News Logo
หน้าแรก
ก่อนจะสวย ขอให้รอดกลับบ้านก่อน

ก่อนจะสวย ขอให้รอดกลับบ้านก่อน

27 ส.ค. 2569 13:42
ผู้ชม 4 คน

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้ดูรายการ 60 Minutes Australia ตอน Destination Disaster ซึ่งออกอากาศเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2026 ผู้สื่อข่าว Amelia Adams ใช้เวลาสืบสวนประมาณหกเดือน ติดตามเรื่องของชาวออสเตรเลียที่เดินทางมาประเทศไทยเพื่อรับการผ่าตัดศัลยกรรมความงามผ่านผู้ประกอบการ medical tourism (การเดินทางไปต่างประเทศเพื่อรับบริการทางการแพทย์) รายใหญ่ในกรุงเทพฯ สิ่งที่ควรจะจบลงด้วยรูป before-and-after สวย ๆ กลับกลายเป็นเรื่องของแผลเป็น การติดเชื้อ รูปร่างที่ผิดไปจากที่คาด การผ่าตัดแก้ไขซ้ำ และข้อพิพาทว่าบางสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายนั้นตรงกับสิ่งที่คนไข้เข้าใจและยินยอมไว้ตั้งแต่แรกหรือไม่ ชื่อตอน Destination Disaster จึงฟังเจ็บพอสมควร เพราะ destination ที่ควรเป็นปลายทางแห่งความงาม สำหรับคนไข้บางคนกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาที่ยาวนานกว่าตั๋วเครื่องบินกลับบ้านหลายปี

หลังรายการออกอากาศก็มีเสียงจากอีกด้านเช่นกัน ศัลยแพทย์ตกแต่งชาวไทยท่านหนึ่งเปิดเผยว่าแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับหนึ่งในกรณีที่ถูกนำเสนอได้ติดต่อมาหาและเล่าว่า เหตุการณ์จริงมีบริบทมากกว่าสิ่งที่ปรากฏบนจอ โดยเขาวางกรอบการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวว่าเป็นการขอให้รับฟังเรื่องจากทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การตัดสินว่าข้อกล่าวหาของฝ่ายใดถูกหรือผิด ประเด็นนี้สำคัญ เพราะคนดูรายการโทรทัศน์ รวมทั้งผมเอง ไม่ได้มีเวชระเบียน operative note (บันทึกรายละเอียดการผ่าตัด) เอกสารยินยอม และข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือ บทความนี้จึงไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อพิพากษาแพทย์ คลินิก หรือผู้ประกอบการรายใด แต่รายการดังกล่าวทำให้ผมกลับมาสนใจคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า การผ่าตัดที่ทำเพื่อความงามเพียงอย่างเดียวมีความเสี่ยงอะไรบ้าง และคนที่กำลังจะขึ้นโต๊ะผ่าตัดเข้าใจสิ่งที่ตัวเองกำลังเอาไปแลกจริงเพียงใด

ผมไม่ได้กำลังบอกว่าคนไม่ควรทำศัลยกรรมความงาม คนจำนวนมากทำแล้วได้ผลดี มีความมั่นใจมากขึ้นและมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นจริง ศัลยแพทย์ตกแต่งที่มีความสามารถก็มีอยู่มากทั้งในประเทศไทย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ สิ่งที่ผมอยากพูดถึงคือสิ่งหนึ่งที่โฆษณาศัลยกรรมความงามมักพูดเสียงเบากว่าคำว่า “สวย” มาก นั่นคือคำว่า risk หรือความเสี่ยง

สิ่งสำคัญคือการผ่าตัดเพื่อความงามส่วนใหญ่เป็น elective cosmetic surgery (การผ่าตัดเพื่อความงามที่ผู้ป่วยเลือกทำเองและไม่ได้จำเป็นต่อการรักษาโรค) ซึ่งมีสมการระหว่างความเสี่ยงกับประโยชน์ต่างจากการผ่าตัดรักษาโรคอย่างมาก สมมติคนหนึ่งเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และจำเป็นต้องผ่าตัด เราสามารถบอกเขาว่าการผ่าตัดมีความเสี่ยง ทั้งเลือดออก ติดเชื้อ ลิ่มเลือดอุดตัน หัวใจขาดเลือด ภาวะแทรกซ้อนจากยาสลบ หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต แต่หากไม่ผ่าตัด อีกด้านหนึ่งของตาชั่งคือมะเร็งที่อาจลุกลามและคร่าชีวิตเขา ความเสี่ยงจากการผ่าตัดจึงต้องถูกชั่งกับความเสี่ยงจากโรค

แต่ถ้าคนสุขภาพดีคนหนึ่งต้องการให้จมูกโด่งขึ้นอีกหน่อย หน้าท้องแบนลง หน้าอกใหญ่ขึ้น หนังหน้าตึงขึ้น หรือเอวเล็กลง อีกด้านของตาชั่งไม่มีมะเร็งรออยู่ ทางเลือกหนึ่งคือผ่าตัด ส่วนอีกทางเลือกหนึ่งคือ ไม่ผ่าก็ได้ และพรุ่งนี้ก็ยังใช้ชีวิตต่อไปได้เหมือนเดิม เพราะฉะนั้น เมื่อประโยชน์ที่เรากำลังแลกคือรูปลักษณ์ ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ควรยิ่งต่ำ และมาตรฐานของการคัดเลือกคนไข้ การอธิบายผลดีผลเสีย และ informed consent (การให้ข้อมูลจนคนไข้เข้าใจและตัดสินใจยินยอมอย่างแท้จริง) ควรยิ่งสูง ไม่ใช่ต่ำลงเพียงเพราะสิ่งนั้นถูกเรียกว่าความงาม

