กว่าสองศตวรรษที่ผ่านมา โลกของเราดำเนินไปใต้กฎเกณฑ์ที่เรียบง่ายแต่ปฏิเสธไม่ได้: ตะวันตกซึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่สองมานั้นนำหน้าโดยสหรัฐอเมริกา คือผู้กำหนดค่านิยมและกฎกติกา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า การสงคราม การทูต จริยธรรม ศิลปวิทยาการทั้งปวง หรือ แม้กระทั่งเป็นผู้นิยามว่า อะไรคือ "อารยธรรม" อะไรคือ "ความก้าวหน้า" อะไรคือ " ความล้าหลัง" "ความป่าเถื่อน" หรืออะไรคือ "การพัฒนา" "การปฏิรูป" "การอภิวัฒน์" ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนปูทางหรือสั่งการหรือมอบทิศทางมาจากลอนดอน ปารีสวอชิงตัน นิวยอร์ค และบรัสเซลส์ แทบทั้งนั้น ผ่านรัฐบาลตะวันตก องค์การระหว่างประเทศ เอ็นจีโอ มหาวิทยาลัย คณาจารย์ และงานวิจัยตำราจากตะวันตก
แต่หากเรามองให้ลึกซึ้ง ลึกลงไปและใหญ่กว่าความตื่นเต้นและความอึกทึกครึกโครมของข่าวพาดหัวเรื่องภาษีนำเข้าหรือสงครามการค้าหรือสงครามเทคโนโลยี หรือสงครามที่ สหรัฐและอิสราเอลกระทำต่ออิหร่าน เรากำลังเป็นพยานของการสิ้นสุดของยุคสมัยที่"อำนาจนำทางวิทยาการ รสนิยมและปัญญา" ของชาติตะวันตกที่มีต่อโลกทั้งมวล
นี่ไม่ได้หมายความว่าตะวันตกกำลังจะหายไปจากแผนที่โลก ดนตรี เทคโนโลยี และความคิดและรสนิยม ของตะวันตกจะยังคงแทรกซึมอยู่ทุกอณูของโลกใบนี้ ทว่า อำนาจและความหอมหวานอันปราศจากข้อกังขา ของพวกเขา—ความสามารถในการบงการ หรือชี้นิ้วหรือโน้มน้าวให้ชาติอื่นๆ ในโลกเดินตาม—เช่น จะต้องเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น จะต้องสมาทานกับเศรษฐกิจระบบตลาดเท่านั้น หรือยึดมั่นแต่เสรีนิยมหรือสังคมนิยมและสมาทานกับบรรดาเสรีภาพและความก้าวหน้า ตามแบบฝรั่งในทางสังคม-วัฒนธรรม--กำลังกร่อนหายไปอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบรรดา "คนก้าวหน้า" และ"หัวใหม่" รวมทั้งนักวิชาการซึ่งสนใจแต่งานและความคิดของตะวันตกอย่างเดียว-- ไม่ว่าจะเป็นซ้าย เป็นกลาง หรือเป็นขวา-- ทั้งปวง
ในสุญญากาศแห่งอำนาจนั้น ประเทศอย่างจีน อินเดีย และแน่นอน อิหร่าน กำลังก้าวขึ้นมาเติมเต็มช่องว่างหรือมาประขันขันแข่งกับตะวันตก นั้น ไม่ใช่เพียงด้วยกำลังทางเศรษฐกิจหรือแสนยานุภาพทางการทหาร แต่ด้วยบางสิ่งที่เก่าแก่กว่าและอาจจะยั่งยืนกว่า ให้คำตอบใหม่ ได้มากกว่า นั่นคือ พลังแห่งความคิดและอารยธรรมเดิม
อมิตาฟ อาจารยา กล่าวมาหลายปีแล้ว ว่าโลกเราได้เปลี่ยนจาก "โรงหนังเดี๋ยวฉายเรื่องเดียว" บังคับให้ดูหนังเรื่องเดียวเท่านั่นไปสู่โรงหนังใหญ่แบบ "มัลติเพล็กซ์" ประกอบด้วยโรงหนังย่อย ฉายหนังพร้อมๆกันหลายสิบหลายร้อยเรื่อง
