วันเสาร์ที่ผ่านมา ผมเปิดตู้หนังสือที่แน่นขนัด พลิกหาเล่มที่อ่านยามว่างอย่างไม่รีบร้อน จนสายตาไปสะดุดกับไดอารี่เล่มหนึ่ง สมุดบันทึกของคุณยาย (แส รัตนพันธุ์) ที่ถูกเก็บไว้อย่างเงียบงันในมุมเล็ก ๆ ของตู้ ตัวหนังสือเขียนด้วยลายมือที่บรรจง สละสลวย และมีชีวิตราวกับกำลังเล่าเรื่องอยู่ตรงหน้า
เป็นความงดงามที่ในยุคดิจิทัลเช่นนี้หาได้ยากเหลือเกิน
คุณยายเริ่มเขียนบันทึกเมื่ออายุล่วงเลยเข้า 80 ปี แต่ละหน้าถ่ายทอดวันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ญาติพี่น้องแวะเวียนมาเยี่ยมไม่ขาดสาย เสียงละครวิทยุคลอเบา ๆ ในยามบ่าย สูตรกับข้าวที่ค่อย ๆ ถูกจดลงอย่างตั้งใจ และถ้อยคำห่วงใยที่ส่งถึงลูกหลานอย่างสม่ำเสมอ
ไดอารี่เล่มนี้จึงไม่ใช่แค่บันทึกชีวิต หากเป็นภาพสะท้อนของความรัก ความผูกพัน และสายใยครอบครัวที่ทอดยาวผ่านกาลเวลา
ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ผมเองก็เคยมีช่วงเวลาสั้น ๆ กับการเขียนไดอารี่ แต่ก็เลิกราไปอย่างเงียบ ๆ เมื่อกิจกรรมอื่น ๆ เข้ามาแทนที่ หลายคนอาจมองว่าไดอารี่เป็นเรื่องของเด็ก หรือของคนที่มีเวลาว่างเหลือเฟือ แต่แท้จริงแล้ว “ไดอารี่” มีประวัติยาวนานกว่าที่เราคิด
หลายพันปีก่อน มนุษย์ในอารยธรรมโบราณเริ่มบันทึกเรื่องราวของตนเอง แม้จะยังไม่มีคำว่า ไดอารี่ ไม่มีสมุดปกสวยงาม แต่พวกเขาก็จารึกสิ่งที่พบเจอลงบนแผ่นหิน ดินเหนียว หรือกระดาษปาปิรุส เรื่องราวเหล่านั้นอาจยังไม่ใช่ “ความรู้สึก” หากเป็นความพยายามจะยื้อเวลาไว้ ไม่ปล่อยให้ทุกอย่างเลือนหายไปกับสายลม
ต่อมาในยุคกลาง โดยเฉพาะในยุโรปบันทึกเหล่านี้เริ่มมีบทบาทมากขึ้น นักบวชและนักเดินทางจดเรื่องราวอย่างจริงจัง ราวกับเป็น “สมุดรายงานชีวิต” ที่บอกเล่าว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นในโลก กระทั่งศตวรรษที่ 17 บางสิ่งค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างแผ่วเบา ผู้คนเริ่มเขียนถึง “ความรู้สึก” ของตัวเอง เริ่มตั้งคำถามกับชีวิต และเล่าเรื่องที่ไม่มีใครเห็นนอกจากตัวเอง ไดอารี่จึงค่อย ๆ แปรเปลี่ยนจาก “บันทึกของโลก” กลายเป็น “บันทึกของหัวใจ”
เมื่อเวลาผ่านไป ไดอารี่ก็ยิ่งใกล้ชิดผู้คนมากขึ้น จากของคนบางกลุ่ม กลายเป็นของทุกคน
จากสมุดธรรมดา กลายเป็นพื้นที่พิเศษที่เก็บทั้งความสุข ความทุกข์ ความฝัน และการเติบโต แม้วันนี้รูปแบบจะเปลี่ยนไปเป็นแอป บล็อก หรือโพสต์ในโซเชียลมีเดีย แต่แก่นแท้ของมันไม่เคยเปลี่ยน
ยังคงเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่เราสามารถ “เป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่” โดยไม่ต้องร้องขอความเข้าใจจากใคร
ในโลกนี้มีไดอารี่หลายเล่มที่กลายเป็นหน้าประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั้นคือ บันทึกของซามูเอล เพปส์ (Samuel Pepys) ที่ถ่ายทอดชีวิตในลอนดอนยุคศตวรรษที่ 17 อย่างตรงไปตรงมา และอีกเล่มที่สะเทือนใจผู้คนทั่วโลก คือ The Diary of a Young Girl ของอันเนอ ฟรังค์ (Anne Frank) เด็กสาวชาวยิว
ผู้บันทึกชีวิตระหว่างการหลบหนีภัยสงคราม

