ปัญหาลักลอบขอสัญชาติไทยให้คนต่างด้าวอย่างผิดกฎหมาย ไม่มีทางเกิดได้จากการหว่านเงินของคนต่างชาติเพียงฝ่ายเดียว ต้องอาศัยขบวนการคดโกงของเจ้าหน้าที่รัฐ เครือข่ายนายหน้า คนไทยและบุคลากรในสถานพยาบาล เพื่อเจาะช่องโหว่ของกฎหมาย จนปัญหาลุกลามเป็นความเสี่ยงต่อระบบทะเบียนราษฎรและความมั่นคงของประเทศ
กลโกงสัญชาติไทยและการสวมสถานะทางทะเบียน 9 วิธี ดังนี้
1. พ่อทิพย์: จ้างชายไทยรับสมอ้างเป็นพ่อ
2. อุ้มบุญ: จ้างหญิงไทยอุ้มท้องแทนแม่ต่างด้าว
3. สวมสิทธิ์คนตายหรือคนสูญหาย (แม้ตัวจริงยังอยู่)
4. เพิ่มชื่อบุคคลในทะเบียนบ้าน
5. ออกบัตรสถานะบุคคลต่างด้าว
6. แจ้งเกิดทิพย์: แจ้งคลอดฝาแฝด
7. ชายไทยรับจ้างจดทะเบียนสมรสหญิงต่างชาติ
8. รับรองเท็จว่าเด็กเกิดในไทย
9. ปลอมสูติบัตร
หน่วยงานรัฐที่ดูแลคดีเหล่านี้ได้แก่ กรมการปกครอง ดีเอสไอ ป.ป.ท. และตำรวจ
ขยายความกลโกง
1. พ่อทิพย์: รูรั่วในการรับรองบุตร
ในปี 2569 ปรากฏข่าวการว่าจ้างชายไทยด้วยเงิน 2 หมื่นบาท เพื่อจดทะเบียนสมรสหลอกกับหญิงต่างชาติที่ตั้งครรภ์ แล้วแสดงตนเป็นพ่อเด็กในการจดทะเบียนรับรองบุตร ทำให้เด็กที่เกิดได้รับสัญชาติไทย วิธีการนี้มักมีบุคลากรในสถานพยาบาลบางแห่งร่วมมือในการออกเอกสารหรือรับรองข้อมูลอันเป็นเท็จ จากนั้นจึงนำเอกสารไปแจ้งเกิดต่อเจ้าหน้าที่รัฐที่ประสานงานกันไว้ให้ละเว้นการตรวจสอบเข้มงวด เป็นเหตุให้กระบวนการที่ควรเป็นมาตรการตรวจสอบกลายเป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์
ที่ผ่านมาการรับรองบุตรอาศัยเอกสารและคำรับรองจากบุคคลเป็นหลัก โดยไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความเป็นบิดาด้วยวิธีอื่นทำให้เกิดการปลอมแปลงได้ง่าย ทำให้เห็นว่า ปัญหาหลักไม่ใช่กฎหมายสัญชาติไทยเพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาสำคัญคือ คอร์รัปชันในกระบวนการพิสูจน์ความเป็นบิดาและการจดบันทึกทะเบียนราษฎร รวมถึงความบกพร่องในการตรวจสอบและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐที่ยังไม่เชื่อมโยงกันเพียงพอ จนเปิดช่องให้ต่างชาติได้สัญชาติไทยโดยอาศัยเอกสารและข้อมูลอันเป็นเท็จ
2. อุ้มบุญ: มนุษยธรรมสู่ค้ามนุษย์