ความงามไม่ได้เปลี่ยนกฎสรีรวิทยาของมนุษย์

คำว่า “เสริมจมูก” “ดูดไขมัน” “ยกหน้า” หรือ “เสริมหน้าอก” ฟังดูเบากว่าคำว่า “ผ่าตัด” อย่างประหลาด โดยเฉพาะคำว่า “ดูดไขมัน” ที่ฟังราวกับเอาเครื่องดูดฝุ่นไปดูดส่วนเกินออกจากร่างกาย พอดูดเสร็จก็กลับบ้าน แต่ร่างกายไม่อ่าน brochure ทันทีที่มีมีดกรีดผิวหนัง มี cannula (ท่อขนาดเล็กที่ใช้สอดเข้าไปในเนื้อเยื่อ) แทงผ่านชั้นไขมัน มีการแยกเนื้อเยื่อ ตัดเส้นเลือดเล็ก ๆ หรือใช้ยาสลบ ร่างกายตอบสนองเหมือนการผ่าตัดทุกชนิด มีเลือดออก มี fluid shift (การเปลี่ยนแปลงของสารน้ำในร่างกาย) มี inflammatory response (การตอบสนองจากการอักเสบ) มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ การเกิดลิ่มเลือด และถ้าการผ่าตัดใหญ่พอก็สามารถกระทบหัวใจ ปอด ไต และระบบการแข็งตัวของเลือดได้

ใบเสร็จที่เขียนว่า “โปรแกรมปรับรูปร่าง” ไม่ได้ทำให้ pulmonary embolism (ลิ่มเลือดหลุดไปอุดหลอดเลือดปอด) กลายเป็นโรคที่เบาลง ถ้ามันเกิดขึ้น ICU ก็ยังเรียกมันว่า pulmonary embolism เหมือนเดิม

“หลับแป๊บเดียว ตื่นมาก็สวย” — การดมยาสลบไม่ใช่การนอนกลางวัน

เรื่องที่คนทั่วไปมักประเมินต่ำไปมากคือ general anesthesia (การดมยาสลบแบบหมดสติ) มันไม่ใช่แค่การให้ยานอนหลับแล้วปล่อยให้เราหลับสนิท ระหว่าง general anesthesia ความรู้สึกตัวถูกกด การตอบสนองต่อความเจ็บปวดถูกกด protective airway reflexes (กลไกป้องกันทางเดินหายใจ เช่น การไอและการกลืน) ลดลงหรือหายไป และในหลายกรณีต้องควบคุมทางเดินหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจ หากมีการใช้ neuromuscular blocking drugs (ยาคลายกล้ามเนื้อที่ทำให้กล้ามเนื้อไม่สามารถหดตัวได้) คนไข้ไม่เพียงขยับแขนขาไม่ได้ แต่กล้ามเนื้อที่ใช้หายใจก็ทำงานไม่ได้ในช่วงที่ยาออกฤทธิ์ด้วย

วิสัญญีแพทย์จึงไม่ได้มีหน้าที่ “เฝ้าคนนอนหลับ” แต่กำลังควบคุมการหายใจ ออกซิเจน ความดัน ชีพจร อุณหภูมิ สารน้ำ ยาหลายชนิด และ physiological homeostasis (สมดุลทางสรีรวิทยาของร่างกาย) ตลอดเวลาที่ศัลยแพทย์กำลังทำงาน ภาวะแทรกซ้อนจาก anesthesia มีตั้งแต่คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บคอ ฟันได้รับบาดเจ็บ ไปจนถึง difficult airway (ใส่ท่อช่วยหายใจยาก) aspiration (สำลักอาหารหรือน้ำย่อยเข้าปอด) bronchospasm (หลอดลมหดเกร็งรุนแรง) anaphylaxis (แพ้รุนแรงทั่วร่างกาย) arrhythmia (หัวใจเต้นผิดจังหวะ) myocardial infarction (กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด) stroke (โรคหลอดเลือดสมอง) cardiac arrest (หัวใจหยุดเต้น) และเสียชีวิต ความเสี่ยงเหล่านี้ต่ำมากในคนสุขภาพดีที่ได้รับการดูแลในระบบที่ดี แต่คำว่า “ต่ำมาก” ไม่ได้มีความหมายเดียวกับคำว่า “ไม่มี”

ยังมีภาวะหนึ่งซึ่งฟังเหมือนหนังสยองขวัญมากกว่า คือ accidental awareness during general anesthesia (การรู้สึกตัวขึ้นมาระหว่างดมยาสลบโดยไม่ได้ตั้งใจ) คนไข้บางรายสามารถรับรู้หรือจดจำบางช่วงของการผ่าตัดได้ทั้งที่ควรหมดสติ โดยเฉพาะหากได้รับยาคลายกล้ามเนื้อ คนไข้ที่รู้สึกตัวอาจไม่สามารถขยับร่างกายเพื่อส่งสัญญาณได้ โชคดีที่เหตุการณ์ชนิดนี้พบไม่บ่อยมาก แต่เมื่อเกิดขึ้นผลกระทบทางจิตใจอาจรุนแรง ดังนั้นก่อนถามว่า “ใช้ยาสลบอะไร” ผมอยากให้ถามคำถามพื้นฐานกว่านั้นว่า ใครเป็นคนดมยาให้คุณ และถ้าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจริง มีคน เครื่องมือ และระบบพร้อมช่วยชีวิตคุณแค่ไหน

