News Logo
หน้าแรก
100 ปีที่ยังไม่เกษียณจากความสุข

100 ปีที่ยังไม่เกษียณจากความสุข

30 ส.ค. 2569 14:36
ผู้ชม 15 คน

“วันเสาร์นี้ขอเรียนเชิญมาฉลองวันเกิดย่านะคะ อายุครบ 100 ขวบแล้ว และไม่ต้องนำอะไรติดไม้ติดมือมานะคะ” เสียงตามสายทำให้ผมต้องตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งว่าใครโทรมา เพราะญาติ ๆ ที่อายุครบ 100 ปี นั้น สำหรับผมไม่มีเหลือแล้ว ก่อนที่เสียงปลายสายจะเฉลยว่า “นี่ย่าอุไรเอง ที่คุณเคยมาสัมภาษณ์ที่บ้านฉันไง”

ผมจึงนึกออกทันทีว่าเป็น คุณย่าอุไร เสนะวัต คุณแม่ของพี่นพพร ประโมจนีย์ อดีตผู้ช่วยผู้ว่าการสายออกบัตรธนาคาร ซึ่งผมเคยไปสัมภาษณ์ถึงบ้านในซอยลาดพร้าว 42 เมื่อวันเสาร์ที่ 23 เมษายน
ปี พ.ศ. 25611/

วันนั้น คุณย่าอุไรแต่งชุดผ้าไหมไทยนั่งรอผมอยู่ในบ้าน ใบหน้าอิ่มเอิบ ท่าทางกระฉับกระเฉง แข็งแรงจนแทบไม่เชื่อว่าอายุล่วงเลยเลข 9 มาแล้ว ที่น่ารักคือ ท่านยังจัดแจงนำขนมมาให้ผมกิน
ก่อนเริ่มพูดคุย ผมจึงได้รู้ว่าการทำขนมเค้กเป็นงานอดิเรกของท่านมาตั้งแต่สมัยทำงานที่แบงก์ชาติ และมักทำมาเลี้ยงเพื่อน ๆ อยู่เสมอ


วันสัมภาษณ์คุณย่าอุไร พร้อมพี่นพพร ประโมจนีย์ ลูกชาย


ลายมือคุณย่าอุไรตอบคำถามที่ส่งไปล่วงหน้า


         แต่สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจยิ่งกว่าขนมคือ กระดาษสองแผ่นที่คุณย่าอุไรยื่นให้ ท่านบอกว่า
ใช้เวลาถึงสองวันในการเขียนตอบคำถามที่ผมส่งไปล่วงหน้า ผมอ่านแล้วถึงกับอึ้ง เพราะท่านสามารถจดจำเรื่องราวในอดีตได้อย่างละเอียด ทั้งที่เวลาผ่านไปหลายสิบปี จนสุดท้ายคำถามที่เตรียมไว้
แทบไม่ได้ใช้ กลายเป็นการนั่งพูดคุยกันยาวกว่า 2 ชั่วโมง

         เช้าวันนั้น จึงไม่ใช่เพียงการสัมภาษณ์ แต่เป็นการได้ย้อนกลับไปฟังประวัติศาสตร์ของแบงก์ชาติ ผ่านความทรงจำของคนที่เริ่มทำงานที่นี่เมื่อ 68 ปีก่อน

คุณย่าอุไรเกิดวันที่ 22 สิงหาคม ปี พ.ศ. 2469 เป็นบุตรของ ร.อ.หลวงสิทธิแพทย์ไพศาล และนางละม้าย เสนะวัต บิดาเป็นนายแพทย์ทหาร มีพี่น้องรวม 8 คน ในยุคนั้น ครอบครัวไม่ได้คาดหวังให้ลูกสาวเรียนต่อถึงระดับอุดมศึกษา แต่ด้วยความใฝ่รู้ คุณย่าอุไรจึงตัดสินใจสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา หลังจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนสวนสุนันทา ก่อนข้ามฟากไปเรียนต่อคณะบัญชีและพาณิชยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่เรียนได้เพียงปีเดียวจำต้องหยุดเรียน เพราะเกิดสงครามมหาเอเชียบูรพา เมื่อสงครามสงบในปี พ.ศ. 2488 จึงกลับมาเรียนต่อจนสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2491