เดิมทีเป็นการว่าจ้างอย่างถูกกฎหมาย ทำให้มีลูกค้ามีจำนวนมากจากประเทศญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลียและอื่นๆ กระทั่งปี 2558 ประเทศไทยได้ออกกฎหมายป้องกันการอุ้มบุญเชิงพาณิชย์และเพื่อชาวต่างชาติ จำนวนลูกค้าจึงลดลงแล้วเปลี่ยนเป็นเครือข่ายใต้ดิน ทำให้ชาวต่างชาติต้องจ่ายแพงขึ้น
ผู้ว่าจ้างต้องจ่ายเงินให้ขบวนการนายหน้าเป็นค่าบริการครบวงจรราว 1.5 ล้านบาทต่อเด็ก 1 คน หากได้ลูกแฝดต้องจ่ายเพิ่มอีก ขณะที่หญิงไทยผู้อุ้มท้องได้ค่าตอบแทนราว 5 แสนบาท
3. สวมสิทธิ์คนตายหรือคนสูญหาย: วิธีดั้งเดิมที่ง่ายและเร็ว
ด้วยความร่วมมือของครอบครัวที่มีคนตาย มีคนสูญหายหรือย้ายไปพำนักต่างประเทศ ซึ่งครอบครัวไม่แจ้งต่อทางการ แต่ยอมให้คนต่างด้าวมาสวมสิทธิ์ จากนั้นไปทำบัตรประชาชนใหม่แล้วไปขอเปลี่ยนชื่อ - นามสกุลในโอกาสต่อไป ลูกค้ามีทั้งคนอินเดีย ปากีสถาน จีน เป็นต้น
พฤติกรรมนี้เป็นข่าวดังเมื่อมีการบุกจับนายอำเภอเวียงแหง เชียงใหม่และพวก พบว่ามีการเรียกเก็บเงินรายละ 4 แสนบาท ตรวจสอบย้อนหลัง 2 ปี พบการออกบัตรฯ ไปแล้ว 700 ใบ เป็นเงิน 280 ล้านบาท และกรณีจับกุมนายนิติพัฒน์ โชคชัยธนพร (กู๋เอี๋ยว) คนจีนที่ถือบัตรประชาชนไทยมา 30 ปี เจ้าของสถานบันเทิงเครือข่ายจินหลิงที่เชื่อมโยงกับยาเสพติด (ปี 2565)
4. เพิ่มชื่อบุคคลในทะเบียนบ้าน: คนโกงไม่กลัวกฎหมาย
เอกสารวิชาการของ ป.ป.ท. รายงานว่า พบครอบครัวในพื้นที่ชาวเขาที่ได้รับอนุมัติให้ได้สัญชาติไทย โดยอาศัยช่องว่างการจากการอ่านออกเสียงบุคคลแบบชาวเขาซึ่งฟังยากและสะกดชื่อยาก เป็นข้ออ้างในการเพิ่มชื่อบุคคล เมื่อบุคคลตัวจริงได้ย้ายถิ่นที่อยู่แล้วไปแจ้งเปลี่ยนชื่อใหม่ ต่อมาทางครอบครัวก็อ้างว่าบุคคลในชื่อเดิมยังมีตัวตนอยู่ที่บ้านเดิม โดยนำผู้ใหญ่บ้านและคนในครอบครัวมายืนยัน
5. ออกบัตรสถานะบุคคลต่างด้าว: กลโกงที่มีจำนวนมากที่สุด
ทั่วประเทศมีคนต่างด้าวมากถึง 2.5 – 3 ล้านคนที่ได้รับบัตรประจำตัวของคนผู้ไม่มีสัญชาติไทยหรือบัตรสีชมพู เพื่อเขาจะได้รับสิทธิพิเศษบางประการ พบว่ามีการซื้อขายบัตรที่ใช้เลขรหัส 0 และ 8 หัวละ 3 – 5 หมื่นบาท คาดว่าทำไปแล้วหลายหมื่นราย เช่น กรณีที่ถูกจับที่อำเภอเชียงดาวและเวียงแหง จ.เชียงใหม่
สำหรับวิธีที่ 6 – 9 เนื่องจากเป็นการปลอมแปลงหรือโกหกดื้อๆ จึงไม่ขออธิบายเพิ่มเติมอีกในที่นี้
คนต่างชาติต้องการสัญชาติไทยไปเพื่ออะไร?
