ข้อถกเถียงใหญ่ของการเลือกตั้งที่ผ่านมา คือเรื่องการพิมพ์บาร์โค้ดลงไปบนบัตรเลือกตั้ง ที่ สามารถถูกเชื่อมโยงย้อนกลับไปยังตัวบุคคลผู้กาคะแนนได้ ไม่ว่าจะผ่านกระบวนการใด การถกเถียงที่เห็นต่างกัน คือ ความแตกต่างในการตีความว่า “ความลับ” ตามหลักประชาธิปไตยหมายถึงอะไร และต้อง “ลับ”แค่ไหนจึงจะเพียงพอ
มาตรฐานสากลด้านสิทธิพลเมือง กำหนดให้การเลือกตั้งต้องรับรองการแสดงเจตจำนงของประชาชน “โดยเสรี” และ “โดยลับ” อันสะท้อนหลักคิดว่า การลงคะแนนเสียงเป็นการแสดงออกทางการเมืองที่ต้องได้รับความคุ้มครองจากการแทรกแซง การข่มขู่ และการตอบโต้ หากรัฐหรือบุคคลใดสามารถ “ทราบ” ได้ว่าใครเลือกใคร เสรีภาพนั้นย่อมตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความกลัว และการเลือกตั้งจะกลายเป็นเพียงพิธีกรรมที่ปราศจากความเป็นอิสระที่แท้จริง
ในทางหลักการ ความลับที่สมบูรณ์ควรต้องประกอบด้วย “ความนิรนาม” ของคะแนนเสียงและความไม่อาจติดตาม “ย้อนกลับ” ได้ กล่าวคือ ต้องไม่มีความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงระหว่างตัวบุคคลกับบัตรเลือกตั้ง ไม่ว่าจะผ่านวิธีการทางกายภาพหรือทางเทคโนโลยีใด ๆ การมีคูหาที่ป้องกันสายตาผู้อื่น หรือการหันคูหาให้ถูกด้าน เป็นเพียงเงื่อนไขขั้นต่ำที่ป้องกันแรงกดดันในขณะลงคะแนน แต่หากภายหลังการหย่อนบัตร ระบบยังคงเปิดช่องให้สามารถระบุตัวผู้ใช้สิทธิได้ ความลับย่อมยังไม่บรรลุผลในเชิงโครงสร้าง
ประเด็นสำคัญจึงมิใช่เพียงว่า การเปิดเผยตัวตนของผู้กาบัตร กระทำได้ “โดยยาก” แบบแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะบัตรกับต้นขั้วถูกแยกออกจากกันไปคนละกล่อง คนละทาง หากแต่เป็นว่า “ระบบเปิดโอกาสให้เปิดเผยได้หรือไม่”
ความลับที่อาศัยเพียง “ข้อห้าม” ทางกฎหมาย คือความลับที่ตั้งอยู่บนความไว้วางใจว่าจะไม่มีคน “แหก” กฎหมาย แต่ความลับที่ตั้งอยู่บนการออกแบบเชิงโครงสร้าง คือความลับที่ทำให้การละเมิดเป็นไปไม่ได้ ต่อให้มีผู้ประสงค์จะละเมิดก็ไม่อาจกระทำได้
หากโครงสร้างของระบบทำให้บัตรที่หย่อนลงหีบยังคงมีโอกาสที่สามารถจับคู่กับต้นขั้วที่ระบุชื่อบุคคลได้ ก็เท่ากับว่ามี “ความเป็นไปได้”ในการพิสูจน์ว่าใครลงคะแนนให้ใคร แม้ในทางปฏิบัติจะไม่มีการใช้ข้อมูลดังกล่าวก็ตาม ความเป็นไปได้นี้เองที่ “บั่นทอน” หลักการความลับ เพราะเสรีภาพทางการเมืองไม่อาจตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่า จะไม่มีใครทำอย่างนั้น หากต้องตั้งอยู่บนโครงสร้างที่ทำให้ไม่มีใครสามารถทำได้เลย
กระนั้นก็ตาม ในกรณีบัตรเลือกตั้งของไทยวันนี้ ปัญหาที่ควรพิจารณาเพื่อให้ประเทศไปต่อได้ ไม่ได้อยู่ที่ว่า “ลับ” แบบไหน “ดีกว่ากัน” หรือ “ถูกต้องกว่ากัน” แต่สิ่งที่ควรทำความเข้าใจเพื่อใช้ในการพิจารณา คือ เจตจำนงของรัฐธรรมนูญ ว่าได้กำหนดและรับรอง “ความลับ” ในระดับใด หาก “โดยลับ” หมายถึงเพียงความเป็นส่วนตัวในคูหา ความสามารถในการเชื่อมโยงย้อนหลังไม่ถือเป็นสาระสำคัญ หรือ หาก “ลับ” หมายถึงรับประกันถึงการพิสูจน์ด้วยว่าใครเลือกใครต้องเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย
เมื่อเข้าใจจุดนี้แล้ว ก็พิจารณา “ถูก-ผิด” ไปตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญ และทุกฝ่ายจะต้องยอมรับ “ผล”ของมัน ทั้งการคงสภาพเดิมไว้ หรือจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เฉพาะส่วน หรือ “ทั้งประเทศ” ก็ตาม
คำตอบต่อคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็น “โมฆะ” หรือไม่ จึงต้องตั้งอยู่บนการตีความเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ว่าให้ “ลับ” แค่ไหนเพียงใด การวินิจฉัยย่อมต้องยึดตามกรอบนั้นอย่างเคร่งครัด ไม่สำคัญว่าจะทำให้ใครพอใจหรือไม่พอใจ เพราะบ้านเมืองต้องไปต่อแม้หนทางข้างหน้าจะขรุขระและเต็มไปด้วยขวากหนามอย่างไรก็ตาม