ข้อมูลจากเกาหลีใต้ทำให้คำถามนี้มีน้ำหนักมากขึ้น งานของ Korean National Forensic Service ที่ตีพิมพ์ในปี 2025 ทบทวน forensic autopsy (การชันสูตรศพเพื่อการสอบสวนทางนิติเวช) จำนวน 50 ราย ซึ่งเสียชีวิตสัมพันธ์กับการทำหัตถการเพื่อความงามระหว่างปี 2016–2024 ผู้เสียชีวิต 41 รายเป็นผู้หญิง คิดเป็น 82 เปอร์เซ็นต์ และ median age (อายุค่ากึ่งกลาง) ของผู้หญิงอยู่ที่เพียง 29 ปี ในผู้เสียชีวิตทั้งหมด 23 ราย หรือ 46 เปอร์เซ็นต์ ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม anesthesia-related death (การเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการให้ยาระงับความรู้สึกหรือยาสลบ) ซึ่งเป็นสาเหตุกลุ่มใหญ่ที่สุด ตามด้วย procedural complications (ภาวะแทรกซ้อนจากตัวหัตถการ) 32 เปอร์เซ็นต์

ตัวเลขอีกชุดหนึ่งน่าสนใจกว่าเสียอีก ในกลุ่ม anesthesia-related death 23 ราย มีวิสัญญีแพทย์ร่วมดูแลเพียง 6 ราย หรือประมาณ 26 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ 49 ใน 50 เหตุการณ์เกิดขึ้นในคลินิกเอกชน ข้อมูลนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่า “ไม่มีวิสัญญีแพทย์แล้วจะตาย” เพราะงานวิจัยนี้เป็น forensic case series ไม่มีตัวหารจำนวนหัตถการทั้งหมด และมี selection bias (ความเอนเอียงจากวิธีที่เคสถูกเลือกเข้ามาในชุดข้อมูล) อยู่มาก แต่ก็เป็นสัญญาณด้าน patient safety ที่ไม่ควรถูกมองข้าม

มีข้อสังเกตอีกอย่างที่น่าสนใจ ในเจ็ดรายที่ผู้วิจัยมีเอกสารครบทั้งห้าประเภทและมีวิสัญญีแพทย์ร่วมดูแลโดยตรง ไม่พบการเสียชีวิตที่ถูกจัดเป็น anesthesia-related death ยกเว้นหนึ่งรายที่เกิด malignant hyperthermia (ภาวะเมแทบอลิซึมรุนแรงจากความไวผิดปกติต่อยาสลบบางชนิด) จากยาสลบชนิดสูดดม ตัวเลขเจ็ดรายเล็กเกินกว่าจะใช้สรุปเหตุและผล แต่ก็ยิ่งตอกคำถามเดิมว่า ก่อนจะถามเรื่องรูปทรงหน้าอกหรือขนาดเอว ควรถามก่อนว่า “ใครเป็นคนดมยาให้ผม”

อายุ 25 ปี เข้าไปแก้จมูก แล้วไม่ได้กลับบ้าน

เดือนมิถุนายน 2566 หญิงไทยอายุประมาณ 25 ปีเดินทางไปคลินิกแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานีเพื่อแก้ไขจมูกที่เคยทำมาก่อน ระหว่างผ่าตัดภายใต้การดมยาสลบ สัญญาณชีพเริ่มผิดปกติ มีรายงานว่าอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นก่อนเกิด cardiac arrest และเสียชีวิต ภายหลังกรมสนับสนุนบริการสุขภาพและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเข้าตรวจสอบ พบว่าคลินิกมีการขึ้นทะเบียนสถานพยาบาล แต่มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการอนุญาตและการขึ้นทะเบียนปฏิบัติงานบางประการของแพทย์ ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตในช่วงที่เป็นข่าวยังต้องรอผลชันสูตร จึงไม่ควรด่วนสรุปว่าเกิดจาก malignant hyperthermia เพียงเพราะอาการบางส่วนคล้ายกัน

สิ่งที่น่าสนใจของกรณีนี้ไม่ใช่การใช้บทความหนึ่งบทตัดสินว่าใครผิด แต่คือคนไข้ไม่ได้เข้าห้องผ่าตัดเพราะมีเนื้องอกกำลังคุกคามชีวิต เธอเข้าไปเพื่อให้จมูกดีขึ้น และไม่ได้ออกมาอีก ความเสี่ยงอาจเป็นหนึ่งในหมื่น หนึ่งในแสน หรือหนึ่งในหลายแสน แต่สำหรับคนที่มันเกิดขึ้น สถิติของคนนั้นคือ 100 เปอร์เซ็นต์

ดูดไขมันเพื่อให้รูปร่างดีขึ้น แต่เสียชีวิตบนเตียงผ่าตัด

เดือนกุมภาพันธ์ 2564 นางศรัณย์ภัทร์ กาญจนสุวรรณ์ อายุ 54 ปี เดินทางไปยังคลินิกย่านรามคำแหงเพื่อดูดไขมันบริเวณลำตัวแล้วเสียชีวิตระหว่างรับบริการ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพเข้าตรวจสอบและรายงานในขณะนั้นว่าสถานพยาบาลมีใบอนุญาต มีห้องผ่าตัด เครื่องมือ ยา และอุปกรณ์ฉุกเฉินตามที่กำหนดในระดับหนึ่ง แต่พบประเด็นเรื่องการให้บริการนอกช่วงเวลาที่ได้รับอนุญาต ขณะที่ครอบครัวตั้งคำถามเพิ่มเติมถึงกระบวนการดูแลและการส่งต่อเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งต้องแยกออกจากข้อเท็จจริงที่หน่วยงานรัฐตรวจพบ

