รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ บัญญัติเกี่ยวกับ “คณะผู้ไต่สวน อิสระ” ไว้ในมาตรา ๒๓๖ และมาตรา ๒๓๗ กรณีมีการกล่าวหาว่า กรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติผู้ใดกระทำการตามมาตรา ๒๓๔ (๑) กล่าวคือ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริต ต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือ สมาชิกของทั้งสองสภาจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา หรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่าสองหมื่นคน มีสิทธิเข้าชื่อกล่าวหาต่อประธานรัฐสภา พร้อมด้วยหลักฐานตามสมควร หากประธานรัฐสภาเห็นว่า มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำตามที่ถูก กล่าวหา ให้ประธานรัฐสภาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ เพื่อดำเนินการ ไต่สวนหาข้อเท็จจริงและท าความเห็นเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว
คณะผู้ไต่สวนอิสระประกอบด้วยบุคคลจำนวนไม่น้อยกว่าเจ็ดคน คัดเลือกจากผู้ซึ่ง มีความเป็นกลางทางการเมือง และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่เป็นผู้รู้เห็นเหตุการณ์ ที่เกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหามาก่อน ไม่มีส่วนได้เสียในเรื่องที่กล่าวหา ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ถูกกล่าวหา ไม่เป็นคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน หรือพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมบิดาหรือมารดากับผู้ถูกกล่าวหา และไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดในฐานะญาติ หรือเป็นหุ้นส่วน หรือมีผลประโยชน์ร่วมกันหรือขัดแย้ง ในทางธุรกิจกับผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปีในวันแต่งตั้ง คณะผู้ไต่สวนอิสระที่ประธานศาลฎีกาแต่งตั้งนั้นกฎหมายกำหนดให้แต่งตั้งจากข้าราชการอัยการที่ดำรง ตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการ หรืออัยการอาวุโสที่เคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ ากว่าอธิบดีอัยการมาแล้ว ไม่น้อยกว่าห้าปีอย่างน้อยหนึ่งคน สำหรับจำนวนที่เหลือให้มีคุณสมบัติอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้
(๑) รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษาหรืออธิบดี อัยการมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(๒) รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการ ที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(๓) เป็นหรือเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่น ของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
(๔) ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย มาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์
(๕) เป็นหรือเคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพ โดยประกอบวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่ายี่สิบปีนับถึงวันที่ได้รับ การเสนอชื่อ และได้รับการรับรองการประกอบวิชาชีพจากองค์กรวิชาชีพนั้น
(๖) เป็นผู้มีความรู้ความช านาญและประสบการณ์ทางด้านการบริหาร การเงิน การคลัง การบัญชี หรือการบริหารกิจการวิสาหกิจในระดับไม่ต่ำกว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจำกัด มาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี
(๗) เคยเป็นผู้ดำรงต าแหน่งตาม (๑) (๒) (๓) (๔) หรือ (๖) รวมกันไม่น้อยกว่าสิบปี
“คณะผู้ไต่สวนอิสระ” มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการไต่สวน เช่นเดียวกับ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยอนุโลม ในการไต่สวนต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง เว้นแต่กรณีที่มีเหตุจำเป็น ให้ยื่นคำขอต่อประธานศาลฎีกาเพื่อพิจารณาขยายระยะเวลาตามที่ เห็นสมควรและเมื่อได้ทำการไต่สวนหาข้อเท็จจริงแล้วเสร็จ หากคณะผู้ไต่สวนอิสระเห็นว่าข้อกล่าวหา ไม่มีมูลให้สั่งยุติเรื่องและให้คำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุด หากเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงให้เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย และหากเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา มีพฤติการณ์ตามที่ถูกกล่าวหาในกรณีอื่นให้ส่งสำนวนการไต่สวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการฟ้อง คดีต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเคยพิจารณาพิพากษาคดี ที่มีการไต่สวนโดยคณะกรรมการไต่สวนอิสระมาแล้ว ซึ่งเป็นการตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา 300 ที่บัญญัติว่า “สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกของทั้งสองสภามีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิก ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภามีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง การเมืองว่ากรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติผู้ใดร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐาน ทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ” โดยเมื่อวันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๔๗ พลตำรวจเอก ประทิน สันติประภพ กับพวกประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภา ๑๐๘ คน สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร ๙๕ คน รวม ๒๐๓ คน มากกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ทั้งสองสภา ได้เข้าชื่อร้องขอ
ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงต าแหน่งทางการเมืองกล่าวหาว่า พลตำรวจเอก วุฑฒิชัย ศรีรัตนวุฑฒิ จำเลยที่ ๑ ในฐานะประธานกรรมการ ป.ป.ช. และนายชิดชัย พานิชพัฒน์ ที่ ๒ พลตำรวจโท วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ ที่ ๓ นายวิเชียร วิริยะประสิทธิ์ ที่ ๔ นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น ที่ ๕ นายยงยุทธ กปิลกาญจน์ ที่ ๖ นายประดิษฐ์ ทรงฤกษ์ ที่ ๗ นายเชาว์ อรรถมานะ ที่ ๘ นายพินิต อารยะศิริ ที่ ๙ ในฐานะกรรมการ ป.ป.ช. กระทำการทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่ง หน้าที่ราชการ ขึ้นเงินเดือนตัวเอง ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเลือกองค์คณะผู้พิพากษาเพื่อดำเนินการ และองค์คณะผู้พิพากษาแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระ 7 คนทำการไต่สวนตามพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๓๗ คณะกรรมการไต่สวนอิสระไต่สวนแล้วมีมติว่าข้อกล่าวหาตามคำร้องไม่มีมูล แต่องค์คณะ ผู้พิพากษาเห็นว่าคดีมีมูลตามข้อกล่าวหา ตามกฎหมายซึ่งใช้บังคับขณะนั้น ให้อำนาจองค์คณะ ผู้พิพากษาส่งเรื่องไปอัยการสูงสุดเพื่อฟ้องคดี ซึ่งต่อมาอัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีตามข้อกล่าวหา ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาพิพากษาว่าจำเลยทั้งเก้ามีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗, ๘๓ ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๒๕ ให้จำคุกจำเลยทั้งเก้ามีกำหนดคนละ ๒ ปี เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีทั้งปวงและประวัติการทำงานของจำเลยทั้งเก้าแล้ว เห็นว่ามีเหตุ อันควรปรานี ให้รอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ มีก าหนด ๒ ปี เป็นคดีหมายเลข คำที่ อม ๑/๒๕๔๗ คดีหมายเลขแดงที่ อม ๑/๒๕๔๘




