ประเทศที่คนเริ่มแย่งกันเป็นเจ้าของ ความเหลื่อมล้ำ ชนชั้นนำล้นเกิน และการแตกเป็นก๊ก
ปี 133 ก่อนคริสตกาล ทิเบริอุส กรัคคุส นักการเมืองหนุ่มแห่งสาธารณรัฐโรมัน เสนอให้ดึงที่ดินสาธารณะที่ขุนนางยึดครองเกินสิทธิ์กลับมาแบ่งให้พลเมืองยากจน เขาไม่ได้เรียกร้องให้ยึดทรัพย์คนรวย ไม่ได้ล้มวุฒิสภา ไม่ได้แตะระบอบการปกครอง เขาเพียงถามว่า ที่ดินที่ได้มาด้วยเลือดของคนทั้งประเทศ ทำไมจึงตกอยู่กับคนไม่กี่ตระกูล
คำตอบมาในรูปของไม้และขาเก้าอี้ ขุนนางกลุ่มหนึ่งบุกเข้าทำร้ายเขากลางกรุงโรม ทิเบริอุสถูกตีจนตาย ผู้สนับสนุนของเขาถูกไล่ฆ่าและโยนศพลงแม่น้ำไทเบอร์ ชาวโรมันฆ่าศัตรูมานับไม่ถ้วน แต่วันนั้นเป็นวันแรกที่พวกเขาฆ่ากันเองเพราะการเมือง
เลือดหยดแรกแพงเสมอ หยดต่อ ๆ ไปถูกลงเรื่อย ๆ
โรมในเวลานั้นไม่ได้ยากจน ตรงกันข้าม มันรวยกว่าที่เคย กองทัพขนทองคำ ที่ดิน และทาสกลับมาจากสงครามรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่ความมั่งคั่งนั้นไม่ไหลลงข้างล่าง ชาวนาตัวเล็ก ๆ ที่เคยเป็นทั้งคนปลูกข้าว คนเสียภาษี และกำลังหลักของกองทัพ ค่อย ๆ เสียที่ทำกินให้ไร่ขนาดใหญ่ที่ใช้แรงงานทาส บางคนกลับจากสงครามมาพบว่าบ้านเป็นหนี้ สุดท้ายพวกเขาไหลเข้ากรุงโรม มีสิทธิ์ออกเสียง แต่ไม่มีที่ดิน ไม่มีงาน และไม่มีอนาคต
ความเหลื่อมล้ำอย่างเดียวไม่ทำให้รัฐล่ม หลายสังคมอยู่กับช่องว่างมหาศาลมาได้เป็นร้อยปี อันตรายเริ่มในวันที่ช่องว่างนั้นปิดทางขึ้น คนข้างล่างเลิกเชื่อว่าทำงานหนักแล้วชีวิตจะขยับ คนข้างบนเชื่อว่าทรัพย์สิน อำนาจ และเกียรติยศเป็นของตนโดยธรรมชาติ เมื่อฝ่ายหนึ่งหมดหวังและอีกฝ่ายไม่ยอมเสียอะไรเลย ก็ไม่เหลือที่ว่างให้ประนีประนอม
แรงกดดันอีกด้านมาจากข้างบน ทุกสังคมผลิตคนที่เชื่อว่าตัวเองควรมีอำนาจ ครอบครัวมั่งคั่งส่งลูกหลานเข้าการเมือง กองทัพ และราชการ คนมีการศึกษามากขึ้น คนมีทุนมากขึ้น คนที่คิดว่าตัวเองคู่ควรกับตำแหน่งใหญ่ก็มากขึ้นตาม แต่เก้าอี้ไม่ได้เพิ่มตาม แม่ทัพใหญ่มีได้ไม่กี่คน ที่นั่งในวุฒิสภามีจำกัด และผู้ปกครองสูงสุดมีได้คนเดียว
นักวิชาการบางสำนักเรียกภาวะนี้ว่า ชนชั้นนำล้นเกิน ประเทศมีคนเก่งล้นมือ แต่มีสนามให้เขาแข่งกันอย่างสันติน้อยนิด ตราบใดที่ผู้แพ้ยังเชื่อว่าตนมีโอกาสกลับมา การแข่งขันก็ยังอยู่ในกติกา แต่วันที่ความพ่ายแพ้หมายถึงการถูกกันออกจากอำนาจไปตลอดชีวิต การเมืองจะเลิกเป็นการชิงตำแหน่ง แล้วกลายเป็นการกำจัดคู่แข่ง
ปลายสาธารณรัฐโรมันเต็มไปด้วยคนแบบนั้น มาริอุส ซัลลา ปอมเปย์ ซีซาร์ ล้วนเป็นคนเก่งในรุ่นเดียวกัน และไม่มีใครยอมเป็นที่สอง
