News Logo
หน้าแรก
เมื่อหมอพูดความจริง แต่ประชาชนกลับเข้าใจผิด

เมื่อหมอพูดความจริง แต่ประชาชนกลับเข้าใจผิด

8 พ.ย. 2569 23:05
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

เมื่อวันก่อน มีเพื่อนส่งคลิปจาก Instagram มาให้ดู เป็นคลิปของแพทย์สูตินรีเวชท่านหนึ่งที่ออกมารีวิวยารักษาไข้หวัดใหญ่ โดยพาดหัวว่า “ไข้หวัดใหญ่ไม่ต้องกินยา 5 วันอีกต่อไป!” เพราะมียาที่รับประทานเพียงครั้งเดียว และสามารถลดปริมาณไวรัสได้อย่างรวดเร็ว

พอดูจบ ผมกลับรู้สึกเป็นห่วงความเข้าใจของประชาชนที่ได้รับข้อมูลจากคลิปนี้ มากกว่าจะรู้สึกตื่นเต้นไปกับความก้าวหน้าทางการแพทย์

ยาที่พูดถึงคือ Baloxavir ซึ่งไม่ใช่ยาใหม่อะไรเลย ยานี้ได้รับการอนุมัติให้ใช้มาตั้งแต่ปี 2018 หรือประมาณ 8 ปีแล้ว การเลือกนำเสนอราวกับเป็นนวัตกรรมที่เพิ่งค้นพบ จึงเป็นวิธีสื่อสารที่ทำให้ข้อมูลที่ศึกษาและมีข้อจำกัดชัดเจนมานาน ถูกมองข้ามบริบทที่แท้จริงไป

แน่นอนว่ายานี้มีประสิทธิภาพจริง และมีข้อดีชัดเจนในแง่ความสะดวกจากการรับประทานเพียงครั้งเดียว แต่คำถามสำคัญในทางคลินิกคือ มันทำให้ผู้ป่วยหายป่วยได้ดีกว่ายามาตรฐานอย่าง Oseltamivir ที่ต้องรับประทานต่อเนื่อง 5 วันจริงหรือ?

งานวิจัย CAPSTONE-1 ชี้ให้เห็นว่า Baloxavir ช่วยให้อาการไข้หวัดใหญ่ทุเลาเร็วกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอก (placebo) ประมาณ 26.5 ชั่วโมง ทว่าเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับ Oseltamivir ระยะเวลาที่ผู้ป่วยจะฟื้นตัวจนอาการดีขึ้นกลับแทบไม่แตกต่างกัน

สิ่งที่ Baloxavir ทำได้ดีกว่า คือการลด viral load หรือปริมาณเชื้อไวรัสที่ตรวจพบในห้องปฏิบัติการได้รวดเร็วกว่า แต่ในเวชปฏิบัติ การลดปริมาณไวรัสได้เร็ว ไม่ได้เท่ากับผู้ป่วยจะหายป่วยเร็วกว่าเสมอไป นี่คือช่องว่างระหว่าง “ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ” กับ “ผลลัพธ์ทางคลินิกต่อตัวผู้ป่วย” ซึ่งประชาชนทั่วไปย่อมแยกแยะได้ยาก หากแพทย์ผู้สื่อสารไม่ได้ช่วยอธิบายบริบทนี้อย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ ในการศึกษา CAPSTONE-1 ยังพบการเปลี่ยนแปลงของไวรัสที่สัมพันธ์กับความไวต่อ Baloxavir ลดลงหลังการรักษาในผู้ได้รับยาประมาณ 9.7% ซึ่งไม่ได้หมายถึงอัตราเชื้อดื้อยาในประชากรทั่วไป ยานี้จึงมีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา และไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์และผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง

แล้วสิ่งที่ประชาชนได้รับจากคลิปทำนองนี้คืออะไร?