สมุดบันทึก ของคุณยายแส รัตนพันธุ์

ประตูลับเข้าไปในที่ซ่อน ของครอบครัวอันเนอ ฟรังค์

ไดอารี่ของอันเนอ ฟรังค์
เรื่องราวของเธออาจไม่ถูกถ่ายทอด หากไม่ใช่เช้าวันที่ 4 สิงหาคม ปี พ.ศ. 2487 เมื่อเจ้าหน้าที่นาซีบุกค้นอาคารแห่งหนึ่งในเมืองอัมสเตอร์ดัม และพบครอบครัวของเธอที่หลบซ่อนตัวมานานกว่า 2 ปี หลังจากนั้น ชีวิตของเธอและครอบครัวถูกพัดพาเข้าสู่ความโหดร้ายของค่ายกักกัน จนในที่สุด เธอจากไปด้วยโรคไข้รากสาดใหญ่ด้วยวัยเพียง 15 ปี ก่อนสงครามจะสิ้นสุดลงเพียงไม่กี่สัปดาห์ เหลือเพียง
ออทโท ฟรังค์ (Otto Frank) พ่อของเธอที่รอดชีวิตและได้อ่านบันทึกของลูกสาว บันทึกที่เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ เขาเคยกล่าวด้วยความสะเทือนใจว่า “มันเหมือนการเปิดดวงตาครั้งใหญ่…ผมไม่เคยรู้ความรู้สึกของลูกเลย เธอเก็บทุกอย่างไว้กับตัวเอง”
อันเนอ ฟรังค์ ได้รับสมุดบันทึกเล่มนี้จากพ่อ เป็นของขวัญวันเกิดครบ 13 ปี และเธอได้ตัดสินใจเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ครอบครัวของเธอมาหลบซ่อนในวันที่ 6 กรกฎาคม ปี พ.ศ. 2485 ซึ่งเธอได้บรรยายความความรู้สึกช่วงเวลาที่เลวร้ายว่า “ฉันไม่มีโอกาสที่จะออกไปข้างนอก และรู้สึกกลัวคนจะได้ยินเสียงพวกเรา โดยเฉพาะในช่วงตอนกลางวัน เพราะชั้นล่างเป็นสำนักงานที่มีคนมาทำงานเป็นปกติ และบ้านข้าง ๆ ก็มีคนทำงานเช่นกัน พวกเราต้องเดินแบบย่องเบา และสนทนาด้วยเสียงกระซิบ เวลาเข้าห้องน้ำต้องไม่ราดน้ำตอนกลางวัน รอจนถึงตอนเย็น พวกเรากลัวมาก กลัวว่าทหารเยอรมันจะค้นพบ และหลายครั้งที่สำนักงานแห่งนี้มีขโมยเข้ามา ยิ่งทำให้ทุกคนกลัวหนักขึ้น….
ในห้องลับมีเรื่องทะเลาะมากมาย ทำให้ฉันเองนอนไม่หลับ หนึ่งปีผ่านไปสถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น ไม่มีใครพูดถึงเรื่องอาหาร เพราะจะเป็นเหตุให้ทะเลาะกัน โดยที่พวกเราแทบจะไม่หัวเราะเลยก็ว่าได้”
ออทโททราบว่า ลูกสาวต้องการให้สมุดบันทึกถูกตีพิมพ์เป็นหนังสือ จึงตัดสินใจพิมพ์ขึ้นพร้อมตั้งชื่อว่า“Het Achterhuis” จากสมุดบันทึกเล่มเล็กในห้องลับ กลายเป็นหนังสือที่ถูกแปลไปทั่วโลกกว่า 70 ภาษา และทำให้เสียงของเด็กคนหนึ่งยังคงก้องอยู่ในใจผู้คนจนถึงวันนี้ และในปี พ.ศ. 2542 นิตยสารไทม์ได้ยกย่องให้อันเนอ ฟรังค์ เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดของศตวรรษ์ที่ 201/
ไดอารี่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเก็บความทรงจำเท่านั้น แต่ถูกสร้างขึ้นเพื่อไม่ให้เราหลงลืม “ตัวตน ของตัวเอง” ระหว่างทางของชีวิต แล้วพวกเราล่ะครับ หากมีสมุดเปล่าสักเล่มวางอยู่ตรงหน้า เราอยากเขียนประโยคแรกว่าอะไร?




