News Logo
หน้าแรก
เมื่อตะวันตกไม่อาจจะครอบงำความคิดของโลกได้ต่อไป

เมื่อตะวันตกไม่อาจจะครอบงำความคิดของโลกได้ต่อไป

20 เม.ย. 2569 10:33
ผู้ชม 19 คน

กว่าสองศตวรรษที่ผ่านมา โลกของเราดำเนินไปใต้กฎเกณฑ์ที่เรียบง่ายแต่ปฏิเสธไม่ได้: ตะวันตกซึ่งหลังสงครามโลกครั้งที่สองมานั้นนำหน้าโดยสหรัฐอเมริกา คือผู้กำหนดค่านิยมและกฎกติกา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้า การสงคราม​ การทูต​ จริยธรรม ศิลปวิทยาการทั้งปวง​ หรือ​ แม้กระทั่งเป็นผู้นิยามว่า อะไรคือ​ "อารยธรรม" อะไรคือ​ "ความก้าวหน้า" อะไรคือ​ " ความล้าหลัง" "ความป่าเถื่อน" หรือ​อะไรคือ "การพัฒนา" "การปฏิรูป" "การอภิวัฒน์" ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนปูทางหรือสั่งการหรือมอบทิศทางมาจากลอนดอน​ ปารีสวอชิงตัน​ นิวยอร์ค และบรัสเซลส์​ แทบทั้งนั้น​ ผ่านรัฐบาลตะวันตก​ องค์การระหว่างประเทศ​ เอ็นจีโอ​ มหาวิทยาลัย​ คณาจารย์​ และงานวิจัยตำราจากตะวันตก

แต่หากเรามองให้ลึก​ซึ้ง ลึกลงไปและใหญ่กว่าความตื่นเต้นและความอึกทึกครึกโครมของข่าวพาดหัวเรื่องภาษีนำเข้าหรือสงครามการค้าหรือสงครามเทคโนโลยี​ หรือสงครามที่​ สหรัฐและอิสราเอลกระทำต่ออิหร่าน เรากำลังเป็นพยานของการสิ้นสุดของยุคสมัยที่"อำนาจนำทางวิทยาการ​ รสนิยมและปัญญา" ของชาติตะวันตกที่มีต่อโลกทั้งมวล

นี่ไม่ได้หมายความว่าตะวันตกกำลังจะหายไปจากแผนที่โลก ดนตรี เทคโนโลยี และความคิดและรสนิยม​ ของตะวันตกจะยังคงแทรกซึมอยู่ทุกอณูของโลกใบนี้ ทว่า อำนาจและความหอมหวานอันปราศจากข้อกังขา ของพวกเขา—ความสามารถในการบงการ​ หรือชี้นิ้วหรือโน้มน้าวให้ชาติอื่นๆ ในโลกเดินตาม—เช่น​ จะต้องเป็นประชาธิปไตย​เท่านั้น​ จะต้องสมาทานกับเศรษฐกิจระบบตลาด​เท่านั้น หรือยึดมั่นแต่เสรีนิยมหรือสังคมนิยมและสมาทาน​กับบรรดาเสรีภาพและความก้าวหน้า​ ตามแบบฝรั่งในทางสังคม-วัฒนธรรม--กำลังกร่อนหายไปอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ​บรรดา "คนก้าวหน้า" และ​"หัวใหม่" รวมทั้งนักวิชาการซึ่งสนใจแต่งานและความคิดของตะวันตกอย่างเดียว​-- ไม่ว่าจะเป็นซ้าย​ เป็นกลาง​ หรือเป็นขวา​-- ทั้งปวง

ในสุญญากาศแห่งอำนาจนั้น ประเทศอย่างจีน อินเดีย และแน่นอน อิหร่าน กำลังก้าวขึ้นมาเติมเต็มช่องว่างหรือมาประขันขันแข่งกับตะวันตก นั้น​ ไม่ใช่เพียงด้วยกำลังทางเศรษฐกิจหรือแสนยานุภาพทางการทหาร แต่ด้วยบางสิ่งที่เก่าแก่กว่าและอาจจะยั่งยืนกว่า​ ให้คำตอบใหม่​ ได้มากกว่า​ นั่นคือ พลังแห่งความคิดและอารยธรรมเดิม