อย่างดีที่สุด พวกเขาได้รู้ว่ามียาที่รับประทานครั้งเดียวครบคอร์ส แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ ประชาชนบางส่วนอาจเข้าใจไปว่านี่คือยาวิเศษตัวใหม่ที่ดีกว่ายาเดิมในทุกมิติ จนเรียกร้องอยากได้ยาที่มีราคาสูงกว่าโดยไม่จำเป็น หรือมองว่าการรับประทานยาต่อเนื่อง 5 วันเป็นแนวทางรักษาที่ล้าสมัยไปแล้ว

สุดท้าย ผลกระทบไม่ได้จบลงเมื่อผู้ชมเลื่อนผ่านคลิป แต่ภาระกลับตกมาอยู่กับแพทย์ผู้รักษาหน้างานในห้องตรวจ ที่ต้องใช้เวลาอธิบายใหม่ทั้งหมดว่า ทำไมแพทย์ถึงไม่เลือกจ่ายยาตามคลิป ทำไมการตรวจพบไวรัสลดลงเร็วไม่ได้แปลว่าคนไข้จะลุกขึ้นมาหายดีได้เร็วกว่า และทำไมยาที่ราคาแพงกว่าจึงไม่ได้เหมาะสมกับทุกคนเสมอไป

ผมไม่ได้ฟันธงว่าผู้ทำคลิปมีเจตนาอย่างไร แต่สิ่งที่น่ากังวลคือแนวโน้มที่บุคลากรทางการแพทย์นำข้อเท็จจริงมาจัดวางเพื่อสร้างความตื่นเต้นและยอดการมีส่วนร่วม มากกว่าการมุ่งสร้างความเข้าใจด้านสุขภาพที่ถูกต้องและรอบด้านให้แก่สังคม

การใส่ข้อความเตือนสั้น ๆ ไว้ท้ายคลิป ไม่ได้รับประกันว่าจะลบความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนจากพาดหัวและเนื้อหาหลักได้

แต่จะว่าไป ผมก็คงต้องขอบคุณเพื่อนร่วมวิชาชีพบางท่านที่ขยันผลิตคอนเทนต์สุขภาพออกมาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพราะทุกวันนี้ผมแทบไม่ต้องเสียเวลาคิดหัวข้อบทความเองอีกแล้ว เปิดโซเชียลมีเดียวันไหน ก็มักมีเรื่องให้หยิบมาเขียนแก้ความเข้าใจผิดได้แทบทุกวัน บางครั้งยังไม่ทันได้อ่านเรื่องเก่าจบ เรื่องใหม่ก็ตามมาอีกแล้ว

จนอดสงสัยไม่ได้ว่า ทุกวันนี้วงการแพทย์กำลังขาดแคลนคนให้ความรู้ที่ถูกต้อง หรือกำลังมีคนผลิตความเข้าใจผิดออกมาได้รวดเร็วกว่าที่เราจะตามแก้ทันกันแน่ ที่น่าขันก็คือ ผมไม่จำเป็นต้องออกไปค้นหาประเด็นเหล่านี้เองด้วยซ้ำ เดี๋ยวก็มีคนส่งคลิปมาให้ถึงมือ พร้อมกับงานอีกชิ้นที่ต้องมานั่งอธิบายว่า ความจริงทางการแพทย์ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เล่ากันในคลิปหนึ่งนาที

น่าเสียดายเพียงอย่างเดียว ถ้าความขยันในการผลิตคอนเทนต์ถูกแบ่งมาใช้ตรวจสอบข้อมูลและคิดถึงผลกระทบต่อคนดูให้มากกว่านี้สักหน่อย ประชาชนคงได้ประโยชน์มากขึ้น และแพทย์ที่ทำหน้าที่รักษาผู้ป่วยจริง ๆ ก็คงไม่ต้องเสียเวลามาตามแก้ความเข้าใจผิดกันไม่รู้จบ

เพราะหน้าที่ของแพทย์ควรเป็นการช่วยให้ประชาชนเข้าใจเรื่องสุขภาพได้ถูกต้อง ไม่ใช่ทำให้คนดูตื่นเต้นอยู่หน้าจอ แล้วปล่อยให้แพทย์คนอื่นรับหน้าที่อธิบายความจริงที่เหลือในห้องตรวจ

จริยธรรมในการสื่อสารทางการแพทย์ไม่ใช่แค่การไม่พูดเท็จ แต่ต้องรับผิดชอบด้วยว่าสิ่งที่เราพูดทำให้ประชาชนเข้าใจอะไร

เพราะบางครั้ง แพทย์ไม่จำเป็นต้องพูดข้อมูลผิดเลยสักประโยค ก็สามารถทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้จากวิธีเลือกนำเสนอข้อมูล

และนั่นคือสิ่งที่ผมเป็นห่วงมากที่สุด

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เรื่องเล่าจากเก้าอี้ตัดผม
เรื่องเล่าจากเก้าอี้ตัดผม