News Logo
หน้าแรก
ค่าเสียเวลาที่ไม่มีใครจ่ายคืน

ค่าเสียเวลาที่ไม่มีใครจ่ายคืน

30 ส.ค. 2569 14:46
ผู้ชม 6 คน

ว่าด้วยข่าวที่ไม่ได้โกหก แต่ทำให้เราเข้าใจผิด และต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายแทนผู้เผยแพร่

เมื่อคืนก่อน มีคนส่งบทความหนึ่งมาให้อ่าน

เป็นเรื่องเล่าที่สนุกมาก มีตัวละคร มีปม มีจังหวะ มีประโยคปิดที่ทำให้อยากกดแชร์ อ่านจบแล้วรู้สึกว่าได้รู้อะไรบางอย่างที่คนอื่นยังไม่รู้ ซึ่งเป็นความรู้สึกที่มนุษย์ชอบมากที่สุดอย่างหนึ่ง

แล้วก็เกิดความรู้สึกอีกอย่างตามมา

เอ๊ะ

ความเอ๊ะนั้นทำให้ต้องเปิดหาต้นทาง ตรวจปีที่เกิดเหตุ ตรวจชื่อคน ตรวจว่ารางวัลที่ถูกเล่าว่าเป็นรางวัลสูงสุดนั้นเป็นรางวัลอะไรกันแน่ ใช้เวลาไปประมาณสี่สิบนาที และพบว่าโครงเรื่องทั้งหมดที่ถูกวางไว้อย่างสวยงามนั้น ยืนอยู่บนเหตุการณ์ที่เรียงลำดับเวลาผิด

สี่สิบนาทีนั้นไม่มีใครจ่ายคืนให้

และถ้าบทความชิ้นนั้นมีคนอ่านสองหมื่นคน โดยมีคนเอ๊ะสักหนึ่งพันคน เวลาที่หายไปจากสังคมคือหลายร้อยชั่วโมง เพื่อตรวจสอบสิ่งที่คนเขียนคนเดียวควรใช้เวลาสามสิบนาทีตรวจตั้งแต่แรก

ยกตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นสองเรื่อง

เรื่องแรกเป็นข่าวการแพทย์ ญี่ปุ่นอนุมัติยาชื่อ bepirovirsen สำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ข้อมูลจริงจากการศึกษาระยะที่สามคือผู้ป่วยประมาณ 19 เปอร์เซ็นต์ในกลุ่มที่คัดเลือกมาแล้วเกิดภาวะ functional cure หรือภาวะหายในเชิงการทำงาน ซึ่งในการศึกษานี้หมายถึงการสูญเสีย HBsAg ร่วมกับระดับ HBV DNA ที่ต่ำกว่าเกณฑ์ตรวจวัดเชิงปริมาณ และคงภาวะดังกล่าวไว้อย่างน้อย 24 สัปดาห์หลังหยุดการรักษาทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่าเชื้อและแหล่งกักเก็บไวรัสในเซลล์ตับถูกกำจัดออกไปจนหมด และเงื่อนไขสำคัญคือผู้ป่วยต้องเคยได้รับยาต้านไวรัสมาก่อนอย่างน้อยหกเดือน และต้องมีค่าตัวชี้วัดอยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด

พาดหัวที่วิ่งอยู่ในไทยคือ ญี่ปุ่นอนุมัติยาตัวแรกของโลก รักษาไวรัสตับอักเสบบีให้หายขาด

คำที่หายไปคือคำว่า functional คำเดียว

คำเดียวนั้นเปลี่ยนความหมายจากการรักษาที่ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนเกิด functional cure ไปเป็นความเข้าใจว่าขณะนี้มีวิธีรักษาไวรัสตับอักเสบบีให้หายขาดแล้ว และคนไข้ที่อ่านเจอก็จะเดินเข้ามาถามในห้องตรวจ ด้วยความหวังที่ไม่ตรงกับสิ่งที่มีอยู่จริง

เรื่องที่สองเป็นบทความธุรกิจ เล่าว่าเด็กหนุ่มจีนคนหนึ่งเรียนวิชาทำนาฬิกาด้วยตัวเองจากอินเทอร์เน็ต ไม่มีครู ไม่มีใครสอน แล้วขึ้นไปคว้ารางวัลสูงสุดบนเวทีระดับโลกที่เจนีวา ทุบกำแพงสวิสจนแหลกละเอียด

