“เวลาเกิด เราไม่ได้เอาอะไรมา เวลาตายก็ไม่ได้เอาอะไรไป คนยากจนต้องต่อสู้อย่างหนัก เพื่อความเป็นอยู่อันจำเป็น แต่คนมั่งมีต่อสู้เพื่อการสะสม”
(จาก “สงครามชีวิต” - ศรีบูรพา)

ผู้รักสันติภาพในทุกย่างก้าวกับผู้ที่เป็นกบฏสันติภาพ เป็นคนๆ เดียวกันบนแผ่นดินผืนนี้
ในขณะที่ องค์การยูเนสโก (UNESCO) ประกาศเมื่อตุลาคม 2548 ยกย่องบุคคลคนหนึ่งว่า
เขา “เป็นผู้สนับสนุนสันติภาพและความยุติธรรมในสังคมอย่างเหนียวแน่น บทบาทของเขาในการส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างเพื่อนมนุษย์และการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันของมนุษย์ สอดคล้องอย่างยิ่งกับธรรมนูญขององค์การยูเนสโก”
แต่เขาคนเดียวกันนี้เอง กลับถูกรัฐบาลเผด็จการจับกุมด้วยข้อหากบฏสันติภาพ ถูกศาลสั่งจำคุก 13 ปี 4 เดือน
ในขณะที่ตลอดชีวิต เขาใช้ปลายปากกาเป็นอาวุธ สะท้อนความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม และเรียกร้องความเป็นมนุษย์ที่พึงได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาค
คนๆ เดียวกันนี้ ทั้งๆ ที่เกิดบนผืนดินไทย แต่เขาต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในแผ่นดินอื่น จนต้องสิ้นลมหายใจ ณ แผ่นดินจีน
ในวาระชาตกาล 121 ปี ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือเป็นที่รู้จักกันดีในนาม “ศรีบูรพา” ในวันที่ 31 มีนาคม 2569 จึงควรทบทวนวีรภาพ ของศรีบูรพากันอย่างน่าพินิจ
หลังการลุกขึ้นสู้ โค่นล้มเผด็จการของนักศึกษาประชาชน ในยุค 14 ตุลาคม 2516 ไม่นานนัก มีบทกวีข้ามฟ้ามาจากแผ่นดินจีนว่า
หยดฝนย้อยหยาดฟ้ามาสู่ดิน
ประมวลสิ้นเป็นมหาสาครใหญ่
สาดเสียงซัดปฐพีอึงมี่ไป
พลังไหลแรงรุดสุดต้านทาน
อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง
เป็นพลังแกร่งกล้ามหาศาล
แสนอาวุธแสนศัตรูหมู่อันธพาล
ไม่อาจต้านแรงมหาประชาชน
กุหลาบ สายประดิษฐ์
การให้คุณค่าต่อพลังของนักศึกษาประชาชน อย่างยิ่งใหญ่ในยามนั้น จึงเป็นแรงใจมหาศาลที่คนหนุ่มสาวร่วมยุค นำบทกวีนี้ไปใช้อ้างอิง ใช้ประกอบการปราศรัย และไปเรียบเรียงเป็นเพลงเพื่อชีวิตเพลงหนึ่ง ที่มีบทบาทสำคัญในแนวรบด้านวัฒนธรรมสืบเนื่องกันมา
ผมไม่ใช่คนประเภทหนอนหนังสือ แต่ก็ได้ยืมหนังสือห้องสมุดโรงเรียนมาอ่าน ได้อ่าน “ผิวเหลืองผิวขาว” ของ ม.จ. อากาศดำเกิง รพีพัฒน์ อ่าน “ไผ่แดง” ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อ่าน “สัญชาตญาณมืด” ของ อ. อุดากร อ่าน “ปักกิ่ง นครแห่งความหลัง” ของ สด ภูรมะโรหิต อ่าน “ปีศาจ” ของ เสนีย์ เสาวพงศ์
เมื่อผมได้อ่าน “ขอแรงหน่อยเถอะ” ของศรีบูรพา ทำให้ได้อารมณ์สะเทือนใจ ที่ศรีบูรพา เปรียบเทียบให้เห็นว่าในยามคับขัน เจ้าของตึกเขียวที่เป็น “นายเงิน” คนที่หยามหยันคนใช้แรงงาน ในที่สุด เมื่อรถติดหล่มกลางฝนยามดึก ก็ต้องอาศัยแรงงานนายแม่นและเพื่อนบ้านได้เข้ามาช่วยยกช่วยดันรถให้พ้นหล่ม เพื่อพาภรรยาไปหาหมอได้ทันกาล
แรงต่างหากที่ยิ่งใหญ่กว่าเงิน
และเมื่อได้อ่านคำอธิบายของครูหนุ่มจันทา ในนวนิยายเรื่อง “แลไปข้างหน้า” ว่า