1. ผลประโยชน์ของอาชญากรรมข้ามชาติ
ถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของกิจการนอมินี ฟอกเงิน การอำพรางตัวตนของเครือข่ายยาเสพติด ผู้หลบหนีคดีร้ายแรง เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติหรือธุรกิจนอกกฎหมาย
2. ผลตอบแทนระยะยาว (High economic value)
ทำให้เด็กได้รับสิทธิหลายประการ เช่น การศึกษา การรักษาพยาบาล การเดินทาง การประกอบอาชีพ การถือบัตรประชาชน รวมถึงสิทธิทางกฎหมายบางประการในอนาคต
3. หลีกเลี่ยงกฎหมาย
ในบางกรณี ผู้ปกครองต้องการให้บุตรถือสัญชาติไทยเพื่ออำนวยความสะดวกในการพำนัก การศึกษา การดำเนินธุรกิจ หรือการถือครองทรัพย์สินในประเทศไทย ซึ่งอาจถูกจำกัดสำหรับชาวต่างชาติ
ความเสียหายของชาติไทย
1. ความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎร ระบบสัญชาติไทย ความมั่นคงของประเทศ
2. การเชื่อมโยงกับปัญหาใหญ่ของชาติคือ นอมินี ฟอกเงิน ทุนเทา และอาชญากรรมข้ามชาติ ย่อมสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ สร้างความเดือดร้อนให้ไทย และเสียความน่าเชื่อถือจากนานาชาติ
3. เพิ่มภาระของรัฐด้านการศึกษา สาธารณสุข ฯลฯ
4. ทำลายมาตรฐานความรับผิดชอบต่อหน้าที่และศักดิ์ศรีของข้าราชการ
5. ทำลายความไว้วางใจของประชาชนต่อภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง
กลโกงจากอดีตสู่ปัจจุบัน
คดีที่ถูกเปิดเผยในอดีต คนผิดมักใช้การปลอมแปลงสถานะบุคคลทางกฎหมายและเอกสารราชการ มากกว่าการสร้างเรื่องตบตาเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมาย เป็นต้นว่า
ปลอมแปลงหรือใช้เอกสารเท็จ ปลอมสูติบัตร ปลอมใบรับรองการเกิด ใช้เอกสารราชการที่มีข้อความอันเป็นเท็จ ให้ข้อมูลเท็จต่อเจ้าหน้าที่ แจ้งข้อมูลเท็จเกี่ยวกับบิดา มารดา หรือสถานที่เกิด ปกปิดข้อเท็จจริงที่มีผลต่อการได้สัญชาติ จ้างชายไทยรับสมอ้างเป็นบิดา
ใช้นายหน้าติดต่อหาชายไทยที่ยินยอมรับเป็นบิดา จัดเตรียมเอกสาร ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ติดสินบนหรือร่วมวางแผนกับเจ้าหน้าที่เพื่อให้ออกเอกสารโดยมิชอบ หรือละเว้นไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ให้การรับรองบุตรที่ไม่เป็นความจริง ทำบัตรประชาชนสวมสิทธิ์คนตาย คนสูญหายรวมทั้งคนที่ยังมีตัวตนอยู่
ขโมยสัญชาติไทย ทำไปแล้วมากแค่ไหน
จนถึงวันนี้ยังไม่มีสถิติหรือฐานข้อมูลทางการให้เห็นว่า ในแต่ละปีมีกี่คดีที่เป็น "การแสวงหาสัญชาติไทยโดยมิชอบให้เด็ก" เนื่องจากคดีเหล่านี้มักถูกตั้งข้อหาในหลายฐานความผิด เช่น ปลอมเอกสาร แจ้งความเท็จ หรือความผิดตามกฎหมายทะเบียนราษฎร ไม่ได้แยกเป็นหมวด "โกงสัญชาติ" โดยเฉพาะ และเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็รู้เพียงว่า ผู้รับจ้างคนไทยได้รับค่าจ้างประมาณเท่าไหร่ โดยไม่เปิดเผย “มูลค่าที่ชาวต่างชาติต้องจ่าย” และสถิติหรือการประเมินจำนวนคดีที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากข่าวและการแถลงของหน่วยงานรัฐที่มีอยู่ไม่มาก จะเห็นแนวโน้มดังนี้
