
พระบรมราชานุสาวรีย์บุรพกษัตริย์ 2 รัชกาล ประดิษฐานคู่กันอย่างตระหง่านตาตระหง่านใจ น้องพี่ชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งมวล
ตระหง่านตา เพราะสถิต ณ ใจกลางของมหาวิทยาลัย ที่หน้าหอประชุมใหญ่ตรงบริเวณ เสาธงจุฬาฯ
ตระหง่านใจ เพราะจุฬาฯ เป็นพื้นที่ทางการศึกษาตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่มีผลให้ “ทั่วราชอาณาจักรนี้เราเป็นหลักอยู่แต่ละส่วน.....” (จากเพลง “เกียรติภูมิจุฬาฯ”) และยังแวดล้อมด้วยความรมย์รื่นของ “จามจุรี 5 ต้น” ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงปลูกไว้ตั้งแต่ 15 มกราคม 2505
“เจ้านายราชตระกูล ตั้งแต่ลูกฉันเป็นต้นลงไปตลอดจนถึงราษฎรที่ต่ำสุด จะให้ได้มีโอกาสเล่าเรียนได้เสมอกัน ไม่ว่าเจ้า ว่าขุนนาง ว่าไพร่ เพราะฉะนั้น จึงขอบอกได้ว่า การเล่าเรียนในบ้านเมืองเรานี้จะเป็นข้อสำคัญที่หนึ่ง ซึ่งฉันจะอุตส่าห์จัดให้เจริญขึ้นจงได้
(พระราชปณิธาน ของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว)
พระราชดำรัสนี้ จำหลักไว้มั่นคงเป็นวาทะประวัติศาสตร์ทางการศึกษา ที่ทรงคำนึงถึงประชาชนทุกหมู่เหล่าโดยไม่เลือกขั้นวรรณะใดๆ
แม้พระองค์จะทรงส่งพระบรมวงศานุวงศ์ไปรับการศึกษาในต่างประเทศ แต่ก็ทรงคำนึงถึงราษฎรทั่วไปที่ “จะให้ได้มีโอกาสเล่าเรียนได้เสมอกัน”
ท่ามกลางการปฏิรูปราชการเชิงโครงสร้างครั้งสำคัญ ที่มีการปรับปรุงทุกมิติของสังคมไทยในเวลานั้น การปฏิรูปการศึกษาเป็นหัวใจสำคัญ
จดหมายถึง กรมหมื่นดำรงราชานุภาพ จากพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ที่ 27/327 ลงวันที่ 8 กรกฎาคม ร.ศ. 118 มีใจความตอนหนึ่งว่า
“การที่จะคิดบำรุงการศึกษาทั่วไป แลที่เห็นเป็นสำคัญอย่างยิ่งก็คือ โรงเรียนข้าราชการ พลเรือน ซึ่งต้องการเป็นอันมากนั้น จึงเป็นการจำเป็นที่ต้องรีบร้อนทำให้สำเร็จโดยเร็ว...”
(สยามินทร์)
ในขณะที่ชาติตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลด้วยการครอบครองดินแดนในถบตะวันออก เพื่อยึดทรัพยากรและแผ่อำนาจทางการเมือง การวางรากฐานทางการศึกษาแบบตะวันตก จึงเป็นทั้งผลิตคนเข้าสู่ระบบราชการและให้รู้เท่าทันเล่ห์กลของอาณานิคมต่างๆ ไปในตัว

แต่ในความเป็นจริง ต้องใช้เวลานานกว่าหนึ่งทศวรรษ ในสมัยรัชกาลที่ 5 กว่าจะเกิดผลเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ตามพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2459 โดยโอนมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไปขึ้นกับกระทรวงธรรมการในวันเดียวกัน
“วันนี้เรามีความยินดีเป็นที่สุดที่ได้รับอัญเชิญให้มาวางศิลาฤกษ์ สำหรับมหาวิทยาลัยนี้ เพราะเป็นกิจอันหนึ่งซึ่งเราปรารถนาอยู่นานแล้ว ที่จะยังการให้เป็นผลสำเร็จตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงพระราชปรารภมานานแล้วในเรื่องที่จะให้มีมหาวิทยาลัยขึ้นสำหรับเป็นสถานอุดมศึกษาของชาวสยาม แต่ในรัชสมัยของพระองค์ยังมีเหตุติดขัด ซึ่งการยังจะดำเนินไปไม่ได้ปลอดโปร่ง ตัวเราผู้เป็นรัชทายาทจึงรู้สึกเป็นหน้าที่อันหนึ่งที่จะต้องทำการนั้นให้สำเร็จตามพระราชประสงค์ โดยรู้อยู่ว่าเมื่อได้ทำสำเร็จแล้วจะเป็นเครื่องเพิ่มพูนพระเกียรติยศ เป็นราชานุสาวรีย์ เป็นที่คำนึงถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราชของชาติไทยเรา เป็นการสมควรยิ่งนัก ที่จะสร้างพระราชานุสาวรีย์อันใหญ่และถาวรเช่นนี้ ทั้งจะได้เป็นเครื่องที่จะทำให้บังเกิดประโยชน์แก่ชาติไทยไม่มีเวลาเสื่อมสูญด้วย...”