อมิตาฟ อาจารยา กล่าวมาหลายปีแล้ว​ ว่าโลกเราได้เปลี่ยนจาก "โรงหนังเดี๋ยว​ฉายเรื่องเดียว" บังคับให้ดูหนังเรื่องเดียวเท่านั่นไปสู่โรงหนังใหญ่แบบ "มัลติเพล็กซ์" ประกอบด้วยโรงหนังย่อย​ ฉายหนังพร้อมๆกันหลายสิบหลายร้อยเรื่อง​

ลองจินตนาการภาพระเบียบโลกแบบเก่าเป็น "โรงภาพยนตร์จอเดียว" ที่ฮอลลีวูด (โลกตะวันตก) เป็นผู้กำหนดว่าจะฉายหนังเรื่องอะไร เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องดูหนังที่เขาฉาย​ บางคนภูมิใจมากที่จะบรรยายและเล่าลือถึงนักคิดและงานวิชาการ​ ตลอดจนสาธยายความก้าวหน้าแบบตะวันตก​ พร้อมกับดูเบาและวิพากษ์ความคิดและแบบแผนหรือสถาบันของชาติของตนเอง​ อารยธรรมของตนเอง

โลกใบใหม่ในวันนี้คือ "โรงภาพยนตร์มัลติเพล็กซ์" ขนาดมโหฬารที่มีอยู่ยี่สิบโรง โรงหนึ่งฉายมหากาพย์บอลลีวูด อีกโรงฉายซีรีส์ย้อนยุคจีน ไปจนถึงภาพยนตร์ศิลปะจากอิหร่าน คุณมีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะดูโรงไหน และฮอลลีวูดเองก็ต้องวิ่งเข้ามาแย่งชิงค่าตั๋วจากคุณ

มีรายงานที่น่าตื่นเต้นจากที่ประชุมความมั่นคงมิวนิก (Munich Security Conference) เวทีรวมตัวของชนชั้นนำระดับโลก ชาติตะวันตกทั้งนั้น​ ได้ยอมรับอย่างชัดเจนว่า "ยุคสมัยที่โลกตะวันตกดำรงความเป็นใหญ่และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน... ได้สิ้นสุดลงแล้ว"

สหรัฐอเมริกาซึ่งครั้งหนึ่งเป็นผู้จัดการระบบโลกอย่างไม่มีใครโต้แย้ง กลับถูกมองจากพันธมิตรในยุโรปว่าเป็นหุ้นส่วนที่คาดเดาเิาแน่เอานอนไม่ได้ มากกว่าที่จะเป็นกัปตันที่ไว้ใจได้ บางครั้งก็มาแว้งกัดตะวันตกด้วยกัน​ นี่ย่อมไม่ใช่การล่มสลายของอำนาจอเมริกันเสียทีเดียว แต่มันคือ การล่มสลายของ "ความน่าเชื่อถือ" ของอเมริกาในฐานะสถาปนิกผู้สร้างอนาคตให้โลกแต่เพียงผู้เดียวมาก่อน

ทรัมป์: ผู้เป็นผลลัพธ์ ไม่ใช่ต้นเหตุ

วาทกรรมอันดุดันส่อเสียดและหยาบคายของประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำขู่ที่จะ "กวาดล้างอารยธรรม" ของอิหร่าน เป็นทั้ง "อาการของโรค" และเป็น "ตัวเร่งปฏิกิริยา" ของความเสื่อมถอยในทางความคิดและโลกทรรศน์แบบตะวันตก

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์และ​แผนการของสหรัฐ​ เจ้าโลก​ ​คือการพยายามทำให้โลกเป็น "ประชาธิปไตย" และ "เสรีนิยม" ตามแบบฉบับของตนมากที่สุด​ แต่วันนี้ โครงการนั้นถูกแช่แข็งเอาไว้แล้ว​ แนวคิดยุทธศาสตร์ใหม่ปี​2525 ที่สหรัฐออกมานั้น​ จะเลิกจ้ำจี้จำ้ไช ใครจะปกครองแบบไหน​ ประชาธิปไตยหรือไม่​ ขอให้ไม่เป็นภัยต่อสหรัฐ​ รับได้ทั้งนั้น

อนึ่งสถาบัน V-Dem ซึ่งติดตามสถานะประชาธิปไตยทั่วโลก ได้บันทึกถึงความถดถอยทางสุขภาพของประชาธิปไตยอเมริกันเอง โดยระบุว่าสหรัฐฯ "ไม่ได้เป็นเสาหลักของประชาธิปไตยเสรีนิยมอีกต่อไปแล้ว"