กรณีนี้สำคัญเพราะไม่สามารถอธิบายง่าย ๆ ด้วยคำว่า “ไปทำกับหมอเถื่อนเอง” คนไข้สามารถเข้าคลินิกจริง พบแพทย์จริง และยังเกิด catastrophe (เหตุการณ์ร้ายแรงอย่างฉับพลัน) ได้ เพราะ complication เป็นส่วนหนึ่งของการแพทย์ ไม่ได้สงวนไว้เฉพาะสถานพยาบาลเถื่อน Liposuction (การดูดไขมัน) มีภาวะแทรกซ้อนตั้งแต่ hematoma (เลือดคั่ง) seroma (น้ำเหลืองคั่ง) infection (การติดเชื้อ) รูปร่างผิวไม่เรียบ ไปจนถึงเลือดออกรุนแรง อวัยวะภายในทะลุ พิษจากยาชา ภาวะสารน้ำผิดปกติ venous thromboembolism หรือ VTE (ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำและการหลุดไปอุดตันที่อื่น) และ fat embolism syndrome (ไขมันเข้าสู่กระแสเลือดจนรบกวนปอด สมอง หรืออวัยวะอื่น)

Fat embolism syndrome มีรายงานอยู่ในวรรณกรรมทางการแพทย์หลังการดูดไขมัน แต่ควรแยกให้ชัดว่าชุดข้อมูล 50 รายของ Korean National Forensic Service ที่กล่าวถึงข้างต้น ไม่พบการเสียชีวิตจาก fat embolism ในกลุ่มตัวอย่างนั้น ดังนั้นการมีอยู่ของภาวะแทรกซ้อนนี้เป็นข้อมูลจากแหล่งอื่น ไม่ใช่ข้อสรุปจากงานเกาหลีชิ้นดังกล่าว

ส่วนใหญ่ของภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงเหล่านี้ไม่เกิด แต่คนที่จะดูดไขมันควรรู้ว่า “ส่วนใหญ่ไม่เกิด” กับ “เกิดไม่ได้” เป็นคนละประโยคกัน

ฟิลเลอร์หนึ่งเข็ม จากเติมจมูกไปถึงตาบอดและสมองขาดเลือด

หลายคนอาจคิดว่าไม่ผ่าก็ได้ ฉีด filler (สารเติมเต็ม) แทน ปลอดภัยกว่ามาก ในแง่หนึ่งก็จริง Filler ไม่ใช่ major surgery ไม่มีแผลผ่าตัดใหญ่และไม่ต้องดมยาสลบ แต่การไม่มีมีดไม่ได้แปลว่าไม่มีภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง ทีมแพทย์ไทยเคยรายงานกลุ่มคนไข้ 6 รายที่เกิดการสูญเสียการมองเห็นจากการฉีด hyaluronic acid filler (สารเติมเต็มชนิดกรดไฮยาลูโรนิก) บริเวณใบหน้า ส่วนใหญ่เป็นบริเวณจมูก โดยเกิด retinal artery occlusion หรือ ophthalmic artery occlusion (หลอดเลือดที่เลี้ยงจอประสาทตาหรือดวงตาอุดตัน) มีทั้งการสูญเสียการมองเห็นทั้งหมดและบางส่วน และมีรายหนึ่งเกิด multifocal acute brain infarction (สมองขาดเลือดเฉียบพลันหลายตำแหน่ง) ร่วมด้วย

กลไกของมันสวยงามมากเวลาอยู่ในตำรากายวิภาค และน่ากลัวมากเมื่อเกิดกับตัวเรา หลอดเลือดบนใบหน้ามีการเชื่อมต่อกับระบบหลอดเลือดที่เลี้ยงดวงตา หากปลายเข็มหรือ cannula เข้าไปในหลอดเลือดและฉีด filler ภายใต้แรงดัน สารสามารถไหลย้อนเข้าไปตามหลอดเลือดและไปอุดทางเดินเลือดที่เลี้ยง retina (จอประสาทตา) จนสูญเสียการมองเห็น และหากเข้าสู่ cerebral circulation (ระบบหลอดเลือดสมอง) ก็สามารถทำให้ stroke ได้

นี่เป็นตัวอย่างที่ดีว่าทำไมคำว่า “ทำกับหมอจริงก็ปลอดภัย” จึงไม่ถูกต้อง หมอที่มีความรู้และประสบการณ์ช่วยลดความเสี่ยงด้วยความรู้กายวิภาค เทคนิค การเลือกสาร การรับรู้ complication อย่างรวดเร็ว และการเตรียมระบบแก้ไข แต่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพใบใดสามารถสั่งให้หลอดเลือดมนุษย์ไม่มี anatomical variation (ความแตกต่างทางกายวิภาคของแต่ละคน) ได้ หมอที่ดีจึงลดความเสี่ยง แต่ไม่สามารถทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์

Kwon Dae-hee — ผ่ากรามเพื่อให้หน้าตาดีขึ้น แล้วเสียเลือดประมาณ 3.5 ลิตร

เกาหลีใต้ถือเป็นมหาอำนาจด้าน cosmetic surgery แห่งหนึ่งของโลก มีทั้งศัลยแพทย์ที่มีความสามารถ เทคโนโลยีสูง และตลาดขนาดใหญ่ แต่ความใหญ่ของตลาดไม่ได้ทำให้กฎทางการแพทย์หายไป ปี 2016 Kwon Dae-hee นักศึกษามหาวิทยาลัยชาวเกาหลีเข้ารับ facial contour surgery (การผ่าตัดปรับโครงหน้าและกราม) ที่คลินิกในกรุงโซล จากข้อมูลที่ครอบครัวและกระบวนการทางกฎหมายเปิดเผยในเวลาต่อมา เขาเสียเลือดประมาณ 3.5 ลิตรระหว่างการผ่าตัด ถูกส่งต่อไปโรงพยาบาล และอยู่ในภาวะโคม่า 49 วันก่อนเสียชีวิต

