“เมืองศรีมโหสถเจริญรุ่งเรือง ภายในเมืองเต็มไปด้วยปราสาทราชวังและศาสนสถานอันงดงาม มีคูเมืองโอบล้อมเพื่อป้องกันข้าศึกและเก็บกักน้ำไว้ใช้ ผู้คนดำรงชีวิตอย่างร่มเย็นเป็นสุข เรือสำเภาจากแดนไกลเดินทางเข้ามาค้าขายอยู่เป็นนิตย์...”
เมื่อได้อ่านข้อความข้างต้น ผมรู้สึกราวกับกำลังยืนอยู่บนกำแพงเมืองโบราณ มองเห็นผู้คน
เดินขวักไขว่ในตลาด เห็นเรือสินค้าลอยลำอยู่ริมฝั่งทะเลด้านตะวันออก และได้ยินเสียงชีวิตของผู้คนเมื่อกว่าพันปีก่อนดังแว่วมาตามสายลม ข้อความนี้มาจาก ชุดนิทานตำนานพื้นบ้านศรีมโหสถ เรื่องเล่าที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นของชาวอำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เมืองโบราณที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองปราจีนบุรีราว 20 กิโลเมตร และเคยรุ่งเรืองมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 11
ก่อนหน้านี้ ผมรู้จักปราจีนบุรีเพียงในฐานะเมืองทางผ่าน แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวของศรีมโหสถ จึงได้รู้ว่าพื้นที่แห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าที่คิด ทั้งเป็นเส้นทางที่พระเจ้าตากใช้เคลื่อนทัพออกจากกรุงศรีอยุธยาหลังเสียกรุง และยังเป็นที่ตั้งของ “ดงศรีมหาโพธิ์” ซึ่งรัชกาลที่ 5 เคยเสด็จประพาสต้นพระศรีมหาโพธิ์อันยิ่งใหญ่ที่เชื่อกันว่าเป็นหน่อพันธุ์จากพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
แต่สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เมืองโบราณแห่งนี้ คือผู้หญิงคนหนึ่งที่พยายามรักษาความทรงจำของ
บ้านเกิดเอาไว้ผ่านนิทาน เธอคือ คุณนิสา ป้อมภู่ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันอย่างคุ้นเคยว่า “ครูนิสา”
ครูนิสาเกิดและเติบโตในอำเภอศรีมโหสถ ได้ฟังเรื่องเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่ คุณยายและคุณแม่
มาตั้งแต่เด็ก พร้อมกับวิ่งเล่นอยู่ท่ามกลางร่องรอยของเมืองโบราณที่ยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป
ไม่ว่าจะเป็นสระน้ำโบราณ คันดินล้อมเมือง ต้นโพธิ์ใหญ่กลางทุ่ง หรือโบราณวัตถุที่ยังถูกค้นพบ
อยู่เป็นระยะ
แม้ครอบครัวจะไม่ได้มีฐานะดีนัก พ่อซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านเสียชีวิตตั้งแต่ลูก ๆ ยังเล็ก แม่ต้องทำไร่
ทำสวนเลี้ยงดูลูกทั้งสี่คน แต่สิ่งหนึ่งที่แม่มอบให้ลูก ๆ คือ ความรักในการอ่าน บ้านหลังนั้นเต็มไปด้วยหนังสือ ตั้งแต่ชัยพฤกษ์การ์ตูน การ์ตูนต่าง ๆ เรื่องสั้น สารคดี นิยายของโสภาค สุวรรณ ไปจนถึง
เรื่องสนุกของสามเกลอจากปลายปากกาของ ป. อินทรปาลิต หนังสือเหล่านี้กลายเป็นเพื่อนและเป็น
แรงบันดาลใจให้เด็กหญิงคนหนึ่งใฝ่ฝันอยากเป็นครู
ครูนิสาจึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนต่อ ก่อนจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) บางแสน และเริ่มต้นชีวิตครูในโรงเรียนเอกชนหลายแห่งนานกว่า 10 ปี ชีวิตครูในเมืองหลวง
ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยเฉพาะในช่วงที่สอนอยู่โรงเรียนสารสาสน์ศึกษา เธอต้องตื่นตีห้าออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด สอนหนังสือตลอดทั้งวัน และรับสอนพิเศษต่อในช่วงเย็น กว่าจะกลับถึงบ้านก็เกือบสี่ทุ่ม
ทำเช่นนี้อยู่ 4 ปีครึ่ง กระทั่งวันหนึ่งหัวใจเริ่มเรียกร้องให้กลับบ้าน
เธอสอบบรรจุเป็นข้าราชการครูได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2534 และย้ายกลับมาสอนใกล้บ้านเกิด ก่อนจะมาประจำที่โรงเรียนสระมะเขือ โรงเรียนขนาดเล็กในอำเภอศรีมโหสถ ซึ่งมีนักเรียนประมาณ 50 คน ที่นี่ครูนิสาต้องสอนแทบทุกวิชาให้เด็ก ป.5 และ ป.6 แต่มีวิชาหนึ่งที่เธอรักเป็นพิเศษ นั่นคือ “ภาษาไทย” และวิชาภาษาไทยนี่เองที่นำไปสู่ผลงานสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในชีวิต
ในหลักสูตรมีเนื้อหาเกี่ยวกับนิทานพื้นบ้าน แต่ครูนิสากลับพบว่า ไม่มีนิทานพื้นบ้านเรื่องใด
ที่เล่าเรื่องของศรีมโหสถ บ้านเกิดของเด็ก ๆ เลย วันหนึ่ง คุณสมจิต ธนานิธิโชติ ศึกษานิเทศก์จังหวัด ซึ่งเป็นญาติสนิทได้แนะนำว่า “ในเมื่อมีเรื่องเล่าอยู่แล้ว ทำไมไม่เขียนขึ้นมาเองล่ะ” คำแนะนำสั้น ๆ นั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจที่ยิ่งใหญ่
ครูนิสาใช้เวลารวบรวมเรื่องเล่าที่ได้ฟังมาตั้งแต่วัยเด็ก ค้นคว้า เรียบเรียง และเขียนออกมาเป็นนิทานพื้นบ้านจำนวน 7 เรื่อง ใช้เวลานานถึง 6 เดือน มีทั้งเรื่อง ความรุ่งเรืองของนครศรีมโหสถในสมัยพระมโหสถกับนางอมรเทวี เรื่อง ลานละครลึกลับที่มีเสียงดนตรีดังขึ้นในยามค่ำคืน เรื่อง ถ้ำสมบัติที่
ไม่มีใครกล้าเข้าไปแตะต้อง เรื่อง ต้นพระศรีมหาโพธิ์อันศักดิ์สิทธิ์ เรื่อง เด็กพิการสองเพื่อนรักที่ได้รับปาฏิหาริย์หลังช่วยเหลือลูกนก รวมถึง เรื่อง ประเพณีกำฟ้าและประเพณีบั้งไฟขอฝนที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน
เมื่อเขียนเสร็จในปี พ.ศ. 2550 ครูนิสาไม่ได้เริ่มต้นด้วยสำนักพิมพ์ใหญ่ เธอเพียงพิมพ์ต้นฉบับจากเครื่องพิมพ์ที่บ้าน แล้วนำมาให้นักเรียนอ่านในห้องเรียน จากนั้นให้เด็ก ๆ วาดภาพตามจินตนาการของตนเอง
นิทานที่เริ่มต้นจากห้องเรียนเล็ก ๆ ค่อย ๆ เติบโตขึ้น ในเวลาต่อมาเธอตัดสินใจจ้าง
นักวาดภาพประกอบ และจัดพิมพ์เป็นหนังสืออย่างเป็นทางการ เพื่อแจกจ่ายให้โรงเรียนต่าง ๆ
ในอำเภอ

