News Logo
หน้าแรก
‘ไทยพีบีเอส’ ยัน ‘ค่าพิธีกร-จ้างผลิตรายการ’ เบิกจ่ายตามระเบียบ

‘ไทยพีบีเอส’ ยัน ‘ค่าพิธีกร-จ้างผลิตรายการ’ เบิกจ่ายตามระเบียบ

14 ต.ค. 2569 18:37
ผู้ชม 26 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

'ไทยพีบีเอส' แจง สตง. ปมสอบงบ 85 ล้าน ยืนยันเบิกค่าตอบแทน-จัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ ยันจ้างพิธีกรภายนอกเหมาะสมตามประสบการณ์ ชี้เอกสารหลุดทำเสียหาย ยื่นตอบโต้ไม่เห็นด้วยผลสอบ สตง. พร้อมย้ำรายได้ที่ไม่ผูกกับงบแผ่นดินคือหลักประกันอิสระสื่อสาธารณะ

สืบเนื่องจากกรณีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงผลการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) โดยพบความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ในขั้นตอนการเบิกจ่ายค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญ เนื่องจากขาดระเบียบปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ ตลอดจนกรณีการว่าจ้างบริษัทผลิตรายการที่อาจเข้าข่ายไม่เป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง รวมมูลค่าความเสียหายที่ประเมินราว 85 ล้านบาทนั้น (อ่านข่าวประกอบ : สตง.ยันตรวจ Thai PBS ไร้การเมืองแทรก ปัดเอาคืนปมเล่นข่าวตึกถล่ม)

ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ไทยพีบีเอส ได้แถลงชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว โดย นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ระบุถึงกรณีค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญว่า สตง. ยังไม่ได้สรุปปิดการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ ซึ่งทางองค์กรกำลังรอเพื่อปิดตรวจตามขั้นตอน แต่กลับมีเอกสารรั่วไหลออกสู่สาธารณะเสียก่อน ทำให้เกิดข้อกังขาว่าเหตุใดจึงไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริง ทั้งนี้ การตรวจสอบเอกสารย้อนหลังครอบคลุมช่วงปี 2566-2568 ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าพาหนะเดินทางเฉลี่ยเพียงครั้งละ 1,000-2,000 บาท แต่เมื่อนำมารวบรวมสะสมย้อนหลังหลายปี จึงทำให้ดูเป็นตัวเลขจำนวนมาก 

สำหรับประเด็นที่ระบุว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวนั้นไม่มีหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน นายพิเศษชี้แจงว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจการอนุมัติตามกฎหมายวินัยการเงินและการคลัง ซึ่งผู้อำนวยการของแต่ละสำนักสามารถใช้พิจารณาอนุมัติได้ด้วยตนเอง ซึ่งหากอิงตามระเบียบเดิมปี 2561 ถือว่าไม่ผิด ซึ่งทาง ส.ส.ท.จะชี้แจงกลับไปให้ทาง สตง.รับทราบอีกครั้งหนึ่ง 

ส่วนประเด็นการว่าจ้างพิธีกรที่ถูกมองว่ามีค่าตอบแทนสูงเกินไปนั้น นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ยืนยันว่า อัตราการว่าจ้างเป็นไปตามเกณฑ์ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของบุคลากร เช่น พิธีกรรายการ ‘คุยให้คิด’ ซึ่งถือว่าเหมาะสมและสมเหตุสมผล เนื่องจากไทยพีบีเอสไม่มีบุคลากรภายในที่มีประสบการณ์ในระดับดังกล่าว ทั้งนี้ แม้จะมีการว่าจ้างพิธีกรจากภายนอก แต่ตัวรายการยังคงเป็นงานที่ผลิตขึ้นภายในองค์กรเอง ไม่ได้เป็นการว่าจ้างบริษัทภายนอก (Outsource) แต่อย่างใด 

ส่วนประเด็นการว่าจ้างบริษัทผลิตรายการที่อาจเข้าข่ายไม่เป็นไปตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างนั้น นายอดิศักดิ์ ชี้แจงว่า บุคลากรของไทยพีบีเอสที่มีประมาณ 1,200 คน ไม่ได้ทำหน้าที่ผลิตข่าวเพียงอย่างเดียว แต่แบ่งเป็นทีมข่าวเพียงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งรับผิดชอบภารกิจอื่นตามบทบาทสื่อสาธารณะ เช่น สื่อออนไลน์ การตรวจสอบข่าวปลอม และศูนย์สื่อเด็ก ดังนั้น การว่าจ้างผู้ผลิตรายการภายนอกจึงเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยผู้ผลิตอิสระ เพื่อเปิดโอกาสและส่งเสริมให้เกิดผู้ผลิตรายใหม่ๆ ในอุตสาหกรรม 