หลังเรียนจบ ท่านเข้ารับราชการที่กระทรวงศึกษาธิการในตำแหน่งสมุห์บัญชี เงินเดือน 447 บาท งานส่วนใหญ่คือ บันทึกรายรับรายจ่าย ซึ่งท่านเรียกติดตลกว่า “บัญชียายแก่” เพราะเป็นงานที่ค่อนข้างจำเจ

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นปลายปี พ.ศ. 2492 เมื่อท่านกลับไปเยี่ยมอาจารย์ที่จุฬาฯ และได้พบอาจารย์คุณหญิงสุภาพ ยศสุนทร ซึ่งขณะนั้นเป็นหัวหน้าหน่วยการเงินของแบงก์ชาติ และชักชวนให้มาสอบเข้าทำงาน ผู้สมัครมีมากกว่า 300 คน แต่สอบผ่านเพียง 11 คน หนึ่งในนั้นคือคุณย่าอุไร

วันที่ 16 พฤษภาคม ปี พ.ศ. 2493 ท่านจึงก้าวเข้าสู่แบงก์ชาติเป็นวันแรก ในตำแหน่งรองเวร ส่วนการค้นคว้า ฝ่ายบัญชาการ ได้รับเงินเดือน 1,050 บาท ถือเป็นพนักงานรุ่นแรกที่ต้องสอบแข่งขัน

สิ่งที่คุณย่าอุไรจำได้ดีคือ วันแรกที่เข้าทำงานท่านยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสถานที่ทำงานอยู่ที่ไหนเพราะตอนสอบไปสอบที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนเมื่อมาถึงวังบางขุนพรหมจึงรู้ว่า ที่ทำงานของตนเองคือ พระตำหนักเก่าแก่ที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่

ห้องทำงานอยู่ชั้นหนึ่งของพระตำหนัก มีอาคารไม้ด้านหลังเพิ่มเติม ห้องทำงานใหญ่ เพดานสูง มีเพียงพัดลม แต่กลับไม่รู้สึกร้อน เพราะมีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา โดยเฉพาะต้นแก้วเก่าแก่ริมระเบียงและต้นตะลิงปลิงบริเวณบันไดหลัง

พนักงานในยุคนั้นแต่งตัวเรียบร้อย ผู้ชายสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว ส่วนผู้หญิงสวมเสื้อขาวกับกระโปรงยาว และที่สำคัญพนักงานมีไม่มากทุกคนจึงแทบจะรู้จักกันหมด

การทำงานแตกต่างจากวันนี้อย่างสิ้นเชิง การเก็บสถิติต่าง ๆ ต้องเขียนด้วยมือ ลงสมุด และใช้ “ลูกคิด” คำนวณ จะหาค่าดุลการค้าถูกหรือผิด จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับสูตรในคอมพิวเตอร์หรือ AI แต่ขึ้นอยู่กับฝีมือของคนใช้ลูกคิดล้วน ๆ

คุณย่าอุไรยังเล่าถึงวัฒนธรรมการทำงานในสมัยนั้นว่า รุ่นพี่จะสอนงานรุ่นน้องอย่างใกล้ชิด หัวหน้าเอาใจใส่และถ่ายทอดความรู้ให้ทุกขั้นตอน ทำให้แม้จะจบบัญชี แต่ท่านได้เรียนรู้เศรษฐศาสตร์และงานด้านอื่น ๆ จนกลายเป็นคนที่ “รู้กว้าง” มากขึ้น


         ตลอด 36 ปีที่ทำงาน คุณย่าอุไรได้ผ่านงานมาหลายด้าน ตั้งแต่หน่วยสถิติ ส่วนค้นคว้า
หน่วยการคลัง ส่วนปริวรรต จนถึงงานตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ งานหนึ่งที่ท่านภาคภูมิใจเป็นพิเศษเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2508 เมื่อรัฐบาลตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยมีผู้ว่าการป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นกรรมการ คุณย่าอุไรได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในทีมตรวจสอบ 4 คน และต้องไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลนานกว่าหนึ่งปี จนงานเสร็จสิ้น