ภาพจาก CCTV ในห้องผ่าตัดกลายเป็นหลักฐานสำคัญของคดี และนำไปสู่การเปิดโปงสิ่งที่ในเกาหลีเรียกว่า ghost surgery (การที่คนไข้ตกลงให้แพทย์คนหนึ่งผ่าตัด แต่ระหว่างผ่าตัดกลับมีบุคคลอื่นเข้ามาทำบางส่วนหรือทั้งหมดโดยคนไข้ไม่ได้รับรู้ตามที่เข้าใจไว้) หัวหน้าศัลยแพทย์ในคดีถูกตัดสินจำคุกในเวลาต่อมา และกรณีของ Kwon เป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ผลักดันการถกเถียงและการออกกฎหมายเกี่ยวกับกล้อง CCTV ในห้องผ่าตัดของเกาหลีใต้

Kwon ไม่ได้ขึ้นโต๊ะผ่าตัดเพราะรถชน เขาขึ้นไปเพราะต้องการเปลี่ยนรูปกรามของตัวเอง ความต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ทุกคนมีสิทธิไม่พอใจกับรูปลักษณ์ของตน แต่กรณีนี้ทำให้คำถามเรื่อง proportionality (ความสมเหตุสมผลระหว่างประโยชน์กับความเสี่ยง) สำคัญมากขึ้น เพราะถ้าประโยชน์คือหน้าตาที่เราชอบมากขึ้น แต่ worst-case outcome (ผลลัพธ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น) คือความพิการหรือความตาย คนไข้ควรเห็นทั้งสองด้านก่อนเซ็นชื่อ ไม่ใช่เห็นเพียงภาพ simulation หลังผ่าตัดบนหน้าจอ

หมอจริง ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงจะหายไป

ปี 2020 Bonnie Evita Law หญิงชาวฮ่องกงวัยกลางสามสิบ เดินทางไปเกาหลีใต้เพื่อรับการดูดไขมันร่วมกับการผ่าตัดบริเวณเต้านม ก่อนเกิดภาวะแทรกซ้อนและเสียชีวิต ตามรายงานที่อ้างข้อมูลจาก Seoul Metropolitan Police Agency ตำรวจแจ้งข้อหาแพทย์โดยไม่ควบคุมตัวในเดือนตุลาคม 2020 ฐานประมาทในวิชาชีพ รวมทั้งข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายว่าด้วยการรับผู้ป่วยต่างชาติและกฎหมายควบคุมยา แล้วส่งสำนวนให้อัยการพร้อมความเห็นให้ดำเนินคดี ต่อมาอัยการได้สั่งฟ้องจริง โดยกล่าวหาด้วยว่าการผ่าตัดดำเนินไปโดยไม่มีวิสัญญีแพทย์ร่วมอยู่ด้วย รับผู้ป่วยจากต่างประเทศโดยไม่ได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย และไม่ได้จัดทำเอกสารทางการแพทย์อย่างถูกต้อง ขณะที่พนักงานของคลินิกอีกคนถูกฟ้องแยกในข้อหาปลอมใบยินยอมผ่าตัดของผู้ป่วย ทั้งหมดนี้เป็นข้อกล่าวหาในกระบวนการยุติธรรม ไม่ควรถูกเขียนเสมือนเป็นคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล

ประเด็นสำคัญของกรณีนี้จึงไม่ใช่เพียงว่าแพทย์มีใบประกอบวิชาชีพหรือไม่ แต่คือระบบรอบตัวการผ่าตัดครบหรือไม่ ใครประเมินคนไข้ ใครดมยา ใครติดตามสัญญาณชีพ ใครรับผิดชอบหากเกิดเหตุฉุกเฉิน และเอกสารยินยอมสะท้อนสิ่งที่คนไข้รับรู้จริงหรือไม่

งานของ Korean National Forensic Service ยังให้ข้อมูลอีกมุมหนึ่งที่น่าคิด ในกลุ่มผู้เสียชีวิตที่จัดเป็น anesthesia-related death ผู้ทำหัตถการไม่ได้มาจาก specialty เดียว แต่มีทั้งแพทย์ผิวหนัง แพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะ สูตินรีแพทย์ แพทย์โสต ศอ นาสิก และแพทย์ทั่วไปที่ไม่ได้มีวุฒิบัตรเฉพาะทางอยู่ด้วย ข้อมูลนี้ไม่ได้แปลว่าแพทย์จากสาขาเหล่านั้นทั้งหมดไม่ควรทำหัตถการเพื่อความงาม แต่เตือนว่าคำถามก่อนทำไม่ควรหยุดอยู่แค่ “เป็นหมอหรือเปล่า” ต้องถามต่อว่า “ได้รับการฝึกในหัตถการนี้แค่ไหน ทำเป็นประจำหรือไม่ และระบบรองรับภาวะแทรกซ้อนพร้อมเพียงใด”

แพทย์ทุกคนผ่านโรงเรียนแพทย์ แต่การมีใบประกอบวิชาชีพไม่ได้หมายความว่าได้รับการฝึกให้ทำ operation ทุกชนิดบนร่างกายมนุษย์ เหมือนผมเป็นแพทย์ระบบทางเดินอาหาร การมีใบประกอบวิชาชีพไม่ได้แปลว่าควรมีใครยื่นเลื่อยมาให้ผมเปลี่ยนข้อสะโพกเขา ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคำถามเรื่อง competency (ความสามารถเฉพาะด้าน) ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย

“ไหน ๆ ก็สลบแล้ว ทำเพิ่มอีกอย่างไหม”

ประโยคนี้เป็นสิ่งที่คนไข้ควรระวังมาก โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไปทำศัลยกรรมต่างประเทศหรือซื้อ package หลายรายการ เพราะง่ายมากที่จะรู้สึกว่าไหน ๆ มาแล้ว ไหน ๆ จ่ายค่าโรงแรมแล้ว ไหน ๆ ดมยาแล้ว ไหน ๆ ต้องพักงานแล้ว ทำให้คุ้มไปเลย หน้าอกหนึ่งอย่าง หน้าท้องอีกอย่าง ดูดไขมันเพิ่ม ต้นแขนด้วย ต้นขาเอาด้วย แล้วคางอีกนิดคงไม่เป็นไร

ปัญหาคือร่างกายไม่มีระบบ loyalty points มันไม่ได้รู้ว่า procedure ที่สี่ลดราคา 20 เปอร์เซ็นต์ มันรู้เพียงว่าเวลาผ่าตัดยาวขึ้น บาดแผลมากขึ้น tissue trauma (การบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อ) มากขึ้น เสียเลือดและสารน้ำมากขึ้น ระยะเวลาที่นอนนิ่งเพิ่มขึ้น และความเสี่ยงต่อ VTE การติดเชื้อ รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ อาจเพิ่มตามไปด้วย

ข้อมูล forensic จากเกาหลีใต้ยิ่งทำให้ประเด็นนี้น่าสนใจ ในกลุ่มผู้เสียชีวิตจากหัตถการบริเวณใบหน้าและคอ 26 ราย มีถึง 14 ราย หรือ 54 เปอร์เซ็นต์ ที่ได้รับตั้งแต่สองหัตถการขึ้นไปในการผ่าตัดครั้งเดียว และในผู้เสียชีวิตทั้งหมดมี 7 รายที่เวลาผ่าตัดยาวเกินหกชั่วโมง โดยรายหนึ่งยาวเกิน 11 ชั่วโมง ผู้วิจัยเปรียบเทียบกับแนวทางของ Korea Health Industry Development Institute หรือ KHIDI ซึ่งแนะนำให้จำกัดระยะเวลาการผ่าตัดไม่เกินหกชั่วโมง

อีกครั้ง ตัวเลขเหล่านี้มาจากคนที่เสียชีวิตแล้ว ไม่ใช่จากผู้รับการผ่าตัดทั้งหมด จึงไม่สามารถใช้คำนวณว่า “ทำหลายอย่างแล้วจะตายกี่เปอร์เซ็นต์” ได้ แต่พอมันไปอยู่ข้างประโยคว่า “ไหน ๆ ก็สลบแล้ว ทำเพิ่มอีกอย่างไหม” มันทำให้เห็นชัดว่าความสะดวกทางการตลาดกับภาระทางสรีรวิทยาไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ดังนั้นคำถามที่ควรถามไม่ใช่แค่ “ทำพร้อมกันได้ไหม” แต่ต้องถามว่า “ทำพร้อมกันแล้วเพิ่มความเสี่ยงเท่าไร และมีเหตุผลทางการแพทย์อะไรที่ควรทำพร้อมกัน นอกจากสะดวกและราคาถูกกว่า”

ผ่าตัดเสร็จไม่ได้แปลว่าจบ

อีกความเข้าใจผิดหนึ่งคือ ถ้าลืมตาตื่นจากยาสลบได้ก็ถือว่าผ่านช่วงอันตรายไปแล้ว ความจริง complication จำนวนมากเริ่มปรากฏหลังออกจากห้องผ่าตัด เลือดอาจออกภายหลัง hematoma (ก้อนเลือดคั่ง) อาจขยาย แผลหรือ implant อาจติดเชื้อ skin flap (เนื้อเยื่อที่ถูกยกหรือเคลื่อนระหว่างผ่าตัด) อาจขาดเลือดจน necrosis (เนื้อตาย) DVT (ลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำส่วนลึก) อาจก่อตัวแล้วหลุดไปปอดในอีกหลายวันต่อมา แผลอาจแยก เส้นประสาทอาจได้รับบาดเจ็บ และบางคนต้อง reoperation (ผ่าตัดซ้ำ) หรือ reconstructive surgery (การผ่าตัดซ่อมแซมส่วนที่เสียหาย) เพื่อแก้ผลจาก operation ที่เริ่มต้นด้วยเหตุผลเพียงเพื่อความสวย

นี่เป็นข้อเสียสำคัญของ medical tourism คนที่ผ่าคุณอาจอยู่กรุงเทพฯ หรือโซล แต่วันที่แผลเริ่มมีหนองคุณอาจกลับไปอยู่ซิดนีย์ ฮ่องกง หรือเซี่ยงไฮ้แล้ว ตั๋วเครื่องบินกลับประเทศไม่ได้พาศัลยแพทย์กลับไปด้วย จึงต้องถามตั้งแต่ก่อนผ่าว่าหากเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังกลับบ้าน ใครดูแล ใครรับผิดชอบค่าใช้จ่าย จะส่งข้อมูลทางการแพทย์อย่างไร และหากต้องกลับมาผ่าซ้ำ ใครเป็นคนจ่าย

เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเล็กในตลาดข้ามประเทศด้วย ใน forensic series ของเกาหลีใต้ ผู้เสียชีวิต 14 จาก 50 ราย หรือ 28 เปอร์เซ็นต์ เป็นชาวต่างชาติ ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าคนต่างชาติเสี่ยงมากกว่าคนเกาหลี เพราะเราไม่รู้จำนวนคนต่างชาติทั้งหมดที่เข้ารับบริการ แต่แสดงให้เห็นอย่างน้อยว่า medical tourism มีส่วนอยู่ในกลุ่มเหตุการณ์ร้ายแรงจริง ไม่ใช่เพียงภาพในโฆษณาการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ

ราคาศัลยกรรมที่แท้จริงจึงไม่ควรวัดเพียงตัวเลขบนใบเสนอราคา แต่ต้องบวกราคาของวันที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนเข้าไปด้วย

ใบยินยอมไม่ควรเป็นกระดาษที่เซ็นก่อนเข้าห้องผ่าตัด

Informed consent ไม่ได้แปลว่าเจ้าหน้าที่ส่งกระดาษมาให้เซ็นแล้วถือว่าจบ ความหมายจริงคือคนไข้ต้องเข้าใจว่ากำลังทำอะไร มีทางเลือกอะไร ผลที่คาดหวังได้คืออะไร ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคืออะไร และถ้าไม่ทำจะเกิดอะไรขึ้น

ในงาน Korean National Forensic Service มีเพียง 7 จาก 50 ราย หรือ 14 เปอร์เซ็นต์ ที่ผู้วิจัยพบเอกสารครบทั้งห้าประเภทที่ใช้ในการประเมิน รวมถึงเอกสารความยินยอม ข้อมูลนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าอีก 43 ราย “ไม่ได้ให้ consent” เพราะเอกสารบางอย่างอาจไม่ได้ถูกส่งมาพร้อมสำนวนชันสูตร แต่สะท้อนปัญหาอีกระดับหนึ่งว่า เมื่อเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น ความครบถ้วนของ documentation (เอกสารทางการแพทย์) กลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

ยิ่งถ้าเป็น medical tourism คนไข้เดินทางไกล ภาษาอาจไม่ใช่ภาษาแม่ มี package ถูกตกลงไว้ก่อนบิน และบางครั้งมีการเสนอ procedure เพิ่มเมื่อมาถึงประเทศปลายทาง สิ่งที่ต้องระวังคือ consent อย่ากลายเป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการที่เกิดขึ้นหลังจากคนไข้จ่ายเงิน จองโรงแรม และบินข้ามประเทศมาเรียบร้อยจนแทบไม่เหลือพื้นที่ทางจิตใจให้เปลี่ยนใจ

Operation สำเร็จ ไม่ได้แปลว่าคนไข้จะได้สิ่งที่จินตนาการ

ต่อให้ไม่มีเลือดออก ไม่มีติดเชื้อ ไม่เกิดลิ่มเลือด และ surgeon ทำ operation ได้ถูกต้องตามหลักทุกประการ คนไข้ก็ยังอาจไม่พอใจได้ เพราะคำว่า “สวยขึ้น” ไม่มี laboratory reference range เรามีค่า hemoglobin บอกได้ว่าเท่าไรเรียกว่าโลหิตจาง แต่ไม่มีค่า nose projection 18.7 มิลลิเมตรแล้วประกาศว่าคนนี้สวย ความงามเป็นส่วนผสมระหว่าง anatomy (กายวิภาค) สัดส่วน อายุ วัฒนธรรม แฟชั่น รสนิยม และ perception (การรับรู้) ของแต่ละคน

ภาพ simulation ก่อนผ่าตัดจึงไม่ใช่คำรับประกัน รูป influencer ไม่ใช่ surgical endpoint และ AI สามารถทำคางให้เรียวขึ้นในหนึ่งวินาทีเพราะไม่ต้องสนใจเส้นประสาท หลอดเลือด กระดูก ความหนาของผิวหนัง การเกิดแผลเป็น หรือว่าคนในภาพต้องตื่นขึ้นมากินข้าวในวันรุ่งขึ้น ศัลยแพทย์ไม่มี luxury แบบนั้น บางครั้งคนไข้ถือรูปดาราไปหาหมอแล้วบอกว่า “อยากได้แบบนี้” ในใจหมออาจอยากถามอย่างสุภาพว่า จะเริ่มแก้ตรงจมูกก่อน หรือให้แก้พันธุกรรมก่อนดี ความคาดหวังที่ realistic (อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง) จึงสำคัญพอ ๆ กับเทคนิคของศัลยแพทย์

อย่าตัดสินใจเรื่องการผ่าตัดในห้องขายของ

“โปรโมชั่นวันนี้วันสุดท้าย” “จองวันนี้ลดอีกสามหมื่น” “คุณหมอมีคิวหลุดพอดี” “ไหน ๆ ทำหน้าอกแล้วเอวไม่ทำด้วยเสียดายนะ” หรือ “ไหน ๆ มาถึงแล้วเพิ่มอีกอย่างไหม” เป็นประโยคที่เหมาะกับการขายสินค้า แต่ไม่ควรเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจว่าจะให้ใครวางยาสลบแล้วใช้มีดกับร่างกายเรา

การผ่าตัดที่ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนมีข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งมหาศาลคือ เรามีเวลา ถ้าไม่แน่ใจกลับบ้านได้ ขอ second opinion (ความเห็นจากแพทย์อีกคน) ได้ อ่านข้อมูลเพิ่มได้ ถามใหม่ได้ หรือเปลี่ยนใจไม่ทำเลยก็ได้ การเดินออกจากคลินิกโดยไม่จ่ายมัดจำไม่ได้ทำให้โรคใดลุกลาม เพราะไม่มีโรคให้ลุกลามตั้งแต่แรก