ช่วงแรกพวกเขายังสู้กันด้วยการเลือกตั้ง คำปราศรัย และศาล ต่อมากฎหมายถูกใช้เล่นงานศัตรู ฝูงชนถูกจ้างให้ข่มขู่คู่แข่ง พอเครื่องมือเหล่านั้นไม่พอ แม่ทัพก็หันไปใช้กองทหารของตัวเอง ซัลลาทำบัญชีรายชื่อศัตรูแจกจ่ายไปทั่ว ใครฆ่าคนในบัญชีได้มีรางวัล ทรัพย์สินของผู้ตายถูกยึดมาแบ่งกันในหมู่ผู้ชนะ การฆ่าทางการเมืองจึงไม่เพียงปลอดภัย แต่ทำกำไรได้ด้วย
ความรุนแรงครั้งแรกยังไม่น่ากลัวเท่าบทเรียนที่คนรุ่นถัดมาได้จากมัน กติกาพังได้ ถ้ามีกำลังมากพอ
ซีซาร์ข้ามแม่น้ำรูบิคอนพร้อมกองทัพ ปอมเปย์หนีออกจากกรุงโรม เมื่อซีซาร์ถูกลอบสังหาร ฝ่ายที่อ้างว่าฆ่าเขาเพื่อรักษาสาธารณรัฐก็ต้องตั้งกองทัพสู้กับฝ่ายที่อ้างว่ากำลังล้างแค้นเพื่อสาธารณรัฐเหมือนกัน ทุกฝ่ายเอ่ยชื่อบ้านเมือง และทุกฝ่ายถืออาวุธเพื่อแย่งความเป็นเจ้าของมัน
ความเหลื่อมล้ำกับการแย่งชิงของชนชั้นนำมาบรรจบกันตรงนี้ คนข้างล่างที่เสียที่ดินและโอกาสต้องหาที่พึ่ง นักการเมืองแจกอาหารและปลดหนี้ให้ แลกกับคะแนนเสียง แม่ทัพสัญญาที่ดินให้ทหารหลังปลดประจำการ ทหารจึงไม่ภักดีต่อรัฐที่ไม่เคยรับประกันอนาคตให้เขา แต่ภักดีต่อแม่ทัพที่ทำได้จริง ประชาชนกลายเป็นฐานมวลชน ทหารกลายเป็นกองกำลังส่วนตัว การเมืองกลายเป็นการแข่งขันระหว่างเจ้าของเครือข่าย
ประเทศไม่ได้แตกเป็นก๊กในวันที่มีใครประกาศแยกดินแดน มันแตกก่อนหน้านั้น ในวันที่ผู้คนฝากชีวิตไว้กับพวกของตัวเองมากกว่าสถาบันส่วนกลาง ชาวบ้านพึ่งเจ้าที่ดิน พ่อค้าพึ่งขุนนาง ข้าราชการฟังผู้อุปถัมภ์ ทหารฟังแม่ทัพมากกว่ารัฐบาล บนกระดาษทุกคนอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน ในชีวิตจริงแต่ละกลุ่มมีกฎหมาย ผู้คุ้มครอง และความจริงของตัวเอง
ปลายราชวงศ์หมิงเจอปัญหาคล้ายกัน ระบบสอบคัดเลือกขุนนางผลิตคนมีการศึกษาและความทะเยอทะยานออกมามหาศาล แต่ตำแหน่งราชการมีเท่าเดิม คนที่สอบผ่านชั้นต้นหรือมีชื่อเสียงในท้องถิ่นมีมากเกินกว่าที่ระบบจะรับไหว พวกเขามีความรู้ มีเครือข่าย และมั่นใจว่าตนควรมีส่วนกำหนดบ้านเมือง เมื่อประตูแคบเกินไป พลังนั้นก็ไหลไปสู่การตั้งก๊กในราชสำนัก
กลุ่มตงหลินบอกว่าตนกำลังฟื้นฟูศีลธรรมและการปกครองที่ดี เครือข่ายขันทีเว่ยจงเสียนมองอีกฝ่ายว่าเป็นขุนนางที่ใช้คำว่าคุณธรรมสร้างฐานอำนาจ การแต่งตั้ง การสอบสวนคดี การลงโทษ ถูกดึงเข้าสู่สงครามระหว่างพรรคจนหมด ฝ่ายไหนขึ้น คนของฝ่ายนั้นได้ตำแหน่ง อีกฝ่ายถูกปลด ถูกเนรเทศ หรือถูกกำจัด ไม่มีใครยอมให้สถาบันเป็นกลาง เพราะทุกฝ่ายกลัวว่าสถาบันที่ตัวเองไม่ได้คุมจะถูกใช้ทำลายตน
