News Logo
หน้าแรก
เรื่องเล่าจากเก้าอี้ตัดผม

เรื่องเล่าจากเก้าอี้ตัดผม

8 พ.ย. 2569 08:00
ผู้ชม 2 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

หากถามว่า มีร้านอะไรบ้างที่ไม่ใช่ร้านอาหารแต่พวกเราหลายคนต้องแวะไปใช้บริการกัน
แทบทุกเดือน บางคนอาจต้องใช้เวลาคิดอยู่สักพัก แต่ถ้าบอกว่าเป็นร้านที่หน้าประตูมีแท่งเสาหมุน
สีแดง ขาว น้ำเงิน ตั้งเด่นเป็นสัญลักษณ์ เชื่อว่าหลายคนคงร้องออกมาทันทีว่า “ร้านตัดผม” ร้านเล็ก ๆ
ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ แต่หากลองย้อนกลับไปคิดดี ๆ เราจะพบว่าร้านตัดผมเป็นสถานที่หนึ่ง
ที่อยู่กับเรามาแทบตลอดชีวิต

ผมยังจำภาพตัวเองในวัยเด็กได้ดี ทุกครั้งที่แม่พาเข้าร้านตัดผม ช่างจะต้องเอาเก้าอี้ตัวเล็ก ๆ มาวางซ้อนบนเก้าอี้ตัดผมอีกที เพื่อให้ศีรษะของผมสูงพอที่ช่างจะทำงานได้สะดวก งานสำคัญของแม่และช่างในเวลานั้นไม่ใช่แค่การตัดผม แต่คือการช่วยกันหลอกล่อให้เด็กชายตัวเล็ก ๆ นั่งนิ่ง ๆ ไม่ร้องไห้ และไม่หันซ้ายหันขวาในจังหวะที่กรรไกรกำลังทำงาน มิฉะนั้นทรงผมอาจแหว่งไปข้างหนึ่ง หรือแย่กว่านั้นคือกรรไกรอาจพลาดมาโดนใบหูเข้าให้ พอโตขึ้นอีกหน่อย แม่ไม่ต้องพาไปแล้ว เพียงยื่นเงินให้ 15 บาท พอดิบพอดีกับค่าตัดผม แล้วปล่อยให้ผมเดินไปร้านเอง สมัยนั้นไม่ต้องเสียเวลาคิดว่าจะตัดทรงอะไร เพราะเด็กผู้ชายมีอยู่ทรงเดียวคือ “ทรงนักเรียน” ช่างหยิบปัตตาเลี่ยนขึ้นมาไถด้านข้างและด้านหลังจนเกรียน เหลือผมด้านหน้าเอาไว้สั้น ๆ พอให้รู้ว่านี่คือนักเรียน ไม่ใช่เณร พอขึ้นชั้นมัธยม จึงเริ่มขยับมาเป็น “รองทรง” ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ ผมยังตอบไม่ได้เต็มปากว่า รองทรงสูง รองทรงต่ำ และรองทรงสั้น ต่างกันอย่างไร

เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน เรื่องทรงผมยิ่งง่ายขึ้นไปอีก ผมปล่อยให้ช่างจัดการตามที่เห็นสมควร ขอเพียงให้ดูสุภาพเรียบร้อยถือว่าเพียงพอแล้ว จะมีสิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาตามวัยคือ จากเดิมที่ไปตัดผมอย่างเดียว วันหนึ่งต้องเริ่มมีคำว่า “ย้อม” เพิ่มเข้ามา เมื่อเส้นผมสีขาวค่อย ๆ เข้ามายึดครองพื้นที่บนศีรษะมากขึ้นทุกที