ลองจินตนาการภาพระเบียบโลกแบบเก่าเป็น "โรงภาพยนตร์จอเดียว" ที่ฮอลลีวูด (โลกตะวันตก) เป็นผู้กำหนดว่าจะฉายหนังเรื่องอะไร เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องดูหนังที่เขาฉาย บางคนภูมิใจมากที่จะบรรยายและเล่าลือถึงนักคิดและงานวิชาการ ตลอดจนสาธยายความก้าวหน้าแบบตะวันตก พร้อมกับดูเบาและวิพากษ์ความคิดและแบบแผนหรือสถาบันของชาติของตนเอง อารยธรรมของตนเอง
โลกใบใหม่ในวันนี้คือ "โรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์" ขนาดมโหฬารที่มีอยู่ยี่สิบโรง โรงหนึ่งฉายมหากาพย์บอลลีวูด อีกโรงฉายซีรีส์ย้อนยุคจีน ไปจนถึงภาพยนตร์ศิลปะจากอิหร่าน คุณมีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะดูโรงไหน และฮอลลีวูดเองก็ต้องวิ่งเข้ามาแย่งชิงค่าตั๋วจากคุณ
มีรายงานที่น่าตื่นเต้นจากที่ประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference) เวทีรวมตัวของชนชั้นนำระดับโลก ชาติตะวันตกทั้งนั้น ได้ยอมรับอย่างชัดเจนว่า "ยุคสมัยที่โลกตะวันตกดำรงความเป็นใหญ่และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน... ได้สิ้นสุดลงแล้ว"
สหรัฐอเมริกาซึ่งครั้งหนึ่งเป็นผู้จัดการระบบโลกอย่างไม่มีใครโต้แย้ง กลับถูกมองจากพันธมิตรในยุโรปว่าเป็นหุ้นส่วนที่คาดเดาเิาแน่เอานอนไม่ได้ มากกว่าที่จะเป็นกัปตันที่ไว้ใจได้ บางครั้งก็มาแว้งกัดตะวันตกด้วยกัน นี่ย่อมไม่ใช่การล่มสลายของอำนาจอเมริกันเสียทีเดียว แต่มันคือ การล่มสลายของ "ความน่าเชื่อถือ" ของอเมริกาในฐานะสถาปนิกผู้สร้างอนาคตให้โลกแต่เพียงผู้เดียวมาก่อน
ทรัมป์: ผู้เป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่ต้นเหตุ
วาทกรรมอันดุดันส่อเสียดและหยาบคายของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำขู่ที่จะ "กวาดล้างอารยธรรม" ของอิหร่าน เป็นทั้ง "อาการของโรค" และเป็น "ตัวเร่งปฏิกิริยา" ของความเสื่อมถอยในทางความคิดและโลกทรรศน์แบบตะวันตก
ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์และแผนการของสหรัฐ เจ้าโลก คือการพยายามทำให้โลกเป็น "ประชาธิปไตย" และ "เสรีนิยม" ตามแบบฉบับของตนมากที่สุด แต่วันนี้ โครงการนั้นถูกแช่แข็งเอาไว้แล้ว แนวคิดยุทธศาสตร์ใหม่ปี2525 ที่สหรัฐออกมานั้น จะเลิกจ้ำจี้จำ้ไช ใครจะปกครองแบบไหน ประชาธิปไตยหรือไม่ ขอให้ไม่เป็นภัยต่อสหรัฐ รับได้ทั้งนั้น
อนึ่งสถาบัน V-Dem ซึ่งติดตามสถานะประชาธิปไตยทั่วโลก ได้บันทึกถึงความถดถอยทางสุขภาพของประชาธิปไตยอเมริกันเอง โดยระบุว่าสหรัฐฯ "ไม่ได้เป็นเสาหลักของประชาธิปไตยเสรีนิยมอีกต่อไปแล้ว"
เท่ากับว่าเมื่อนักเทศน์หยุดเชื่อในคำเทศนาของตัวเอง ฝูงชนก็ย่อมเลิกฟังหรือไม่อยากตาม เมื่ออเมริกาหยุดจริงจังกับการส่งออกคุณค่าแบบเสรีนิยม การนำและการบริหารด้วยกฏเกณฑ์และยึดมั่นในกติกา ประเทศอื่นๆ ไม่น้อยจึงหันมามอง "คุณค่า" และปัญญาในแบบฉบับของตัวเอง ชาติตนเอง กลุ่มอารยธรรมของตนเอง ที่สั่งสมกันมานับร้อยนับพันปี
การกลับมาของ "รัฐอารยธรรม" (Civilization-State)