“วิชาความรู้ที่บุคคลมีอยู่นั้น ไม่ว่าจะมากมายเพียงใด จะไม่ทำให้เขามีความคิดที่ถูกต้องขึ้นมาได้ และก็จะไม่ทำให้เขาเห็นประโยชน์แก่ชนส่วนมากได้ หากเขาพิจารณาการเปลี่ยนแปลง (การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 - ผู้เขียน) ที่เกิดขึ้นในชุมชน โดยถือเอาการได้เสียเป็นส่วนตัว และความรู้สึกส่วนตัวของเขา ซึ่งขัดแย้งกับผลประโยชน์ของชนส่วนมากเป็นหลักในการพิจารณาความคิดที่ถูกต้องและมีคุณค่าต่อชุมนุมชนนั้น จะต้องเป็นความคิดที่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของชนส่วนมาก” (หน้า 369 -370)
เมื่อได้อ่าน “ข้างหลังภาพ” มีข้อความว่า
“ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจที่ฉันมีคนที่ฉันรัก”
เป็นเฉลยความในใจที่สุดแสนจะหมองเศร้าอย่างโรแมนติก ที่ ม.ร.ว. กีรติ มอบภาพวาดที่จารึกถ้อยคำนั้นให้กับนพพรในการพบกันครั้งสุดท้าย ก่อนที่เธอจะหมดลมหายใจ ภาพวาดสีน้ำมันรูปน้ำตกมิตาเกะ ที่ซึ่งคนทั้งสองมีความหลังร่วมกัน และแล้วใบไม้ที่เปลี่ยนสีเหมือนกับมิตาเกะในวันนั้นก็ปลิวหล่นเหมือนลมหายใจสุดท้ายของคุณหญิงกีรติ

อ่าน “สงครามชีวิต” เป็นนวนิยายแบบจดหมายโต้ตอบระหว่าง ระพินทร์ กับ เพลิน จำนวน 33 ฉบับ งานเขียนนี้ไม่ใช่นิยายรักหวานฉ่ำของหนุ่มสาวทั่วไป แต่ได้สร้างความสะเทือนใจแก่กันและกันว่า คนจนต่อสู้เพื่อความเป็นอยู่อันจำเป็น แต่คนมั่งมีต่อสู้เพื่อการสะสม และถ้อยคำท้ายเล่มของระพินทร์ที่เขียนว่า
“แม่ยอดรัก ถ้าฉันเป็นนก ฉันคงจะบินติดตามเธอไปทุกหนทุกแห่ง แม้ว่าเมื่อจะบินไปในระหว่างทาง ตัวฉันจะถูกลูกธนู ฉันก็จะอุตส่าห์พยุงกายบินไปตกตรงหน้าตักเธอ และเพื่อยอดรักจะได้เช็ดเลือดและน้ำตาให้ฉันอีกครั้ง ฉันจะหลับตาตายด้วยความสุข แต่นี่ฉันบินไม่ได้อย่างนก ขอแม่ยอดหญิงอย่าทิ้งฉันไปเลย”
ครูชาลี อินทรรวิจิตร ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนน้ำหมึกชื่อ สุวัฒน์ วรดิลก ให้อ่าน “สงครามชีวิต” ทำให้ครูชาลีใช้ข้อความท้ายเล่มนี้เป็นแรงบันดาลใจเรียบเรียงเป็นเพลง “อาลัยรัก” โดยมีครูสมาน กาญจนผลิน ให้ทำนอง ชรินทร์ นันทนาคร ผู้ร้อง
อาจเป็นเพราะบทบาทอันยิ่งใหญ่ในงานเขียนของ ศรีบูรพา เป็นที่ยอมรับนับถืออย่างกว้างขวาง ทำให้ผู้คนรวมศูนย์ความสนใจไปที่งานประพันธ์ จนทำให้บทบาทของการใช้ปากกาต่อต้านอำนาจรัฐประหารของศรีบูรพาถูกมองข้ามไป
เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งแรก เมื่อ 16 ธันวาคม 2481
“เขาได้เตรียมการต่างๆ รวบอำนาจจะตั้งตนเป็นผู้เผด็จการอย่างฮิตเลอร์ และมุสโสลินี ซึ่งกำลังเรืองอำนาจที่ยุโรป หลวงพิบูลสงครามตั้งตัวเองเป็นจอมพล และมีความคิดจะรื้อฟื้นบรรดาศักดิ์ โดยจะตั้งตนเป็นสมเด็จเจ้าพระยา มีการยืดบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็น ‘สัญญาประชาคม’ ของคณะผู้ก่อการออกไปอีก เพื่อยืดเวลาการอยู่ในอำนาจต่อไป”
(ศรีบูรพา ผู้ถือปากกาสู้กับรัฐบาลทหาร ตอนที่ 16 - รุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน)

“ศรีบูรพา” เขียน “เบื้องหลังการปฏิวัติ 2475” ลงใน นสพ. สุภาพบุรุษ เพื่อต่อต้านความคิดเผด็จการ ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม อย่างซึ่งหน้า.........