เมื่อกลับมาที่แบงก์ชาติ ผู้ใหญ่เห็นแววด้านการตรวจสอบจึงให้มาทำงานตรวจสอบธนาคารพาณิชย์ ท่านเล่าด้วยรอยยิ้มว่า “ต้องตระเวนออกไปตรวจตามสาขาธนาคารพาณิชย์ ไปแบบไม่ได้บอกล่วงหน้า ไปนับเงินสดว่าครบหรือไม่ ตรวจบัญชีรายรับรายจ่าย ทำให้ผู้จัดการกับพนักงานสาขาเกร็งกันไปตาม ๆ กัน”

จากนั้นท่านได้เป็นหัวหน้าหน่วย ฝ่ายตรวจสอบกิจการภายใน ก่อนย้ายไปทำงานด้านเงินฝากที่สำนักงานสุรวงศ์ และเกษียณเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ปี พ.ศ. 2529 รวมเวลาทำงานที่แบงก์ชาติ 36 ปีเต็ม

เมื่อถามถึงความทรงจำจากการทำงาน คุณย่าอุไรไม่ได้พูดถึงตำแหน่งหรือความก้าวหน้า
เป็นเรื่องแรก แต่พูดถึง “การเรียนรู้” “การทำงานหลายหน่วยงาน ทำให้ได้ศึกษางานใหม่ ๆ ไม่จำเจ
ได้ศึกษาหาความรู้ และสนุกในการทำงาน” และสิ่งที่ท่านภาคภูมิใจที่สุดคือ การได้ทำงานในสถาบันที่
ให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์สุจริต การรักษาความลับ และหลักการของการเป็นธนาคารกลางที่
มีความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน

วันงานครบรอบวันเกิดปีที่ 100 ของคุณย่าอุไรเต็มไปด้วยญาติสนิท มิตรสหาย ที่มาร่วมอวยพรจนสถานที่ดูคับแคบไปถนัดตา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกชัดเจนกว่าความคึกคักของงานคือ ภาพของเจ้าของวันเกิด คุณย่าอุไรยังแข็งแรงทั้งกายและใจ ความจำยังแม่นยำ ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยยิ้ม และดูราวกับคนที่
เพิ่งเกษียณได้ไม่นาน

ผมอดคิดไม่ได้ว่า อายุ 100 ปี อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ “การมีชีวิตยืนยาว” แต่เป็นเรื่องของ การใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ คุณย่าอุไรเป็นคนใฝ่เรียนรู้ ทำงานอย่างมีความสุข ปรับตัวอยู่เสมอ คิดบวก และใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ที่สำคัญคือ ยังสนุกกับสิ่งรอบตัวและทำให้คนที่อยู่ใกล้มีความสุขไปด้วย

บางทีนี่อาจเป็นเคล็ดลับของการมีอายุยืนที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพียงการอยู่ให้ถึง 100 ปี แต่คือ
เมื่อถึง 100 ปีแล้วยังอยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้

คุณย่าอุไร เสนะวัต ในวัย 100 ปี

ของขวัญที่ระลึกงานครบรอบวันเกิด 100 ปี

         สุขสันต์วันเกิดครบ 100 ปีครับคุณย่าอุไร และขอบคุณสำหรับเรื่องราว 36 ปีของแบงก์ชาติ
ที่ทำให้คนรุ่นหลังอย่างผมได้เห็นว่า “องค์กร” ไม่ได้มีเพียงอาคาร ตำแหน่ง หรือกฎระเบียบ หากยังประกอบขึ้นจากผู้คนที่ทุ่มเททำงาน และฝากคุณค่าบางอย่างไว้ให้คนรุ่นต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ค่าเสียเวลาที่ไม่มีใครจ่ายคืน
ค่าเสียเวลาที่ไม่มีใครจ่ายคืน