศโดยตรง ทำให้การระบายน้ำจากคลองประเวศมาที่บึงหนองบอนต้องผ่านคลองหนองบอนที่มีความจุจำกัด กทม. มีโครงการที่จะเชื่อมต่อคลองประเวศกับอุโมงค์บึงหนองบอนโดยตรง แต่ประสบปัญหาเรื่องผู้รับเหมาในการประมูล ซึ่งหากดำเนินการได้สำเร็จจะช่วยระบายน้ำในพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะต่อขยายอุโมงค์ไปยังบึงกุ่ม และเชื่อมไปถึงถนนเสรีไทย รวมถึงการสร้างอุโมงค์ใหม่ในพื้นที่ลาดกระบัง ซึ่งจะช่วยให้ กทม. สามารถครอบคลุมพื้นที่ที่ประสบปัญหาได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

นายชัชชาติกล่าวว่าตนเชื่อว่าการขยายเครือข่ายอุโมงค์และเส้นเลือดฝอยที่นำน้ำลงสู่อุโมงค์ จะสร้างความมั่นใจในการรับมือกับปัญหาน้ำท่วมในภาพรวมได้ดียิ่งขึ้น

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยและการฟื้นฟูพื้นที่

ด้านการช่วยเหลือประชาชน นายชัชชาติยืนยันว่าสถานการณ์การจัดส่งความช่วยเหลือดีขึ้นมาก โดยเฉพาะในจุดหลัก เช่น คลองจั่นและร่มเกล้า มีอาหารและสิ่งของบรรเทาทุกข์เพียงพอ อย่างไรก็ตาม ยังมีจุดที่อาจเข้าถึงยาก เช่น คลองสามวา หรือสะพานสูง ซึ่งมีประชาชนที่ต้องใช้เรือในการสัญจร กทม. ได้รวบรวมรายชื่อและพยายามเข้าถึงให้ครบถ้วน รวมถึงผู้ป่วยติดเตียง โดยมีการทำ Social Listening (การฟังความเห็น) เพื่อติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา

ด้านน.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. ได้กล่าวถึงการปรับปรุงแผนการจัดส่งอาหารว่า เดิมมีการทำข้าวกล่องในพื้นที่และนำส่งให้เขตต่างๆ แต่เมื่อพื้นที่ไม่เพียงพอ เช่นที่บางกะปิและลาดกระบัง โรงเรียนในสังกัดสำนักการศึกษา กทม. ได้เข้ามาช่วยทำข้าวกล่อง โดยแผนการจัดส่งได้ปรับเปลี่ยนจากการให้โรงเรียนส่งมาที่ส่วนกลางแล้วกระจายไปยังเขตต่างๆ มาเป็นการให้เขตต่างๆ ประสานงานและจัดส่งอาหารโดยตรงจากโรงเรียนไปยังพื้นที่ประสบภัย ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดขั้นตอนการทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังมีการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ประสบภัยอย่างละเอียด เพื่อให้การแจกจ่ายความช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึงและตรงจุด โดยเฉพาะในชุมชนที่เป็นคอนโดมิเนียมหรือหมู่บ้านที่อยู่ลึกเข้าไป โดยจะมีการนัดหมายตัวแทนชุมชนออกมารับข้าวกล่อง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครตกหล่น

ด้านนายชัชชาติกล่าวว่าในขณะที่หลายพื้นที่ระดับน้ำเริ่มลดลง ความต้องการความช่วยเหลือบางอย่างก็เปลี่ยนไป ยกตัวอย่างเช่นที่หมู่บ้านเซ็นทริโอ หมอชิต ที่ตอนแรกต้องส่งอาหาร แต่ตอนนี้ประชาชนสามารถออกมาจับจ่ายซื้อของได้เองแล้ว ทำให้ทรัพยากรที่เหลือจะถูกทุ่มเทไปยังจุดที่ยังคงต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ฝนตกกินพื้นที่กว้างขวาง ทำให้ทรัพยากรต่างๆ ต้องอาศัยการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นเรือ หรือรถบรรทุก ซึ่งต่างจากเหตุการณ์น้ำท่วมในอดีตที่อาจเกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ

หลังสถานการณ์น้ำลด กทม. จะเริ่มกระบวนการฟื้นฟูพื้นที่ โดยจะดำเนินการ "บิ๊กคลีนนิ่ง" ทำความสะอาดถนนต่างๆ เพื่อรองรับการเปิดทำการของหน่วยงานราชการในวันพรุ่งนี้ นอกจากนี้ยังมีการเตรียมการเก็บขยะชิ้นใหญ่ที่ประชาชนต้องทิ้งหลังจากน้ำท่วม โดยจะมีการประกาศเส้นทางเก็บขยะ และระดมเขตที่ไม่ประสบภัยเข้ามาช่วยสนับสนุน

น.ส.ทวิดา กมลเวชช กล่าวเพิ่มเติมว่าจะมีการแถลงข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะในเวลา 12:30 น. ของวันนี้ (29 กันยายน) โดยจะลงรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการปัญหาอื่นๆ ที่ตามมาหลังน้ำท่วม ได้แก่ ปัญหาขยะที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในชุมชนขนาดใหญ่ที่มีคนอาศัยอยู่หนาแน่น เช่น ร่มเกล้าที่มีคนติดอยู่ประมาณ 30,000 คน ซึ่งต้องมีการวางแผนการเก็บขยะอย่างละเอียด รวมถึงปัญหายุง เนื่องจากน้ำนิ่ง ทำให้ต้องมีการแจกจ่ายยาและผลิตภัณฑ์ไล่ยุง นอกจากนี้ยังพบปัญหาการขาดแคลนนมเด็ก ผ้าอ้อมเด็ก และผ้าอ้อมผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องเร่งนำส่งให้ถึงมือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

ความท้าทายด้านทรัพยากรและการสื่อสาร

น.ส.ทวิดา ยอมรับว่า กทม. ยังคงขาดแคลนทรัพยากรบางประเภท โดยเฉพาะรถสูบน้ำขนาดใหญ่เทียบเท่าไซส์ GMC ซึ่งยังต้องการอีกประมาณ 6 คัน จากที่ต้องการ 15 คัน รวมถึงเรือขนาดเล็กสำหรับเข้าถึงซอยย่อยและชุมชนที่เรือขนาดปกติไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยเรือที่มีขนาดเล็กที่สุดในปัจจุบันยังกว้างประมาณ 2 เมตร ซึ่งใหญ่เกินไปสำหรับซอยแคบๆ บางแห่ง กทม. จึงกำลังพิจารณาหาเรือขนาดเล็ก เช่น 1-1.5 เมตร หรือใช้เจ็ตสกีลากเรือยางที่บรรทุกสิ่งของเข้าไป รวมถึงการสำรวจเรือขยะหรือเรืออื่นๆ ของ กทม. เองที่อาจมีขนาดเหมาะสม และมีการประสานขอความร่วมมือจากภาคเอกชนและเครือข่ายต่างๆ ที่มีเจ็ตสกีหรือเรือขนส่งขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถเข้าถึง "เส้นเลือดฝอยสุดท้าย" ในชุมชนที่อยู่ห่างไกลในภาคตะวันออกได้

ส่วนกรณีหมู่บ้านที่รู้สึกถูกลืมหรือยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ เช่น หมู่บ้านในย่านกรุงเทพกรีฑาที่ถูกน้ำท่วมมา 4 วัน นายชัชชาติย้ำว่าประชาชนสามารถแจ้งเรื่องได้ที่สายด่วน 1555 หรือผ่านแพลตฟอร์ม Traffy Fondue และช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ของผู้บริหาร กทม. โดยทุกคอมเมนต์มีความสำคัญและจะมีการติดตามผลจนกว่าประชาชนจะได้รับการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเพียงคนเดียวก็ตาม

 สำหรับกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ กทม. แจ้งว่าไม่สามารถสูบน้ำในหมู่บ้านได้แล้วนั้น  นายชัชชาติชี้แจงว่า กทม. มีภารกิจหลักในการดูแลระบบคลองและโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ หากเป็นหมู่บ้านย่อยๆ ที่เกินกำลังของ กทม. อาจต้องรอให้ระดับน้ำในคลองลดลงก่อน จึงจะเข้าไปช่วยดูแลต่อไป

นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงการบริหารจัดการความรู้สึกของประชาชนที่อาจไม่พอใจหรือโกรธเคืองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ดี และหน้าที่ของ กทม. คือการทำให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องมีคำแก้ตัว ทีมงานทุกคนต้องลุยงานเต็มที่ เพราะประชาชนคาดหวังให้ กทม. ช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ทีมงาน กทม. ทุกคนได้ทำงานอย่างหนักมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ และจะยังคงเฝ้าระวังและระดมทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง

ในด้านการสื่อสารและแจ้งเตือนภัย กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังหารือและปรับปรุงกระบวนการแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ โดยจะเน้นย้ำถึงความแม่นยำของข้อมูล การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน และการกำหนดผู้มีอำนาจอนุมัติ เพื่อป้องกันความตื่นตระหนก และเพื่อให้ข้อมูลที่ออกไปมีความเข้าใจว่าประชาชนควรปฏิบัติตนอย่างไร

การบริหารจัดการกำลังคนและสถานศึกษา

สำหรับข้าราชการ กทม. ที่มีบ้านพักประสบภัยและยังไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ นายชัชชาติกล่าวว่าจะเน้นการทำงานจากที่บ้าน (Work From Home) เป็นหลัก หากภารกิจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริการประชาชนโดยตรง ส่วนสถานศึกษาในสังกัด กทม. นั้น ตอนนี้ กทม.กำลังพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการว่าจะให้หยุดต่อไป หรือจะกลับมาเปิดทำการตามปกติ เนื่องจากขณะนี้เป็นช่วงใกล้ปิดภาคเรียน และมีหลายโรงเรียนถูกใช้เป็นศูนย์พักพิงและศูนย์ประกอบอาหารสำหรับผู้ประสบภัย ซึ่งจะมีการสรุปและประกาศให้ทราบอีกครั้งในช่วงเที่ยงหรือบ่ายวันนี้

นายชัชชาติกล่าวทิ้งท้ายว่าสำหรับ กทม. มั่นใจว่าภายใน 1-2 วันนี้ จะเห็นอัตราการลดลงของน้ำอย่างรวดเร็วและเป็นอัตราเร่ง โดยเฉพาะบนถนนสายหลัก ก่อนที่จะขยายผลไปสู่ชุมชนและซอยย่อยต่างๆ ผู้บริหาร กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการประชุมประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามและปรับแผนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง โดยยืนยันว่าถึงแม้ประชาชนจะรู้สึกไม่พอใจหรือโกรธเคืองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ดี และหน้าที่ของ กทม. คือการทำให้ดีที่สุดโดยไม่ต้องมีคำแก้ตัว ทีมงานทุกคนต้องลุยงานเต็มที่ เพราะประชาชนคาดหวังให้ กทม. ช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ทีมงาน กทม. ทุกคนได้ทำงานอย่างหนักมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์ และจะยังคงเฝ้าระวังและระดมทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง และในเวลา 12:30 น. วันนี้ นายพรพรหม วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าฯ กทม.อีกคน จะแถลงข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับการบริหารจัดการขยะหลังน้ำท่วม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่ กทม. ต้องเผชิญหลังจากสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายลง

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
น้ำท่วมกรุงเทพ

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เช็กด่วน! การบินไทยยกเลิกเพิ่ม 37 เที่ยว กระทบเอเชีย-ยุโรป-ออสเตรเลีย
เช็กด่วน! การบินไทยยกเลิกเพิ่ม 37 เที่ยว กระทบเอเชีย-ยุโรป-ออสเตรเลีย