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชดำรัสตอบในวันพระราชพิธีก่อพระฤกษ์
โรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในปัจจุบัน) วันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2458

“เหตุติดขัดและยังดำเนินไปไม่ได้ตลอดปลอดโปร่ง” นั้น มีทั้งเรื่องงบประมาณที่มีไม่เพียงพอ และมีผู้เห็นว่าควรนำงบประมาณไปทำอย่างอื่นที่จะก่อให้เกิดรายได้มากกว่า ดังที่ ส. ธรรมยศ เล่าไว้ว่า
“ในรัชกาลที่ 6 นั้น ถ้าชาติไทยไม่มีนักศึกษาชั้นพิเศษคนเดียวคือ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะตั้งมิได้เป็นอันขาด แต่ถึงกระนั้นข้าพเจ้าได้เห็นน้ำตาเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เมื่อกรุณาเล่าเรื่องการต่อสู้เพื่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกแก่ข้าพเจ้า ใน พ.ศ. 2479 ในปีนั้นข้าพเจ้าสอนภาษาฝรั่งเศสที่โรงเรียนสตรีจุลนาค ผู้ขัดขวางการตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร้ายแรงที่สุดคือ เจ้าพระยายมราช (มหาปั้น สุขุม) ได้ต่อว่าเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีว่า ‘ขืนตั้งขึ้นราชวงศ์จักรีจะแย่ แต่ถ้าเจ้าคุณจะตั้ง ผมตายก็อย่ามาเผาผม เจ้าคุณตายผมก็จะไม่ไปเผาเจ้าคุณ มันยังไม่ถึงเวลาตั้ง’ ผู้บอมบ์เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรีคนที่ 2 คือ กรมพระจันทบุรีนฤนาท เสนาบดีกระทรวงพระคลังสมัยนั้น ถึงกับบันทึกว่า ‘การตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ได้นั้น เสนาบดีกระทรวงธรรมการจะพารัฐบาลเข้าปิ้งทางการเงิน’ ”
ส. ธรรมยศ REX SIAMEN SIUM หรือพระเจ้ากรุงสยาม (กรุงเทพฯ : มติชน) น. 380 – 381
อุปสรรคใดๆ ไม่อาจขวางกั้นพระปรีชาญาณอันเล็งแลไปยังอนาคตกาลของลูกหลานไทย
ที่จะต้องได้รับการศึกษา โดยทั่วหน้ากัน
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในวันนี้ จึงเป็นมหาคุณูปการของบุรพกษัตริย์สองรัชกาลที่ต้องจารึกไว้อย่างไม่อาจลืมเลือนได้
ขอตัดฉากมาที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ อันเป็นต้นธารของโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ที่มีอายุยาวนานถึง 145 ปี ในวันนี้

สาสน์สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ฉายภาพประวัติศาสตร์การเชื่อมต่อระหว่างรั้วสวนกุหลาบ กับ รั้วจามจุรี ซึ่งทั้งสองสถาบันต่างใช้ตราพระเกี้ยวเป็นสัญลักษณ์ เพราะพระเกี้ยวเป็นพิจิตเรขา ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
สำนักดิศกุล หัวหิน
วันที่ 31 มีนาคม 2475
แจ้งความมายัง ท่านเจ้าพระยามุขมนตรี นายกกรรมการงานฉลองโรงเรียนสวนกุหลาบ