ก่อนปี 2568 ข่าวลักษณะนี้พบไม่บ่อย ส่วนใหญ่เป็นคดีเฉพาะราย เช่น การปลอมสูติบัตร การแจ้งเกิดเท็จ หรือการสวมสิทธิ์บุคคล เน้นพื้นที่จังหวัดนครปฐม ราชบุรี และจังหวัดชายแดนด้านตะวันตก
ช่วงปี 2568–2569 มีการเปิดโปงเครือข่ายที่รับจ้างจัดหาชายไทยให้รับรองบุตรของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับชาวจีน เหตุเกิดกระจายทั่วประเทศรวมถึง กทม. มีการเชื่อมโยงโรงพยาบาล ทั้งของรัฐและเอกชน 8 แห่ง บุคคลน่าสงสัยราว 1,500 คน ทำให้ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก จนรัฐต้องเข้มงวดให้ผู้เป็นพ่อและแม่มาแสดงตัวต่อหน้าเจ้าหน้าที่หากฝ่ายหนึ่งเป็นต่างชาติและบังคับตรวจ DNA
หายนะต่อความมั่นคงของรัฐ
แม้จำนวนคดีที่สังคมรับรู้จะมีจำนวนน้อย แต่ลักษณะของคดีบ่งชี้ว่าพวกเขา “ทำกันเป็นขบวนการ” และจำนวนผู้ได้รับผลประโยชน์มีมากกว่าจำนวนคดีอย่างมาก กล่าวคือ ในคดีหนึ่งอาจมีเด็กหลายราย มีผู้ว่าจ้างชาวต่างชาติ นายหน้าหาลูกค้าในต่างประเทศและนายหน้าดำเนินการในไทย หาครอบครัวคนไทย ชายหญิงไทยผู้รับจ้างเป็นบิดาหรือมารดา ผู้จัดหาเอกสาร ผู้ประสานงาน บุคลากรของสถานพยาบาล รวมถึงกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่พร้อมร่วมทุจริต
ดังนั้น ปัญหานี้จึงเป็น "ความเสี่ยงเชิงระบบ" มากกว่าจะเป็นปัญหาที่วัดจากจำนวนคดี กล่าวคือ เมื่อปล่อยให้มีการสร้างเอกสารหรือความสัมพันธ์ทางกฎหมายอันเป็นเท็จได้ ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบทะเบียนราษฎร ระบบสัญชาติไทย ความมั่นคงของประเทศ และอาจเชื่อมโยงกับการใช้นอมินี การฟอกเงิน หรืออาชญากรรมข้ามชาติต่อไป
ข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อป้องกันปัญหาลุกลามรัฐจำเป็นต้องเร่งลงมือหลายด้านพร้อมกัน เช่น
1. ตรวจสอบการรับรองบุตรย้อนหลังในกรณีพบความเสี่ยง
2. เชื่อมโยงฐานข้อมูลโรงพยาบาล ทะเบียนราษฎร และตรวจคนเข้าเมือง
3. ใช้การตรวจ DNA ในกรณีมีเหตุอันควรสงสัย โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมาย
4. เพิ่มบทลงโทษต่อเครือข่ายนายหน้า
5. ยกระดับการตรวจสอบพฤติกรรมเจ้าหน้าที่รัฐ
6. จัดตั้งระบบวิเคราะห์ความเสี่ยงของการแจ้งเกิดและการรับรองบุตร
7. สนับสนุนเครือข่ายภาคประชาชนเพื่อเฝ้าระวังและชี้เบาะแส
บทสรุป
ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าคอร์รัปชันการซื้อขายสัญชาติไทยและสถานะทางทะเบียน มีจำนวนและมูลค่ามากเพียงใด แต่จากคดีที่รัฐตรวจจับเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 2 – 3 ปีนี้ พบว่ามีรูปแบบที่เปลี่ยนไปและผู้กระทำผิดขยายตัวใหญ่ขึ้นจากระดับ "รายบุคคล" เป็น “เครือข่ายองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ"
แน่นอนว่าจากนี้รัฐไปต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้นและเพิกถอนสัญชาติคนผิด ต้องมีการกวาดล้างขบวนการพ่อทิพย์ – แจ้งเกิดเท็จ แต่ที่สำคัญกว่าคือ การกวาดล้างข้าราชการที่คอร์รัปชันควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบราชการที่เชื่อมโยงกับระบบทะเบียนราษฎร์ให้เข้มแข็ง