เมื่อถูกถามถึงกรณี บริษัท พีเอ็นวาย โปรดักชั่น จำกัด ที่ได้รับการว่าจ้างผลิตสื่อเฉพาะเจาะจงต่อเนื่องยาวนานกว่า 9 ปีว่ามีกระบวนการอย่างไร นายพิเศษ ชี้แจงว่า มีการจัดซื้อจัดจ้างมาตลอด 9 ปีจริง แต่ในปี 2568 ได้ยกเลิกสัญญาไปแล้ว ซึ่งตนตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใด สตง. จึงนำเรื่องในอดีตมาเป็นประเด็น ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า บริษัทดังกล่าวรับผิดชอบผลิตข่าวการเมือง 2 รายการ แล้วนำส่งชิ้นงานสำเร็จรูปให้แก่องค์กร ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง ไม่ได้มีความเสียหายหรือการทุจริตแต่อย่างใด

ขณะที่ นายอดิศักดิ์ กล่าวเสริมว่า จากข้อสังเกตของ สตง. ที่ระบุว่าไทยพีบีเอสมีบุคลากรจำนวนมาก แต่เหตุใดจึงต้องว่าจ้างภายนอกนั้น เรื่องนี้ถือเป็นดุลยพินิจของฝ่ายบริหารในการประเมินว่าภาระงานภายในตึงตัวหรือไม่ ซึ่งเป็นแนวทางการบริหารจัดการงานทั่วไปว่ามีความจำเป็นต้องว่าจ้างภายนอกหรือไม่ ทั้งนี้ หลังจากยกเลิกสัญญาไป สำนักข่าวก็รับมาดำเนินการเอง โดยต้นทุนค่าใช้จ่ายก็ไม่ได้แตกต่างกัน

.

นายพิเศษ จียาศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. (ขวา) นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ รองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. (ซ้าย)

สำหรับประเด็นผู้บริหารได้ค่าตอบแทนการใช้รถนั้น ทาง สตง. ยังไม่เปิดเผยและแจ้งมา ทางไทยพีบีเอสจึงไม่ขอชี้แจงในเรื่องนี้ แต่เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นค่าเดินทางในไทยพีบีเอสว่ามีการเบิกจ่ายซ้ำซ้อนหรือไม่นั้น นายพิเศษ ชี้แจงว่า เงินส่วนดังกล่าวเป็นเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งไปคาบเกี่ยวกับระเบียบการใช้รถส่วนกลางที่กำหนดไว้ว่า หากได้รับเงินส่วนนี้แล้วจะไม่สามารถใช้รถส่วนกลางได้ แต่ประเด็นคือ ข้อห้ามดังกล่าวมิได้บังคับใช้อย่างเด็ดขาดในทุกกรณี เนื่องจากในระเบียบการใช้รถยังมีข้อยกเว้นรองรับ เช่น การเดินทางไปปฏิบัติภารกิจเป็นหมู่คณะ ซึ่งไม่ใช่การใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทั้งนี้ ยอมรับว่าที่ผ่านมากฎระเบียบอาจยังไม่มีความชัดเจนเพียงพอ แต่หลังจากนี้จะมีระเบียบฉบับใหม่ที่กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน 

สำหรับประเด็นที่ สตง. ระบุว่า การดำเนินงานของไทยพีบีเอสส่วนใหญ่บรรลุเป้าหมายตัวชี้วัด (KPI) ขององค์กรแล้ว แต่ยังมีตัวชี้วัดบางส่วนที่ขาดความต่อเนื่องและมีการเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาบ่อยครั้ง แม้จะอยู่ภายใต้การบริหารงานของผู้บริหารชุดเดียวกันนั้น

นายอดิศักดิ์ อธิบายว่า ในอดีตการวัดเรตติ้งอ้างอิงจากโทรทัศน์เป็นหลัก แต่ปัจจุบันพฤติกรรมผู้ชมเปลี่ยนไปรับชมผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ไทยพีบีเอสจึงเตรียมปรับตัวชี้วัด (KPI) จากเดิมที่เน้นเรตติ้งทีวี (PSI Rating/Market Share) มาเป็นการวัดผลบนพื้นที่ออนไลน์แทน เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้ชมและภารกิจการกระจายเนื้อหา

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างปรับปรุงระบบ One Thai PBS และระบบ BMS ที่เดิมเคยแยกจัดเก็บข้อมูลตามสำนักต่างๆ ให้เข้ามารวมศูนย์อยู่ที่แหล่งเดียวกัน โดยยอมรับว่าระบบที่ผ่านมามีปัญหาจริง ซึ่งผู้บริหารชุดปัจจุบันกำลังเร่งแก้ไขระบบใหญ่ 3-4 ระบบ พร้อมวางระบบกลางเข้ามาเป็นแกนหลักเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลของทุกสำนักเข้าด้วยกัน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการลงระบบได้ในช่วงต้นปีหน้า และพร้อมใช้งานอย่างเต็มรูปแบบภายใน 2 ปี