ทำให้ จอมพล ป. เดือดดาลมาก หาทางให้งดพิมพ์ให้ได้ ดังนั้น คืนวันที่ 11 มิถุนายน วิทยุกระจายเสียงไทยได้ดำเนินการบดขยี้ “เบื้องหลังการปฏิวัติ” 4 คืน ออกมาทางบทสนทนาของนายมั่น - นายคง และหนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษรายวัน ลงพิมพ์คำแถลงตอบโต้วิทยุกระจายเสียงครบถ้วน 4 ครั้งเช่นกัน” (ศรีบูรพา รุ่งวิทย์ / อ้างแล้ว)
ความขัดแย้งระหว่างศรีบูรพา ในฐานะนักหนังสือพิมพ์ กับ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำเนินยาวนานถึง 22 ปี นับแต่ปี 2478 การสู้รบโดยใช้ปากกาผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ ถูกจอมพล ป. หักปากกา หลายครั้ง จนถูกจับกุมคุมขังในคดีกบฏสันติภาพ ในปี 2495 ถูกศาลตัดสินจำขัง 13 ปี 4 เดือน ในปี 2500 มีการทำบุญใหญ่ฉลอง 25 พุทธศตวรรษ รัฐบาลจะล้างบาปด้วยการออกกฎหมายอภัยโทษผู้ต้องหาทางการเมือง แต่กุหลาบ สายประดิษฐ์ ทักท้วงว่า
“อภัยโทษหรือ เราไม่มีโทษ ขอให้เป็นนิรโทษกรรม”
จึงเปลี่ยนเป็นกฎหมายนิรโทษกรรม
“ศรีบูรพา” ได้รับเชิญไปเยือนจีนระหว่างนั้น จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ทำรัฐประหารอีกครั้งเมื่อ 21 ตุลาคม 2501 ประกาศเป็นเผด็จการเต็มรูปแบบ “ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่ผู้เดียว” เลิกรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคการเมือง
ศรีบูรพา ตัดสินใจขอลี้ภัยอยู่ในจีน จนสิ้นลมหายใจที่โรงพยาบาล เซียะเหอ กรุงปักกิ่ง
เมื่อ 16 มิถุนายน 2517
วีรภาพ “ศรีบูรพา”
ทุกถ้อยและทุกวรรค ใช่เป็นเพียงสวนอักษร
ทุกบทและทุกตอน คือสัจจะประจักษ์จาร
“ขอแรงหน่อยเถอะ” เชิดชูชนใช้แรงงาน
“สงครามชีวิต” ขาน ความเหลื่อมล้ำเป็นบทเรียน
“แลไปข้างหน้า” เถิด ประเทศไทยต้องแปลงเปลี่ยน
ถ่องแท้ดังดวงเทียน “ข้างหลังภาพ” ซ่อนความนัย
ซ่อนรักบริสุทธิ์ ไม่ยื้อยุดความเป็นไป
ตราบสิ้นลมหายใจ จึงฝากไว้ให้รู้รัก
เป็น “สุภาพบุรุษ” เป็นมนุษย์ค่าอนรรฆ
ทำงานด้วยใจภักดิ์ เพื่อผู้อื่นคืนค่าคน
“เบื้องหลังการปฏิวัติ สองสี่เจ็ดห้า” อ่าอำพล
มหาประชาชน โบกธงธรรมความเป็นไทย
ประสาร มฤคพิทักษ์ (30 มีค. 69)