ของจริงคือแบรนด์นั้นมีผู้ก่อตั้งสองคน คนหนึ่งเรียนศิลปะและการออกแบบที่อิตาลี อีกคนเคยทำงานในสวิตเซอร์แลนด์มาหลายปี ทีมงานมีช่างที่ฝึกมาในสายสวิส รางวัลที่ได้คือรางวัลพิเศษด้านความกล้าในการออกแบบ ส่วนรางวัลสูงสุดของงานนั้นตกเป็นของ Breguet และรางวัลอีกเกือบยี่สิบหมวดในปีนั้นยังเป็นของยุโรปแทบทั้งหมด

เรื่องจริงยังน่าสนใจอยู่ดี แบรนด์เกิดใหม่จากจีนที่ได้รางวัลบนเวทีนี้เป็นเรื่องใหญ่จริง

แต่เรื่องจริงไม่ได้ให้ความรู้สึกว่ากำแพงถูกทุบ

จึงต้องทุบ

สังเกตอะไรบางอย่างจากสองเรื่องนี้ไหม

การบิดเบือนสมัยนี้แทบไม่ใช่การโกหกตรง ๆ แล้ว การโกหกตรง ๆ นั้นเสี่ยง ตรวจง่าย โดนจับได้ง่าย สิ่งที่ทำกันจริงคือการเรียงลำดับเหตุการณ์ใหม่ การตัดบริบททิ้ง การตัดคำคุณศัพท์ออกหนึ่งคำ การเลือกใช้ตัวเลขที่ถูกต้องแต่ไม่บอกตัวหาร

หลายประโยคยังอ้างได้ว่าไม่ผิด

แต่ภาพรวมที่คนอ่านได้รับกลับผิดทั้งภาพ

ถึงตรงนี้ข้อสรุปที่ง่ายที่สุดคือ ปัญหาเกิดจากคนไม่กี่คนที่หิวแสง

เป็นข้อสรุปที่สบายใจ แก้ง่าย และผิด

ลองนับดูว่าสำนักข่าวหนึ่งแห่งวันนี้มีกี่ประตู เว็บไซต์หลัก เพจเฟซบุ๊กแยกตามหมวด ช่องยูทูบสำหรับคลิปยาว ช่องยูทูบสำหรับคลิปสั้น ติ๊กต็อกอีกหลายบัญชี ไอจี เอ็กซ์ ไลน์ แต่ละช่องมีทีมของตัวเอง มีตัวชี้วัดของตัวเอง และมีเวลาส่งงานของตัวเอง

สมัยก่อนข่าวชิ้นหนึ่งต้องผ่านโต๊ะกลางก่อนออก โต๊ะนั้นทำหน้าที่เป็นด่านเดียวที่เห็นทุกอย่าง ทุกวันนี้เนื้อหาออกจากยี่สิบประตูพร้อมกัน โดยไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเห็นทั้งหมด

องค์กรยังรับผิดชอบในนามอยู่ แต่กลไกที่จะรับผิดชอบได้จริงถูกกระจายจนละลายไปแล้ว

เมื่อเกิดความผิดพลาด คำถามว่าใครควรรับผิดจึงตอบยากอย่างประหลาด คนตัดคลิปบอกว่าตัดตามสคริปต์ คนเขียนสคริปต์บอกว่าเขียนตามข่าวที่เว็บลงไปแล้ว คนทำเว็บบอกว่าแปลตามต้นทาง คำอธิบายของทุกฝ่ายอาจจริง และไม่มีใครผิดเต็มตัวสักคน

ยังมีอีกชั้นหนึ่งที่ลึกกว่านั้น คือตัวรูปแบบเอง

คลิปสามสิบวินาทีคือพื้นที่ที่คำว่า functional ถูกตัดทิ้งก่อน

ไม่ใช่เพราะคนทำไม่รู้ แต่เพราะโครงสร้างของสื่อชนิดนั้นบีบให้เงื่อนไขต้องหายไปก่อนเป็นอย่างแรก เงื่อนไขคือสิ่งที่ทำให้คนดูเลื่อนผ่าน ประโยคที่มีคำว่า ในผู้ป่วยบางกลุ่ม หรือ ในกลุ่มที่คัดเลือกแล้ว จะถูกตัดออกเกือบอัตโนมัติ

การบิดเบือนจึงเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีใครตั้งใจบิดเลยแม้แต่คนเดียว

เพจส่วนตัวที่มีผู้ติดตามหลักแสนเป็นอีกกรณีที่แปลก เพราะได้อำนาจแบบสื่อมาเต็มจำนวน คนอ่านเชื่อ คนอ่านแชร์ คนอ่านเอาไปตัดสินใจเรื่องสุขภาพ เรื่องเงิน เรื่องการเลือกตั้ง แต่ไม่ต้องแบกความรับผิดแบบสื่อเลยสักอย่าง ไม่มีองค์กรต้นสังกัดให้รับผิดชอบ ไม่มีระบบวิชาชีพให้ตรวจสอบ และความเสียหายจากความผิดพลาดมักไม่ย้อนกลับมาเป็นต้นทุนในสัดส่วนเดียวกับอิทธิพลที่เพจนั้นมี

โพสต์ผิดแล้วยอดดี คือกำไรล้วนโดยไม่มีต้นทุน

และเมื่อไม่มีต้นทุนของการผิด สิ่งที่หายไปไม่ใช่แค่การขอโทษ แต่คือแรงจูงใจที่จะตรวจสอบตั้งแต่แรก

มีอีกประเด็นที่อาจสวนความรู้สึกของหลายคน

ในบางกรณี ข่าวปลอมล้วน ๆ อาจสร้างความเสียหายน้อยกว่าข่าวจริงที่ถูกบิด

เพราะข่าวปลอมมีคนไล่จับ มีเครื่องมือตรวจ มีศูนย์ต่อต้าน มีคนคอยเตือนกันในกลุ่มไลน์ คนจำนวนมากตั้งการ์ดไว้แล้วโดยอัตโนมัติ แต่ข่าวที่ทุกประโยคจริง มาจากสำนักที่มีชื่อ มีลิงก์ต้นทางให้กด และมีเพียงคำคุณศัพท์หนึ่งคำหายไปนั้น ไม่มีใครไล่จับ ตรวจไม่ขึ้น ไม่เข้าข่ายอะไรเลย

แล้วมันก็เดินทางเข้าไปในความเชื่อของคนได้ลึกกว่าข่าวปลอมเสียอีก เพราะมันมาพร้อมกับความน่าเชื่อถือที่ของปลอมไม่มีวันซื้อได้

รวมกันแล้วเราจึงได้ระบบที่ผลิตความเข้าใจผิดออกมาได้ในปริมาณมหาศาล โดยที่ทุกคนในระบบสามารถชี้ไปที่คนอื่นได้หมด

และนี่คือจุดที่ต้องระวังที่สุด

เพราะคำอธิบายเรื่องโครงสร้างนั้นแปลงร่างเป็นข้อแก้ตัวได้ง่ายมาก ระบบบีบจริง แต่ระบบไม่ได้เป็นคนกดปุ่มเผยแพร่ คนกดคือคนที่นั่งอยู่หน้าจอ และในบรรดาแรงกดดันทั้งหมดที่คนคนนั้นแบกอยู่ ยังมีช่องว่างเล็ก ๆ อยู่ช่องหนึ่งที่เป็นของเขาจริง ๆ

ช่องว่างนั้นคือวินาทีที่รู้สึกว่าเรื่องมันอาจไม่แน่

การไม่รู้ไม่ใช่ความผิด ไม่มีใครคาดหวังให้คนทำคอนเทนต์อ่านงานวิจัยทางคลินิกออกทุกฉบับ หรือรู้ว่ารางวัลบนเวทีนาฬิกาเวทีหนึ่งแบ่งเป็นกี่หมวด สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้เฉพาะทาง และการเข้าถึงคนที่รู้ทุกวันนี้ง่ายกว่าสามสิบปีก่อนมาก บางครั้งคำตอบหนึ่งประโยคจากคนที่ทำงานในสาขานั้นก็เพียงพอ

ที่เป็นปัญหาคือการรู้ว่าเรื่องมันอาจไม่แน่ แล้วเลือกไม่ถาม เพราะกลัวว่าถามแล้วเรื่องจะไม่มัน