เท่ากับว่าเมื่อนักเทศน์หยุดเชื่อในคำเทศนาของตัวเอง ฝูงชนก็ย่อมเลิกฟัง​หรือไม่อยากตาม เมื่ออเมริกาหยุดจริงจังกับการส่งออกคุณค่าแบบเสรีนิยม การนำและการบริหารด้วยกฏเกณฑ์และยึดมั่นในกติกา​ ประเทศ​อื่นๆ ไม่น้อยจึงหันมามอง "คุณค่า" และปัญญาในแบบฉบับของตัวเอง​ ชาติตนเอง​ กลุ่มอารยธรรมของตนเอง​ ที่สั่งสมกันมานับร้อยนับพันปี

การกลับมาของ "รัฐอารยธรรม" (Civilization-State)

อิหร่าน จีน และอินเดีย เป็นตัวอย่างที่ดี​ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มชาติตะวันตกที่กำลังถอยร่นหรือเปลี่ยนท่าทีไปสู่ความก้าวร้าว​ หยาบคาย​ นำมาซึ่งการรุกราน​ ความทารุณโหดร้าย​ ไร้ความปรานี​ ข่มขู่จะทำลายอารยธรรมของฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก​ ซึ่งแม้แต่เจงกิสข่าน​ หรือ​ฮิตเลอร์​ ก็ยังไม่ทำ​ พวกเขาไม่เพียงสะสมอาวุธ​ สร้างเศรษฐกิจ​ เร่งยกระดับเทคโนโลยีตามตำราตะวันตกเท่านั่น แต่พวกเขากำลังปลุก "ความทรงจำทางวัฒนธรรมอันลึกซึ้ง" ให้ตื่นขึ้นมาใหม่

1. อิหร่าน: ความภาคภูมิใจคือโล่ห์

ป้องกันภัย​ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคำขู่ว่าจะทิ้งระเบิด อิหร่านให้สิ้นซาก​ ไม่ได้ตอบโต้ด้วยกำลังทางอาวุธและทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่พวกเขาตอบโต้ด้วยการรื้อฟื้นความทรงจำอันน่าภูมิใจแห่งเพอร์เซโปลิส (Persepolis) และพระเจ้าไซรัสมหาราช​ มาให้คนอิหร่านยึดมั่นเป็นธงไชย

เจ้าหน้าที่อิหร่านยังตีกรอบการปกป้องแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมกว่า 131 แห่งว่าเป็น "หน้าที่ต่อความทรงจำร่วมของมนุษยชาติ" นี่คือการใช้ "ความภาคภูมิใจทางอารยธรรม" ในฐานะเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ มันทำให้ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของการต่อรองเรื่องนิวเคลียร์อีกต่อไป แต่มันคือสงครามระหว่างอัตลักษณ์อายุ 3,000 ปี กับรัฐบาลอเมริกันที่อยู่มาแค่เพียงไม่กี่ร้อยปี

2. จีน: ขงจื๊อกลับคืน​ ปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของจีนมักถูกอธิบายด้วยแรงงานราคาถูกและการวางแผนจากส่วนกลาง แต่นักวิชาการและปัญญาชนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ชี้ไปที่ "ซอฟต์แวร์แห่งลัทธิขงจื๊อ" ที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง

นั่นคือการเน้นย้ำเรื่องการศึกษา (ธรรมเนียมจอหงวนและขุนนางนักปราชญ์) ได้สร้างแรงงานที่มีความสามารถพิเศษในการซึมซับทักษะการผลิตที่ซับซ้อน การเน้นย้ำเรื่องการออมเงินสร้างเงินทุนมหาศาลที่นำไปใช้สร้างเมืองและรถไฟความเร็วสูง

การศึกษาชิ้นหนึ่งในปี 2025 ซึ่งใช้ AI วิเคราะห์นิทานพื้นบ้านจีนโบราณพบว่า ภูมิภาคที่มีเรื่องเล่าเน้นย้ำเรื่อง "ความซื่อสัตย์และความพยายาม" มี GDP ต่อหัวในยุคปัจจุบันที่สูงกว่า รัฐบาลจีนส่งเสริมแนวคิด "ความมั่นใจทางวัฒนธรรม" อย่างชัดเจน โดยเชื่อมโยงเส้นทางสายไหมโบราณเข้ากับข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง มันคือการประกาศว่า: เราไม่ได้แค่ร่ำรวยขึ้น แต่เรากำลังกลับคืนสู่ตำแหน่งแห่งที่อันชอบธรรมในประวัติศาสตร์ของเรา