ราชสำนักหมิงไม่ได้ขาดคนพูดเรื่องความถูกต้อง มันมีคนที่มั่นใจว่าตัวเองถูกมากเกินไปต่างหาก เมื่อความบริสุทธิ์ของพรรคสำคัญกว่าความอยู่รอดของรัฐ ทุกตำแหน่งกลายเป็นแนวรบ ทุกการประนีประนอมกลายเป็นการทรยศ วันที่ศัตรูจากข้างนอกมาถึง ชนชั้นนำที่แย่งกันคุมรัฐมาหลายสิบปีก็พบว่าแทบไม่เหลือรัฐให้คุมแล้ว
ฝรั่งเศสก่อนการปฏิวัติไม่ได้มีแค่ชาวนาหิวโหยกับราชสำนักฟุ่มเฟือย ระหว่างสองขั้วนั้นมีคนอีกจำนวนมากที่มั่งคั่ง มีการศึกษา และเชื่อว่าตนคู่ควรกับอำนาจ พ่อค้า นักกฎหมาย นักเขียน และข้าราชการระดับกลาง เสียภาษี มีความรู้ มีทรัพย์สิน แต่ยังถูกกันออกจากเกียรติยศบางอย่างเพราะเกิดผิดตระกูล พวกเขาไม่ได้โกรธเพราะไม่มีอะไรเลย พวกเขาโกรธเพราะมีเกือบทุกอย่าง ยกเว้นประตูบานสุดท้ายที่ชนชั้นเก่าปิดไว้
พอราชสำนักเรียกประชุมสภาฐานันดรในปี 1789 สิ่งที่ระเบิดออกมาจึงไม่ใช่ความโกรธของคนจนกลุ่มเดียว แต่เป็นการปะทะกันของคนหลายกลุ่มที่ต่างเชื่อว่าตนมีสิทธิ์กำหนดประเทศ ขุนนางอยากรักษาอภิสิทธิ์ ชนชั้นกลางอยากได้อำนาจ ชาวนาอยากหลุดจากภาระเก่า คนเมืองอยากได้ขนมปังราคาถูก ราชสำนักอยากได้เงิน ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่ารัฐเดิมใช้การไม่ได้ แต่ไม่มีใครเห็นตรงกันว่ารัฐใหม่ควรเป็นของใคร
ความเหลื่อมล้ำกับชนชั้นนำล้นเกินอันตรายที่สุดเมื่อมาพร้อมกัน ด้านหนึ่งสร้างคนจำนวนมากที่รู้สึกว่าระบบไม่เคยให้โอกาส อีกด้านสร้างคนมีทรัพยากรที่พร้อมจะเอาความไม่พอใจนั้นมาใช้เป็นกำลังของตัวเอง ฝูงชนให้จำนวน คนมีเงินให้ทุน นักคิดให้ภาษา แม่ทัพให้อาวุธ พอครบชุด ความขัดแย้งก็เลิกเป็นการประท้วง แล้วกลายเป็นการชิงความเป็นเจ้าของรัฐ
จากนั้นรัฐจะถูกหั่นเป็นชิ้น ๆ งบก้อนนี้ของพรรคเรา กระทรวงนี้ของตระกูลเรา ศาลนี้ต้องอยู่ฝ่ายเรา กองทัพหน่วยนี้ของแม่ทัพเรา คนกลุ่มนี้คือมวลชนของเรา ทุกคนยังเรียกสิ่งที่แย่งกันอยู่ว่าประเทศ แต่ไม่มีใครยอมรับว่ามันเป็นของคนอื่นด้วย
ก่อนรัฐจะล่มสลาย อย่างแรกที่หายไปคือความเชื่อว่าผู้แพ้ในวันนี้ยังมีที่ยืนในวันพรุ่งนี้ เมื่อผู้ชนะได้ทุกอย่างและผู้แพ้เสี่ยงเสียทุกอย่าง ไม่มีใครยอมแพ้ตามกติกา การเลือกตั้งกลายเป็นสงคราม การแต่งตั้งกลายเป็นการแบ่งสมบัติ ศาลกลายเป็นอาวุธ และทุกนโยบายกลายเป็นข้ออ้างสำหรับการชำระแค้น
ประเทศไม่ได้เริ่มล่มในวันที่คนจนบุกพระราชวัง มันเริ่มล่มก่อนหน้านั้นนานแล้ว ในวันที่คนมีอำนาจเลิกมองรัฐเป็นของส่วนรวม และเริ่มมองมันเป็นสมบัติที่ต้องแย่งมาให้ได้
เพราะเมื่อชนชั้นนำทุกฝ่ายอยากเป็นเจ้าของประเทศ
สุดท้ายจะไม่มีใครเหลือพอจะดูแลมัน