ฉันได้รับจดหมายซึ่งเจ้าคุณกับกรรมการพร้อมใจกันมีมาเชิญฉันไปเปิดป้ายชื่อสำนักสมาคมศิษย์เก่าของโรงเรียนสวนกุหลาบ เนื่องในงานฉลองอายุของโรงเรียนซึ่งตั้งมาได้ถึง 50 ปี โดยยกย่องว่าโรงเรียนสวนกุหลาบเกิดขึ้นด้วยพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระปิยมหาราช พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เหมือนทรงเป็นบิดา และตัวฉันซึ่งเป็นผู้รับสั่งจัดตั้งโรงเรียนสวนกุหลาบมาตั้งแต่แรก เหมือนเป็นดั่งมารดาของโรงเรียน นั้น ฉันมีความยินดีจับใจและขอขอบคุณเจ้าคุณกับกรรมการเป็นอย่างยิ่ง
ฉันขอโอกาสโดยฐานที่เป็นอาวุโสในบรรดาผู้เกี่ยวข้องกับโรงเรียนสวนกุหลาบมาแต่หนหลัง และยังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้แสดงความบางข้อซึ่งเห็นควรถือว่าเป็นอนุสรณ์สำหรับโรงเรียนสวนกุหลาบ
ข้อ 1 คือ โรงเรียนสวนกุหลาบเป็นบ่อเกิดของกระทรวงธรรมการ เพราะอาศัยเหตุที่จัดตั้งโรงเรียนสวนกุหลาบได้สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงมอบพระราชประสงค์ให้ฉันคิดจัดการศึกษาสำหรับชาติต่อมา จนได้ตั้งเป็นกระทรวงธรรมการ อำนวยการศึกษาทั่วทั้งประเทศสยาม
ข้อ 2 คือ โรงเรียนสวนกุหลาบเป็นบ่อเกิดของการสอนวิชาภาษาไทย ให้ประกาศนียบัตรจัดลำดับความรู้เป็นชั้น ที่ใช้เป็นประเพณีสืบมาจนทุกวันนี้ ข้อนี้สมเด็จพระปิยมหาราชได้มีพระราชดำรัสประกาศในที่สมาคม ณ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ เมื่อ พ.ศ. 2427 ว่า “ฉันมีความยินดีมากที่ได้เป็นผู้ให้รางวัลแก่เด็กนักเรียนซึ่งได้ไล่หนังสือเป็นครั้งแรกในเมืองไทย” ดังนี้
ข้อ 3 คือ โรงเรียนสวนกุหลาบเป็นบ่อเกิดของโรงเรียนข้าราชการพลเรือน ข้อนี้เมื่อแรกตั้งโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ฉันเป็นผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็ก ได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตเพียงจะตั้งเป็นโรงเรียนสำหรับนายร้อยทหารมหาดเล็ก มีจำนวนนักเรียนไม่เกิน 30 คน แต่เมื่อตั้งได้สำเร็จ สมเด็จพระปิยมหาราชทรงพระราชดำริว่า ควรจะรับนักเรียนให้มากขึ้น และเพิ่มการสอนออกไปถึงวิชาข้าราชการพลเรือน จึงได้ขยายโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบออกไปตามพระราชประสงค์ ซึ่งข้อนี้ก็ได้ทรงแสดงในส่วนหนึ่งแห่งพระราชดำรัสเมื่อ พ.ศ. 2427 นั้นว่า “ในกาลเวลานี้ผู้ซึ่งจะเป็นข้าราชการ ไม่รู้หนังสือแล้วเกือบจะเป็นอันใช้ไม่ได้ทีเดียว ได้คิดตั้งใจอยู่ว่าการต่อไปภายหน้า จะต้องเลือกว่าผู้ใดไม่รู้หนังสือไล่ได้ตามสมควรแก่ที่จะกำหนด ผู้นั้นจะเป็นขุนนางไม่ได้เลย แต่ในเวลานี้ข้าราชการเก่าที่ไม่รู้หนังสือดีมีอยู่บ้าง ผู้ซึ่งจะเลือกได้ยังมีน้อย จึงตั้งกำหนดอย่างนี้ยังไม่ได้ จึงต้องคอยพวกที่เรียนใหม่ๆ นี้ จะเป็นผู้ตั้งแบบแผนต่อไปภายหน้า”