ทั้งนี้ ไทยพีบีเอสย้ำว่า กระบวนการทำงานของ สตง. ต้องยึดมั่นในมาตรฐานวิชาชีพสากล ในฐานะสมาชิกองค์กรสถาบันการตรวจสอบสูงสุดระหว่างประเทศ (INTOSAI) ซึ่งเน้นย้ำ ‘ความเป็นอิสระ’ (Independence) ปราศจากการแทรกแซงจากกลุ่มทุนและการเมือง ตลอดจนการเปิดโอกาสให้ผู้ถูกตรวจสอบได้ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรม พร้อมปฏิบัติตามหลัก ‘การรักษาความลับ’ โดยไม่เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะก่อนเวลาอันควร ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรณีเอกสารราชการรั่วไหลและการเปิดเผยรายชื่อพนักงานขององค์กรจำนวน 10 ราย 

อย่างไรก็ดี ไทยพีบีเอสได้ยืนยันถึงความจำเป็นของสื่อสาธารณะที่ต้องมีแหล่งที่มาของรายได้ที่ไม่ผูกโยงกับงบประมาณแผ่นดินประจำปี ทั้งนี้ เพื่อเป็น ‘หลักประกันความเป็นอิสระ’ (Financial Independence Guarantee) ตามหลักสากลของการดำเนินกิจการสื่อสาธารณะทั่วโลก และตามเจตนารมณ์ที่ได้กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ.2551 การรับงบประมาณผ่านช่องทางที่แยกต่างหากจากงบประมาณแผ่นดินปกติ เป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการแทรกแซงจากการเมืองและกลุ่มทุน ทำให้สื่อสาธารณะสามารถรายงานข้อเท็จจริง ตรวจสอบ และนำเสนอเนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะได้อย่างตรงไปตรงมา ปราศจากอคติ และเป็นอิสระ ทำให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแท้จริง สมดุลรอบด้าน อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย

ทั้งนี้ กลไกที่ทำให้รายได้ของ ส.ส.ท. ไม่ผูกกับงบประมาณแผ่นดินประจำปี คือ 'เงินบำรุงองค์การ' ซึ่งเป็นรายได้หลักขององค์การตามมาตรา 11 ที่จัดเก็บจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ ในอัตราร้อยละหนึ่งจุดห้าของภาษีที่เก็บจากสุราและยาสูบ และมีรายได้สูงสุดปีงบประมาณละไม่เกินสองพันล้านบาท ตามมาตรา 12 โดยมาตรา 11 วรรคสี่ บัญญัติว่ารายได้ขององค์การ "ไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ" และมาตรา 13 ให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นผู้เรียกเก็บเงินบำรุงองค์การเพื่อนำส่งเป็นรายได้ของส.ส.ท. ส่งผลให้ ส.ส.ท. เป็นนิติบุคคลมีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ แต่ดำเนินการภายใต้ทุน ทรัพย์สิน และรายได้ขององค์การ ตามมาตรา 5

นอกจากการรับเงินผ่านกลไกที่แยกต่างหากจากงบประมาณแผ่นดินปกติจะเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการแทรกแซงทางการเมืองและกลุ่มทุน ทำให้สื่อสาธารณะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเป็นอิสระแล้ว ส.ส.ท. ยังมีกลไกการบริหารงานภายในที่มุ่งคุ้มครองความเป็นอิสระของ ส.ส.ท. ไว้โดยตรง โดยมาตรา 28 (2) กำหนดให้คณะกรรมการนโยบายมีอำนาจหน้าที่คุ้มครองรักษาความเป็นอิสระของคณะกรรมการบริหาร ผู้อำนวยการ และพนักงานให้ปลอดจากการแทรกแซงใด ๆ รวมถึงมีกลไกป้องกันการแทรกแซงจากภายนอกตามมาตรา 56 ที่กำหนดให้การกระทำใดๆ ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ขัดขวางหรือแทรกแซงองค์การให้เผยแพร่รายการที่ขัดหรือแย้งต่อวัตถประสงค์ ให้ถือเป็นการจงใจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและไม่มีผลบังคับใช้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปลัดพาณิชย์ชูมิติใหม่'คน-งาน-องค์กร'เป็นทัพหน้าเสริมแกร่งศก.ไทย
ปลัดพาณิชย์ชูมิติใหม่'คน-งาน-องค์กร'เป็นทัพหน้าเสริมแกร่งศก.ไทย