นั่นไม่ใช่ความไม่รู้แล้ว

นั่นคือการตัดสินใจ

ลองคิดถึงเศรษฐศาสตร์ของสิ่งที่เกิดขึ้นในวินาทีนั้น คนเขียนประหยัดเวลาตรวจสอบไปสามสิบนาที และยังได้ประโยชน์จากเรื่องเล่าที่น่าตื่นเต้นกว่าเดิม กำไรกระจุกอยู่ที่คนเดียว ส่วนต้นทุนถูกโยนออกไปกระจายให้คนอ่านหลายหมื่นคนแบกกันคนละนิด บางคนแบกเป็นเวลาที่เสียไปกับการมานั่งตรวจสอบ บางคนแบกเป็นความเข้าใจผิดที่ติดตัวไปอีกหลายปีโดยไม่รู้ตัวว่าผิด

และบางคนแบกเป็นการตัดสินใจเรื่องสุขภาพของตัวเอง

คนที่ได้ประโยชน์คือคนที่ไม่ต้องจ่าย คนที่จ่ายคือคนที่ไม่ได้เลือก

มีกับดักอีกอันที่คนทำงานเก่ง ๆ ตกกันเยอะ คือการเอายอดมาเป็นเครื่องยืนยันความถูกต้อง อัลกอริทึมไม่ได้ถูกออกแบบมาให้แยกความจริงออกจากความมัน มันวัดแค่ว่าคนหยุดนิ้วนานแค่ไหน เมื่อโพสต์ที่บิดเบือนได้ยอดสูงกว่าโพสต์ที่ถูกต้อง นั่นไม่ใช่การพิสูจน์ว่าคนเขียนถูก แต่คือการยืนยันว่าเครื่องมือวัดนั้นวัดคนละอย่างกับที่เราคิด

และในหลายวิชาชีพมีอาการคล้ายกัน เมื่ออยู่ในตำแหน่งเดิมนานพอ ประสบการณ์จะค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะจากต้นทุนทางความรู้ไปเป็นเกราะกันคำทักท้วง เคยทำมาสามสิบปี เคยเป็นบรรณาธิการ เคยรู้จักคนสำคัญ สิ่งเหล่านี้ทำให้คนคนหนึ่งทำงานได้ดีขึ้นจริง แต่ไม่ได้ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนตามตำแหน่งของเขา

เด็กที่เพิ่งเปิดเพจได้สามเดือนกับบรรณาธิการอาวุโส อยู่ภายใต้กฎข้อเดียวกันข้อนี้เสมอ

ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ทำได้ยากกว่าที่เห็น และคนที่เขียนบทความนี้ก็ไม่ได้บริสุทธิ์

เคยกดแชร์เรื่องที่อ่านแล้วรู้สึกว่าใช่เลยโดยไม่ได้ตรวจ เคยเขียนประโยคที่รู้ทั้งรู้ว่าถ้าใส่เงื่อนไขเข้าไปจะอ่านสะดุด แล้วเลือกไม่ใส่ เคยตั้งชื่อเรื่องให้แรงกว่าเนื้อหาเพราะอยากให้คนอ่าน

ความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่ใครไม่เคยพลาด แต่อยู่ที่ว่าเมื่อรู้ตัวแล้วทำอะไรต่อ

แก้ ขอโทษ แล้วจำไว้ กับ อธิบายว่าทำไมตัวเองยังถูกอยู่ดี

สองทางนี้พาไปคนละที่กันในระยะยาว

สิ่งที่อยากฝากไว้จริง ๆ มีอยู่ข้อเดียว

ความน่าเชื่อถือเป็นทรัพย์สินชนิดเดียวในงานนี้ที่อัลกอริทึมสร้างให้ไม่ได้ มันสะสมช้ามาก ทีละชิ้น ทีละครั้งที่คนอ่านไปตรวจแล้วพบว่าตรง และมันหมดเร็วมาก บางทีหมดในโพสต์เดียว

คนอ่านอาจให้อภัยความผิดพลาด เพราะทุกคนรู้ว่ามนุษย์ผิดพลาดได้

แต่คนอ่านจะไม่ให้อภัยความรู้สึกว่าตัวเองถูกใช้

และเมื่อถึงจุดที่คนอ่านต้องเปิดหาต้นทางทุกครั้งก่อนจะเชื่ออะไรที่คุณเขียน

คุณก็ไม่ได้เป็นสื่ออีกต่อไปแล้ว

คุณเป็นแค่หัวข้อให้เขาไปค้นเอง

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

100 ปีที่ยังไม่เกษียณจากความสุข
100 ปีที่ยังไม่เกษียณจากความสุข