3. อินเดีย: มรดกสองคม

อินเดียนำเสนอกรณีศึกษาที่ซับซ้อนที่สุด พลังอารยธรรมของอินเดียคือทรัพย์สินทางซอฟต์พาวเวอร์ชั้นยอด—โยคะ, อายุรเวช, และปรัชญาแห่งพหุนิยม ล้วนเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมระดับโลก รัฐบาลเชื่อมโยงการเติบโตทางเศรษฐกิจเข้ากับยุคฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมอย่างแยบคาย ภายใต้สโลแกน "พัฒนาการก็ต้องมี มรดกโลกทางวัฒนธรรมก็ต้องได้"

อย่างไรก็ตาม ความคิดและโครงสร้างทางสังคมแบบโบราณของอินเดียก็อาจเป็นตัวถ่วงการพัฒนาเช่นกัน ระบบวรรณะ แม้จะถูกยกเลิกไปตามรัฐธรรมนูญ แต่ยังคง "ฝังอยู่ในสังคม" และเป็นอุปสรรคต่อการสร้างจริยธรรมการทำงานที่เป็นสากลและเท่าเทียม​ ตั้งอยู่บนความรู้ความสามารถแบบที่ขับเคลื่อนการเติบโตของจีนและเอเชียตะวันออกมาได้

การเติบโตของอินเดียเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่เส้นทางของมันเป็นเหมือน การเจรจาต่อรองที่คึกคัก วุ่นวาย และมีชีวิตชีวากับอดีตของตนเอง มากกว่าการเดินแถวตรงตามคำสั่งหรือการชี้นำจากรัฐแบบที่เราเห็นในจีน

ตะวันตก "จบเห่" แล้วหรือ?

ไม่ใช่ แต่บทบาทของพวกเขาเปลี่ยนไปแล้ว นักวิเคราะห์ท่านหนึ่งกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า "ตอนนี้ยุโรปต้องยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง" เพื่อแบกรับภาระของโลกเสรี ในขณะที่สหรัฐฯ มุ่งเน้นไปที่การทำข้อตกลงแบบธุรกิจ และอาศัยสงคราม​ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงโลกอย่สงสันติตามอุดมการณ์

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่ง "สันติภาพแบบหลายขั้วอำนาจ" (Pax Multipolaris) มันจะเป็นโลกที่ยุ่งเหยิง แข่งขันกันสูง และอันตรายในบางครั้ง แต่มันจะเป็นโลกที่นิยามของคำว่า "ความสำเร็จ" ไม่ใช่การ "ทำตัวให้เหมือนตะวันตก" อีกต่อไป

หากแต่ความสำเร็จในโลกใหม่นี้ คือความสามารถในการงัดเอาพลังทางอารยธรรมที่สะสมมานานหลายศตวรรษ ซึ่งครั้งหนึ่งโลกตะวันตกเคยดูแคลนว่าเป็นแค่ซากฟอสซิลจากยุคก่อนสมัยใหม่ กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อาจผสมคลุกเคล้าเข้ากับความคิดตะวันตกก็ได้​ ไม่ใช้ความคิดและแบบแผนตะวันตกก็ได้

ตำราและคัมภีร์สร้างโลกสร้างประเทศสร้างชาติเล่มเก่าถูกฉีกทิ้งไปแล้ว

จากนี้ไป ทุกประเทศจะต้องเขียนตำราบทใหม่ของตัวเอง​ นักคิด​ นักวิชาการ​และมหาวิทยาลัยต้องไม่เก่งแค่วิพากษ์​ แค่นำเสนอนักคิดและนักทฤษฎีตะวันตก​ แต่ต้องสร้าง​ จะเอาของตะวันตกมาร่วมด้วย​ ก็ได้​ นำเสนอความคิด​วิสัยทัศน์​ ยุทธศาสตร์คล่องตัวและสอดคล้องกับอารยธรรมและวัฒนธรรมเดิมของเรามากกว่านี้​ ที่​มีแนวคิดและกระบวนการและสถาบัน​ ที่จะเป็นทางออกของไทย​ ที่เก็บเกี่ยวและสอดคล้องกับของดีของไทยในกระแสโลก ในยุคที่หลายอารยธรรมไม่ใช่อารยธรรมตะวันตกเท่านั้น​ จะร่วมกันสร้างโลกใหม่

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรณีนิสิต CU Band อุทาหรณ์เพื่อผู้จากไป อุบัติภัยจากวินัยการขับรถ
กรณีนิสิต CU Band อุทาหรณ์เพื่อผู้จากไป อุบัติภัยจากวินัยการขับรถ