ถ่ายรูปกับคุณแม่ พี่น้อง และญาติ (ครูนิสาคือ คนที่ใส่แว่นตา)

ชุดนิทานตำนานพื้นบ้านศรีมโหสถ

มาเยี่ยมครูนิสาถึงบ้าน
ผลงานชุดนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จนครูนิสาได้รับรางวัลบุคคลดีเด่นสาขาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ จากสมาคมห้องสมุดแห่งประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2553
ที่น่าภาคภูมิใจยิ่งกว่านั้นคือ สุจิตต์ วงษ์เทศ นักเขียนและกวีชื่อดัง ซึ่งเป็นชาวศรีมโหสถเช่นกัน
ได้เขียนชื่นชมผลงานชุดนี้ไว้ในหนังสือพิมพ์มติชน โดยกล่าวว่า เป็นงานที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์และความเพียรอย่างยิ่ง
เมื่อผมได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดนี้ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า เมืองโบราณจำนวนมากอาจเหลือเพียง
ซากอิฐ ซากหิน หรือร่องรอยทางโบราณคดีให้ศึกษา แต่สิ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์มีชีวิตอยู่ต่อได้จริง ๆ กลับเป็น “เรื่องเล่า” และเรื่องเล่าเหล่านั้นจะไม่เดินทางข้ามกาลเวลาได้เลยหากไม่มีใครสักคน
ลุกขึ้นมาบันทึกเอาไว้
ครูนิสาอาจไม่ได้สร้างปราสาทหิน ไม่ได้ขุดพบโบราณสถาน และไม่ได้เป็นนักประวัติศาสตร์อาชีพ แต่เธอใช้ปลายปากกาของครูคนหนึ่ง รักษาความทรงจำของบ้านเกิดเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง ดังที่ครูนิสากล่าวไว้ด้วยความภาคภูมิใจว่า “อยากให้เด็ก ๆ รักการอ่าน ซึมซับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และรักบ้านเกิดของตัวเองมากขึ้น” ตลอดชีวิตครูกว่า 40 ปี นั่นอาจเป็นผลงานที่มีคุณค่ามากกว่ารางวัลใด ๆ เพราะนิทานทั้ง 7 เล่ม ไม่เพียงแค่เล่าเรื่องเมืองศรีมโหสถ แต่กำลังเล่าให้คนรุ่นหลังรู้ว่า บ้านเกิดของพวกเขามีรากเหง้า มีความทรงจำ และมีเรื่องราวที่ควรค่าแก่การส่งต่อให้ลูกหลานไม่รู้จบ

บางครั้งการอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการใหญ่โต แต่อาจเริ่มจากครูคนหนึ่งที่หยิบเรื่องเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ขึ้นมาเขียนเป็นนิทาน เพราะเมื่อเรื่องราวถูกบันทึกไว้ ความทรงจำของชุมชนไม่สูญหายไปตามกาลเวลา และนั่นอาจเป็นมรดกที่ล้ำค่าที่สุดที่คนรุ่นหนึ่งมอบให้คนอีกรุ่นหนึ่งได้