ข้อ 4 ศิษย์โรงเรียนสวนกุหลาบดูเหมือนจะได้เป็นคนสำคัญในราชการบ้านเมืองมีจำนวนมากกว่าโรงเรียนอื่น ลองนับดูเพียงที่เป็นชั้นนักเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบได้เป็นเจ้าพระยาถึง 4 คน (ถ้านับรวมเจ้าพระยายมราช ซึ่งเริ่มเข้ารับราชการในตำแหน่งครูในโรงเรียนนั้นด้วยก็เป็น 5 คน ) ได้มียศเป็นถึงมหาอำมาตย์ 24 คน จำแนกเป็นพระองค์เจ้าซึ่งได้เลื่อนพระยศเป็นกรม 2 คน หม่อมเจ้าซึ่งได้เลื่อนพระยศเป็นพระองค์เจ้า 2 หม่อมเจ้า 2 พระยา 18 แม้ไม่นับนักเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบในชั้นหลังก็พอเห็นได้ว่าไม่มีโรงเรียนอื่นใดจะเทียบเทียม
ข้อ 5 ว่าด้วยเรื่องประวัติของโรงเรียนสวนกุหลาบซึ่งเจ้าคุณยกย่องว่าตัวฉันเปรียบเหมือนมารดาอันให้บังเกิดนั้นเป็นความจริง แต่ว่าฉันได้เลี้ยงดูโรงเรียนสวนกุหลาบในสมัยเมื่อตั้งอยู่ ณ พระตำหนักเดิมเพียง 9 ปี คือตั้งแต่ พ.ศ. 2425 จนถึง พ.ศ. 2435 ก็ต้องพรากมาเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทางโน้นฉันหาได้มีกิจเกี่ยวข้องอย่างไรต่อมาไม่ แต่ได้ทราบความว่า โรงเรียนสวนกุหลาบต้องย้ายถิ่นฐานระหกระเหินมาหลายครั้ง จนชื่อแทบจะสูญไปเสียระยะนั้น หากลูกของโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ 2 คน คือ เจ้าพระยาพระเสด็จ คนหนึ่ง และ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี คนหนึ่ง ได้เป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการ พยายามรักษาชื่อโรงเรียนสวนกุหลาบมาด้วยความกตัญญู โรงเรียนสวนกุหลาบจึงยังปรากฏอยู่จนบัดนี้ ฉันเห็นว่า ท่านเจ้าพระยาทั้ง 2 นั้น สมควรจะได้รับความยกย่องด้วยในเรื่องประวัติของโรงเรียนสวนกุหลาบ
การที่ท่านทั้งหลายผู้เป็นนักเรียนสวนกุหลาบทั้งเก่าใหม่พร้อมใจกันฉลองโรงเรียนครั้งนี้ ควรนับว่าเป็นอุดมมงคลเพราะเป็นการเชิดชูเกียรติของโรงเรียนสวนกุหลาบให้รุ่งเรืองถาวร ขออำนาจกุศลบุญราศี ซึ่งท่านทั้งหลายบำเพ็ญในครั้งนี้ จงบันดาลให้เจริญสิริสวัสดิ์พัฒนมงคลชนม์สุขสถาพรแก่ท่านทั้งหลายสืบไปนิจกาล เทอญ
(สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ)

ทั้งโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย โรงเรียนมหาดเล็กหลวง โรงเรียนข้าราชการพลเรือน กระทรวงธรรมการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาในยุครัชกาลที่ 5 ต่อเนื่องถึงรัชกาลที่ 6 จวบจนถึงรัชกาลปัจจุบัน จึงเป็นสายธารการศึกษาที่ก่อเกิด สืบเนื่อง เชื่อมร้อย แตกแขนง และขยายผลไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ ทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่อารยสมัยอย่างสง่างามดุจเดียวกับประเทศพัฒนาอื่นๆ ในโลกยุคปัจจุบัน