พูดถึงช่างตัดผมแล้ว อาชีพนี้มีประวัติยาวนานกว่าที่เราคิด คำว่า Barber มีรากมาจากภาษาละตินคำว่า “Barba” แปลว่า “เครา” เพราะในอดีตหน้าที่สำคัญของช่างคือการโกนและตกแต่งเครา หลักฐานเกี่ยวกับอาชีพนี้ย้อนกลับไปได้หลายพันปี และครั้งหนึ่งช่างตัดผมไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตัดผมหรือโกนหนวด แต่ยังทำหน้าที่บางอย่างที่วันนี้เราคงต้องไปพบแพทย์ เช่น เจาะเลือด ทำแผล หรือ

แม้กระทั่งถอนฟัน ว่ากันว่าสีแดงและสีขาวบนเสาหมุนหน้าร้านตัดผมก็เชื่อมโยงกับบทบาทเหล่านั้น
สีแดงแทนเลือด ส่วนสีขาวแทนผ้าพันแผล ก่อนที่ต่อมาจะกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของร้านตัดผมอย่างที่เราคุ้นตากันทุกวันนี้1/

ร้านตัดผมที่ได้รับการบันทึกโดย Guinness World Records ว่าเก่าแก่ที่สุดในโลกคือ Truefitt & Hill ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1805 และมีลูกค้าตั้งแต่สมาชิกราชวงศ์ ขุนนาง ไปจนถึงบุคคลสำคัญของอังกฤษ2/

ส่วนในเมืองไทย หนังสือ “วชิรญาณวิเศษ” ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีบันทึกถึงร้านช่างตัดผมและช่างโกนผมบริเวณถนนบำรุงเมืองและถนนเจริญกรุง สะท้อนถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงทรงผมของคนไทย ผู้ชายเริ่มไว้ผมยาวขึ้น หวีแสกหรือหวีเสย ขณะที่ผู้หญิงเริ่มไว้ผมยาวประบ่าหรือดัดผมแบบฝรั่ง2/

แต่สำหรับผม สิ่งที่น่าสนใจกว่าประวัติศาสตร์ของร้านตัดผม คือ “ชีวิต” ที่อยู่ภายในร้านเพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมพบว่าร้านตัดผมเป็นสถานที่เล็ก ๆ ที่ทำให้เราเห็นภาพของสังคมไทยได้ชัดเจนอย่างไม่น่าเชื่อหากไปตัดผมบ่ายวันอาทิตย์ จะพบว่าทั้งช่างและลูกค้าจะช่วยกันลุ้นนักมวยบนหน้าจอโทรทัศน์ เสียง “เข่า ๆ” “ศอก ๆ” ดังขึ้นเป็นระยะ บางคนออกท่าทางตามนักมวยราวกับตัวเองอยู่ข้างเวที และหากการแข่งขันกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ช่างอาจหยุดกรรไกรกลางคัน แล้วหันไปลุ้นหน้าจอเสียอย่างนั้น จากร้านตัดผมอยู่ดี ๆ จึงกลายเป็นสนามมวยขนาดย่อมไปโดยปริยาย

ส่วนวันก่อนหวยออก บรรยากาศเปลี่ยนไปอีกแบบ วงสนทนาจะเต็มไปด้วยตัวเลขสองตัวสามตัว ใครได้เลขเด็ดมาจากไหน ใครฝันเห็นอะไร บ้านเลขที่อะไร ทะเบียนรถอะไร ต่างคนต่างมีข้อมูลมาประกอบ การวิเคราะห์กันอย่างจริงจัง ไม่แพ้นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ตัวเลขเศรษฐกิจ

แต่หากไม่ใช่วันมวยตู้หรือวันก่อนหวยออก ร้านตัดผมจะกลายเป็นเวทีอภิปรายสาธารณะขนาดย่อม ตั้งแต่เรื่องการเมือง เศรษฐกิจ ดารา อาชญากรรม ไปจนถึงเรื่องซุบซิบนินทาของคนในชุมชน บางเรื่องฟังแล้วสนุก บางเรื่องรู้สึกว่าไม่ควรรู้ และบางครั้งทางออกที่ดีที่สุดของผมคือ หลับตาลงเสีย แล้วแกล้งทำเป็นงีบหลับ

ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ผมย้ายถิ่นฐานอยู่หลายครั้ง จึงไม่เคยมีร้านตัดผมประจำจริง ๆ จัง ๆ จนกระทั่งเมื่อประมาณ 15 ปีก่อน ผมได้เจอร้าน “เกศ บาร์เบอร์” ในหมู่บ้านอมรพันธุ์ ไม่ไกลจากบ้านนัก
และได้รู้จักกับ “โจ” ช่างตัดผมที่ผมใช้บริการเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้


         เรื่องที่ผมเองรู้สึกแปลกคือ หากมาถึงร้านแล้วเห็นลูกค้านั่งรอโจอยู่สองสามคน ผมจะรอไม่ว่าจะมีลูกค้าก่อนหน้านั้นกี่คนก็ตาม เวลาไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับว่า คนที่จะตัดผมให้ผมต้องเป็น “โจ” เมื่อคิดดูแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับช่างตัดผมน่าสนใจ เพราะเราอนุญาตให้คนคนหนึ่งยืนอยู่
ใกล้ศีรษะของเรา พร้อมของมีคมครบมือ ทั้งกรรไกร มีดโกน และปัตตาเลี่ยน หากไม่มีคำว่า “ไว้ใจ” คงทำอย่างนั้นไม่ได้

วันหนึ่งระหว่างตัดผม โจเล่าเรื่องชีวิตของตัวเองให้ผมฟัง โจถูกพี่สาวส่งเข้าสถานสงเคราะห์ตั้งแต่ยังเด็ก ที่นั่นเขาได้มีโอกาสเรียนวิชาชีพหลายอย่าง ตั้งแต่งานตัดเย็บไปจนถึงงานช่างไฟฟ้า แต่เมื่อได้ลองเรียนตัดผมตอนอายุประมาณ 12 ปี เขากลับพบว่านี่คือสิ่งที่ตัวเองชอบ เพราะการตัดผมสำหรับโจ ไม่ใช่แค่การใช้กรรไกร แต่มันต้องใช้ทั้ง “ศาสตร์ ศิลป์ และจินตนาการ”

เขาฝึกฝนด้วยการตัดผมให้เด็ก ๆ ในสถานสงเคราะห์ จนเมื่อเรียนถึงชั้นมัธยมปลาย ชีวิตกลับพาไปอีกทางหนึ่ง โจอยากรับราชการเหมือนเพื่อน ๆ จึงสมัครเป็นทหารและใช้ชีวิตในเครื่องแบบอยู่หลายปี แต่ความฝันในวัยเด็กไม่เคยหายไปไหน ในที่สุดเขาตัดสินใจลาออกจากราชการ กลับมาเริ่มต้นใหม่
ในสิ่งที่ตัวเองรัก จากการเป็นช่างตามร้านต่าง ๆ จนมาปักหลักอยู่ที่ร้านแห่งนี้กับภรรยาที่เป็นเจ้าของร้าน

กว่า 25 ปีที่โจยืนอยู่หลังเก้าอี้ตัวเดิม เขาเห็นเด็กตัวเล็ก ๆ กลายเป็นวัยรุ่น จากวัยรุ่นเข้าสู่
วัยทำงาน และเห็นผู้ใหญ่หลายคนค่อย ๆ กลายเป็นผู้สูงวัย ลูกค้าบางคนแก่จนเดินทางมาที่ร้าน
ไม่สะดวกแล้ว โจได้เปลี่ยนจากรออยู่ที่ร้านเป็นถืออุปกรณ์ไปตัดผมให้ถึงบ้าน ผมถามโจว่าการเป็นช่างตัดผมที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