ก่อนขึ้นเขียง ควรถามอะไร

ผมไม่คิดว่าคำตอบคือห้ามทุกคนทำศัลยกรรม แต่ถ้าจะทำ อย่างน้อยควรรู้ว่ากำลังมอบร่างกายให้ใคร แพทย์จบเฉพาะทางอะไร ได้รับการฝึกใน operation นี้หรือไม่ ทำเป็นประจำมากแค่ไหน สถานที่ผ่าตัดได้รับอนุญาตสำหรับ procedure และ anesthesia ระดับนั้นหรือไม่ ใครเป็นผู้ให้ anesthesia และมีใครเฝ้าคนไข้ตลอด operation หรือไม่

ถามต่อว่าการผ่าตัดใช้เวลาประมาณเท่าไร หากทำหลายอย่างพร้อมกันทำไมจึงคิดว่าปลอดภัย ต้องนอนโรงพยาบาลหรือไม่ ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดคืออะไร และภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงที่สุดแม้จะพบไม่บ่อยคืออะไร สองคำถามนี้ไม่เหมือนกัน ถามด้วยว่าถ้าเลือดออกกลางคืน ใครจะดูแล ถ้าเกิด pulmonary embolism จะส่งไปที่ไหน ถ้าแผลเสียหรือติดเชื้อ ใครเป็นคนรักษา ถ้าต้องผ่าตัดแก้ไข ใครรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และหากทำศัลยกรรมต่างประเทศ เมื่อกลับบ้านแล้วใครเป็นผู้ติดตามการรักษา

สุดท้ายมีคำถามหนึ่งที่ผมชอบมาก และคิดว่าบอกอะไรเกี่ยวกับแพทย์ได้มากกว่าคำถามเรื่องราคา คือ “คุณหมอมีเหตุผลอะไรไหมที่คิดว่าผมไม่ควรทำ operation นี้” หมอที่พร้อมบอกคนไข้ว่า “ไม่ควรทำ” ในวันที่ไม่ควรทำ อาจมีค่ากว่าหมอที่สามารถทำทุกอย่างตามที่ลูกค้าต้องการ เพราะแพทย์ไม่ได้มีหน้าที่ทำทุก operation ที่คนไข้สามารถจ่ายเงินได้

ความงามไม่ใช่เรื่องผิด แต่อย่าเอาคำว่า “สวย” ไปบังคำว่า “ผ่าตัด”

การอยากดูดีขึ้นไม่ใช่เรื่องผิด และไม่มีเหตุผลต้องดูถูกคนที่เลือกทำศัลยกรรม มนุษย์พยายามเปลี่ยนรูปลักษณ์ของตัวเองมาตลอดประวัติศาสตร์ ตั้งแต่เสื้อผ้า เครื่องสำอาง ทรงผม ฟัน ไปจนถึงการผ่าตัด ศัลยกรรมความงามสมัยใหม่ช่วยคนจำนวนมากจริง และสามารถทำได้อย่างปลอดภัยมากเมื่อเลือกคนไข้เหมาะสม ใช้แพทย์ที่มีความสามารถ ทำในสถานที่ได้มาตรฐาน มีระบบวิสัญญีและ emergency backup (ระบบรองรับเหตุฉุกเฉิน) และติดตามหลังผ่าตัดอย่างจริงจัง

สิ่งที่ผมกำลังเตือนมีเพียงว่า cosmetic surgery ยังเป็น surgery ต่อให้ห้องรับรองมีกาแฟดี พนักงานแต่งตัวสวย โรงพยาบาลเหมือนโรงแรมห้าดาว Instagram มีคนติดตามเป็นล้าน และมีรูป before-and-after เต็มผนัง มีดก็ยังเป็นมีด ยาสลบก็ยังเป็นยาสลบ เลือดก็ยังเป็นเลือด หลอดเลือดปอดก็ยังอุดตันได้ เชื้อโรคก็ยังไม่อ่านรีวิว Google และ retina ก็ยังตาบอดได้ถ้ามี filler ไปอุดหลอดเลือดของมัน

ที่สำคัญที่สุด ความเสี่ยงของการผ่าตัดรักษามะเร็งกับการผ่าตัดเพื่อความงามอาจเป็นภาวะเดียวกัน แต่เหตุผลที่เรายอมรับความเสี่ยงนั้นไม่เหมือนกัน คนไข้มะเร็งอาจต้องยอมรับความเสี่ยงจากการผ่าตัดเพื่อหนีความเสี่ยงจากโรค แต่คนสุขภาพดีที่กำลังจะทำศัลยกรรมความงามมีทางเลือกหนึ่งซึ่งปลอดภัยที่สุดอยู่เสมอคือ ไม่ทำ นั่นไม่ได้หมายความว่าต้องเลือกทางนั้น เพียงแต่ก่อนเลือกอีกทางหนึ่งควรรู้ให้ครบว่ากำลังเอาอะไรไปแลก

ดังนั้นก่อนเปิดรูปแล้วถามศัลยแพทย์ว่า “ผ่าแล้วจะสวยได้ประมาณไหน” ผมอยากให้ถามอีกประโยคหนึ่งก่อนว่า “ถ้าเกิดสิ่งที่เลวร้ายที่สุดขึ้น คนที่กำลังจะผ่าผมและสถานที่ที่ผมนอนอยู่ พร้อมช่วยชีวิตผมแค่ไหน”

เพราะสำหรับการผ่าตัดที่เราไม่จำเป็นต้องทำตั้งแต่แรก เป้าหมายข้อแรกไม่ควรเป็นกลับบ้านแล้วสวยขึ้น

แต่ควรเป็นกลับบ้านให้ได้ก่อน

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พม่าผู้เกรียงไกรกับอยุธยาผู้มั่นคง
พม่าผู้เกรียงไกรกับอยุธยาผู้มั่นคง