อิหร่าน จีน และอินเดีย เป็นตัวอย่างที่ดี เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มชาติตะวันตกที่กำลังถอยร่นหรือเปลี่ยนท่าทีไปสู่ความก้าวร้าว หยาบคาย นำมาซึ่งการรุกราน ความทารุณโหดร้าย ไร้ความปรานี ข่มขู่จะทำลายอารยธรรมของฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก ซึ่งแม้แต่เจงกิสข่าน หรือฮิตเลอร์ ก็ยังไม่ทำ พวกเขาไม่เพียงสะสมอาวุธ สร้างเศรษฐกิจ เร่งยกระดับเทคโนโลยีตามตำราตะวันตกเท่านั่น แต่พวกเขากำลังปลุก "ความทรงจำทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้ง" ให้ตื่นขึ้นมาใหม่
1. อิหร่าน: ความภาคภูมิใจคือโล่ห์
ป้องกันภัย เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำขู่ว่าจะทิ้งระเบิด อิหร่านให้สิ้นซาก ไม่ได้ตอบโต้ด้วยกำลังทางอาวุธและทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาตอบโต้ด้วยการรื้อฟื้นความทรงจำอันน่าภูมิใจแห่งเพอร์เซโปลิส (Persepolis) และพระเจ้าไซรัสมหาราช มาให้คนอิหร่านยึดมั่นเป็นธงไชย
เจ้าหน้าที่อิหร่านยังตีกรอบการปกป้องแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมกว่า 131 แห่งว่าเป็น "หน้าที่ต่อความทรงจำร่วมของมนุษยชาติ" นี่คือการใช้ "ความภาคภูมิใจทางอารยธรรม" ในฐานะเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ มันทำให้ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของการต่อรองเรื่องนิวเคลียร์อีกต่อไป แต่มันคือสงครามระหว่างอัตลักษณ์อายุ 3,000 ปี กับรัฐบาลอเมริกันที่อยู่มาแค่เพียงไม่กี่ร้อยปี
2. จีน: ขงจื๊อกลับคืน ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของจีนมักถูกอธิบายด้วยแรงงานราคาถูกและการวางแผนจากส่วนกลาง แต่นักวิชาการและปัญญาชนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ชี้ไปที่ "ซอฟต์แวร์แห่งลัทธิขงจื๊อ" ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง
นั่นคือการเน้นย้ำเรื่องการศึกษา (ธรรมเนียมจอหงวนและขุนนางนักปราชญ์) ได้สร้างแรงงานที่มีความสามารถพิเศษในการซึมซับทักษะการผลิตที่ซับซ้อน การเน้นย้ำเรื่องการออมเงินสร้างเงินทุนมหาศาลที่นำไปใช้สร้างเมืองและรถไฟความเร็วสูง
การศึกษาชิ้นหนึ่งในปี 2025 ซึ่งใช้ AI วิเคราะห์นิทานพื้นบ้านจีนโบราณพบว่า ภูมิภาคที่มีเรื่องเล่าเน้นย้ำเรื่อง "ความซื่อสัตย์และความพยายาม" มี GDP ต่อหัวในยุคปัจจุบันที่สูงกว่า รัฐบาลจีนส่งเสริมแนวคิด "ความมั่นใจทางวัฒนธรรม" อย่างชัดเจน โดยเชื่อมโยงเส้นทางสายไหมโบราณเข้ากับข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง มันคือการประกาศว่า: เราไม่ได้แค่ร่ำรวยขึ้น แต่เรากำลังกลับคืนสู่ตำแหน่งแห่งที่อันชอบธรรมในประวัติศาสตร์ของเรา
3. อินเดีย: มรดกสองคม