คำตอบของเขาน่าสนใจครับ โจบอกว่า ช่างตัดผมต้องเป็นทั้ง “ศิลปิน” และ “นักจิตวิทยา” ลูกค้าหลายคนยังไม่ทันได้เอาผ้าคลุมตัว ก็เริ่มระบายเรื่องราวในใจออกมาแล้ว ตั้งแต่ปัญหาสังคม การเมือง การงาน ไปจนถึงปัญหาครอบครัว หน้าที่ของช่างจึงไม่ได้มีเพียงการฟังว่า “เอาสั้นแค่ไหน” แต่บางครั้งต้องฟังเรื่องราวที่คนคนหนึ่งอาจไม่รู้ว่าจะไปเล่าให้ใครฟัง โจบอกว่า สิ่งที่ทำได้คือ รับฟัง ปลอบโยน และให้กำลังใจ แม้แต่เรื่องการเมืองที่เห็นไม่ตรงกันสามารถพูดคุยกันได้ แม้อาจไม่มีใครเปลี่ยนใจใครและอาจไม่ได้ข้อสรุปร่วมกันแต่ไม่เคยทะเลาะกัน ผมฟังแล้วคิดว่าหากสังคมข้างนอกร้านตัดผมทำได้อย่างนี้บ้างคงดีไม่น้อย

นอกจากเป็นศิลปินและนักจิตวิทยาแล้ว ช่างตัดผมยังต้องเป็น “นักอดทน” อีกด้วย โจยืนทำงานตั้งแต่เช้าจนปิดร้าน แทบไม่มีเวลานั่ง หากได้นั่งลงบ้างมักเป็นตอนทำความสะอาดหูให้ลูกค้า แม้แต่
มื้อกลางวันยังต้องอาศัยจังหวะว่าง เพราะลูกค้ามานั่งต่อคิวกันเรื่อย ๆ อาหารเช้าจึงกลายเป็น
มื้อสำคัญที่สุดเพราะไม่รู้ว่ามื้อถัดไปจะได้กินเมื่อไร โจหัวเราะแล้วบอกว่า โรคที่เป็นเพื่อนกับช่างตัดผมหลายคนคือ “โรคกระเพาะ” เพราะกินข้าวไม่ตรงเวลา

ร้านตัดผมในอดีต

 


ถ่ายคู่กับช่างโจ


         ทุกวันนี้ เมื่อถึงเวลาที่ผมต้องกลับไปนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิมในร้านเกศ บาร์เบอร์ ผมจึงรู้สึกว่าการไปร้านตัดผมของผมไม่ได้มีจุดหมายเพียงเพื่อทำให้เส้นผมสั้นลง หรือทำให้ผมสีขาวกลับมาเป็นสีดำเท่านั้น แต่ในช่วงเวลาชั่วโมงกว่า ๆ บนเก้าอี้ตัวนั้น ผมได้ฟังเรื่องราวของผู้คน ได้เห็นความคิด ความสุข ความทุกข์ และความเปลี่ยนแปลงของสังคมผ่านบทสนทนาเล็ก ๆ ในร้าน

ร้านตัดผมจึงเป็นเหมือนหน้าต่างบานเล็กที่เปิดให้ผมมองเห็นโลกอีกใบหนึ่ง โลกของคนธรรมดา โลกที่มีทั้งเสียงหัวเราะ เสียงเชียร์มวย เลขเด็ด การเมือง เรื่องในครอบครัว และเรื่องราวสารพัดที่บางครั้งไม่มีพื้นที่ให้พูดที่ไหน แต่กลับพูดออกมาได้ง่าย ๆ ขณะนั่งอยู่ใต้ผ้าคลุมตัดผม ดังนั้น บางทีในแต่ละเดือน เราอาจไม่ได้ไปร้านตัดผมเพียงเพื่อ “ตัดผม” แต่อาจไปเพื่อให้ใครสักคนช่วยจัดระเบียบ สิ่งที่อยู่บนศีรษะ พร้อม ๆ กับที่เราได้มีเวลาจัดระเบียบสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเองไปด้วย และพร้อมจะออกไปใช้ชีวิตต่อ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วิเคราะห์ปมร้อนอำนาจศาลฎีกาปะทะ กกต. ในคดีเลือก สว.
วิเคราะห์ปมร้อนอำนาจศาลฎีกาปะทะ กกต. ในคดีเลือก สว.