อินเดียนำเสนอกรณีศึกษาที่ซับซ้อนที่สุด พลังอารยธรรมของอินเดียคือทรัพย์สินทางซอฟต์พาวเวอร์ชั้นยอด—โยคะ, อายุรเวช, และปรัชญาแห่งพหุนิยม ล้วนเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมระดับโลก รัฐบาลเชื่อมโยงการเติบโตทางเศรษฐกิจเข้ากับยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมอย่างแยบคาย ภายใต้สโลแกน "พัฒนาการก็ต้องมี มรดกโลกทางวัฒนธรรมก็ต้องได้"
อย่างไรก็ตาม ความคิดและโครงสร้างทางสังคมแบบโบราณของอินเดียก็อาจเป็นตัวถ่วงการพัฒนาเช่นกัน ระบบวรรณะ แม้จะถูกยกเลิกไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ยังคง "ฝังอยู่ในสังคม" และเป็นอุปสรรคต่อการสร้างจริยธรรมการทำงานที่เป็นสากลและเท่าเทียม ตั้งอยู่บนความรู้ความสามารถแบบที่ขับเคลื่อนการเติบโตของจีนและเอเชียตะวันออกมาได้
การเติบโตของอินเดียเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่เส้นทางของมันเป็นเหมือน การเจรจาต่อรองที่คึกคัก วุ่นวาย และมีชีวิตชีวากับอดีตของตนเอง มากกว่าการเดินแถวตรงตามคำสั่งหรือการชี้นำจากรัฐแบบที่เราเห็นในจีน
ตะวันตก "จบเห่" แล้วหรือ?
ไม่ใช่ แต่บทบาทของพวกเขาเปลี่ยนไปแล้ว นักวิเคราะห์ท่านหนึ่งกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า "ตอนนี้ยุโรปต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง" เพื่อแบกรับภาระของโลกเสรี ในขณะที่สหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่การทำข้อตกลงแบบธุรกิจ และอาศัยสงคราม มากกว่าการเปลี่ยนแปลงโลกอย่สงสันติตามอุดมการณ์
โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่ง "สันติภาพแบบหลายขั้วอำนาจ" (Pax Multipolaris) มันจะเป็นโลกที่ยุ่งเหยิง แข่งขันกันสูง และอันตรายในบางครั้ง แต่มันจะเป็นโลกที่นิยามของคำว่า "ความสำเร็จ" ไม่ใช่การ "ทำตัวให้เหมือนตะวันตก" อีกต่อไป
หากแต่ความสำเร็จในโลกใหม่นี้ คือความสามารถในการงัดเอาพลังทางอารยธรรมที่สะสมมานานหลายศตวรรษ ซึ่งครั้งหนึ่งโลกตะวันตกเคยดูแคลนว่าเป็นแค่ซากฟอสซิลจากยุคก่อนสมัยใหม่ กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
อาจผสมคลุกเคล้าเข้ากับความคิดตะวันตกก็ได้ ไม่ใช้ความคิดและแบบแผนตะวันตกก็ได้
ตำราและคัมภีร์สร้างโลกสร้างประเทศสร้างชาติเล่มเก่าถูกฉีกทิ้งไปแล้ว
จากนี้ไป ทุกประเทศจะต้องเขียนตำราบทใหม่ของตัวเอง นักคิด นักวิชาการและมหาวิทยาลัยต้องไม่เก่งแค่วิพากษ์ แค่นำเสนอนักคิดและนักทฤษฎีตะวันตก แต่ต้องสร้าง จะเอาของตะวันตกมาร่วมด้วย ก็ได้ นำเสนอความคิดวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์คล่องตัวและสอดคล้องกับอารยธรรมและวัฒนธรรมเดิมของเรามากกว่านี้ ที่มีแนวคิดและกระบวนการและสถาบัน ที่จะเป็นทางออกของไทย ที่เก็บเกี่ยวและสอดคล้องกับของดีของไทยในกระแสโลก ในยุคที่หลายอารยธรรมไม่ใช่อารยธรรมตะวันตกเท่านั้น จะร่วมกันสร้างโลกใหม่




