News Logo
หน้าแรก
ประเทศที่มีคำตอบเรื่องน้ำมานาน แต่ยังบริหารเหมือนเพิ่งรู้จักฝนเมื่อวาน

ประเทศที่มีคำตอบเรื่องน้ำมานาน แต่ยังบริหารเหมือนเพิ่งรู้จักฝนเมื่อวาน

5 ต.ค. 2569 15:24
ผู้ชม 10 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ผมดูคลิปเรื่องสระเก็บน้ำพระราม 9 แล้วรู้สึกทั้งเสียดาย ทั้งเศร้า และโกรธ

เพราะสิ่งที่เห็นในคลิปนั้นมีมากกว่าสระน้ำขนาดใหญ่ และมากกว่าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่คนรุ่นหลังไปดูงาน ถ่ายรูป ฟังบรรยาย แล้วก็กลับมาทำงานแบบเดิม

มันคือหลักฐานว่า ประเทศไทยเคยได้รับแนวพระราชดำริเรื่องการจัดการน้ำที่ชัดเจน เป็นระบบ และมองไกลกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามานานหลายสิบปีแล้ว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำอย่างต่อเนื่องตลอดรัชสมัย พระองค์ทรงศึกษาปัญหาอย่างละเอียด ทรงพิจารณาภูมิประเทศ ทิศทางการไหลของน้ำ ปริมาณน้ำ และความเป็นอยู่ของประชาชน ก่อนพระราชทานแนวทางที่เหมาะกับแต่ละพื้นที่

สิ่งสำคัญคือ พระองค์มิได้ทรงมองน้ำท่วมกับน้ำแล้งว่าเป็นคนละเรื่อง

น้ำท่วมคือช่วงที่มีน้ำมากเกินไป

น้ำแล้งคือช่วงที่มีน้ำน้อยเกินไป

ถ้าจัดการดี น้ำส่วนเกินในวันนี้ก็คือน้ำสำรองของวันข้างหน้า

น้ำมาก ต้องมีที่ให้น้ำอยู่

น้ำน้อย ต้องมีน้ำที่เก็บไว้ใช้

ฟังดูง่าย

แต่ความง่ายแบบนี้เกิดจากความเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้ง

ที่น่าเศร้าคือ ผ่านไปหลายสิบปี ประเทศไทยยังวนอยู่กับฉากเดิม

น้ำมากก็น้ำท่วม

ฝนน้อยก็ภัยแล้ง

ฝนตกหนักก็บอกว่าฝนเกินคาด

น้ำในเขื่อนน้อยก็ขอให้ประชาชนช่วยประหยัด

น้ำท่วมก็เปิดเครื่องสูบ

น้ำลดก็ลืม

แล้วปีหน้าก็เล่นเรื่องเดิมใหม่อีกครั้ง

จนบางทีก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ปัญหาของประเทศไทยอยู่ที่น้ำ หรืออยู่ที่ความสามารถของคนที่บริหารน้ำกันแน่

สระเก็บน้ำพระราม 9 ที่อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เป็นตัวอย่างสำคัญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริตั้งแต่ปี 2523 ให้พัฒนาพื้นที่ราชการที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นแหล่งเก็บน้ำอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ ต่อมาพัฒนาเป็นสระใหญ่สองแห่ง มีความจุรวมประมาณ 17 ล้านลูกบาศก์เมตร

ในช่วงน้ำหลาก พื้นที่นี้ช่วยรับน้ำส่วนเกิน ชะลอน้ำ และลดปริมาณน้ำที่ไหลลงพื้นที่ตอนล่างพร้อมกัน

พอถึงหน้าแล้ง น้ำที่เก็บไว้ก็กลับมาเป็นน้ำต้นทุนสำหรับการเกษตรและการใช้งานอื่น

หลักการตรงไปตรงมาที่สุด

ตอนน้ำมากก็เก็บ

ตอนน้ำน้อยก็ใช้

แนวพระราชดำริเรื่อง “แก้มลิง” ก็อยู่บนหลักเดียวกัน

เมื่อน้ำจำนวนมากไหลเข้ามาในเวลาสั้น ๆ และระบบระบายออกไม่ทัน เราก็ต้องมีพื้นที่พักน้ำไว้ก่อน

ไม่ใช่คิดแต่จะรีบไล่น้ำออกทะเลให้เร็วที่สุด

เพราะน้ำไม่ใช่ของเสีย

น้ำเป็นทรัพยากร

ปัญหาคือบางช่วงเรามีมันผิดที่ ผิดเวลา หรือมากเกินไป

ถ้าบริหารพื้นที่และจังหวะเวลาได้ดี น้ำที่วันนี้เป็นปัญหา วันหน้าก็กลายเป็นทุน

ตรงนี้ยังมีรายละเอียดเล็ก ๆ ที่น่าสนใจมาก คือแหล่งเก็บน้ำที่ดีไม่จำเป็นต้องขุดเป็นหลุมลึกเท่ากันทั้งบ่อ

ในระบบจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริหลายแบบ รวมถึงแนวทางโคก หนอง นา จะเห็นการทำพื้นที่น้ำให้มีทั้งส่วนตื้น ส่วนลึก พื้นที่ลาด และทางเชื่อมให้น้ำเคลื่อนตัวได้

ข้อดีไม่ได้มีแค่เก็บน้ำได้

ส่วนตื้นรับน้ำได้เร็วและเอื้อต่อระบบนิเวศริมตลิ่ง ส่วนลึกเก็บน้ำสำรองไว้ได้นานกว่าในหน้าแล้ง ความต่างระดับยังช่วยให้น้ำเคลื่อนตัวและถ่ายเทมากขึ้น ถ้ามีทางน้ำเข้าออกที่ออกแบบดี ก็ช่วยลดการเกิดน้ำขังนิ่ง ลดโอกาสเกิดน้ำเน่า กลิ่น และการสะสมของเสียได้ดีกว่าอ่างที่น้ำนิ่งอยู่ก้อนเดียว

แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าขุดหลายระดับแล้วน้ำจะใสเอง เพราะคุณภาพน้ำยังขึ้นกับสารอินทรีย์ ออกซิเจน การถ่ายเท และการดูแล แต่หลักคิดสำคัญคือ อย่าทำแหล่งน้ำให้เป็นอ่างนิ่งตาย ถ้าเราสามารถทำให้น้ำหมุนเวียนได้

อีกองค์ประกอบหนึ่งคือ “คลองไส้ไก่”

คลองไส้ไก่ขนาดเล็กในพื้นที่เกษตรทำหน้าที่ชะลอการไหลของน้ำ กระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูก เพิ่มความชุ่มชื้นให้ดิน และเปิดโอกาสให้น้ำบางส่วนซึมลงพื้นแทนที่จะรีบไหลทิ้งออกไปทั้งหมด

ช่วงน้ำมาก มันช่วยชะลอและกระจายน้ำ

ช่วงแล้ง มันช่วยพาน้ำจากแหล่งเก็บไปยังพื้นที่เกษตร

แค่นี้ก็มากพอที่จะเห็นหลักคิดแล้วว่า ระบบน้ำที่ดีไม่ได้มีหน้าที่แค่ระบาย แต่ต้องชะลอ เก็บ และกระจายด้วย

เมื่อนำหลักนี้มารวมกับแก้มลิง หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ คลองชลประทาน และพื้นที่เกษตร ก็จะเกิดระบบที่น้ำไม่ได้วิ่งจากต้นทางไปปลายทางอย่างเดียว แต่มีจุดให้พัก มีทางให้กระจาย และมีพื้นที่ให้ซึมลงดินระหว่างทาง

นี่คือสิ่งที่ผมชอบมากในแนวพระราชดำริเรื่องน้ำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มิได้ทรงพยายาม “เอาชนะน้ำ”

พระองค์ทรงศึกษาธรรมชาติของน้ำ แล้วทรงหาวิธีอยู่กับมัน

ให้น้ำไหลในที่ที่ควรไหล

พักในที่ที่ควรพัก

ซึมในที่ที่ควรซึม

และเก็บไว้ใช้เมื่อจำเป็น

ฟังดูเป็นสามัญสำนึก

แต่สามัญสำนึกนี่แหละที่ดูจะขาดแคลนเหลือเกินในระบบบริหารประเทศ

ประเทศไทยมีเขื่อน มีอ่างเก็บน้ำ มีแก้มลิง มีคลองผันน้ำ มีประตูน้ำ มีสถานีสูบน้ำ มีอุโมงค์ระบายน้ำ มีกรม มีสำนักงาน มีคณะกรรมการ มีอนุกรรมการ มีคณะทำงานจนแทบจำชื่อไม่หมด

ของเรามีแทบทุกอย่าง

ปัญหาคือ เสือกทำกันคนละทิศคนละทาง

กรมหนึ่งดูเขื่อน

อีกกรมดูคลอง

จังหวัดดูประตูน้ำ

กรุงเทพมหานครดูท่อ

กระทรวงหนึ่งดูเกษตร

อีกหน่วยดูภัยพิบัติ

งบประมาณคนละก้อน

ข้อมูลคนละระบบ

สายบังคับบัญชาคนละเส้น

เป้าหมายคนละแบบ

แต่น้ำไม่เคยสนใจว่าพื้นที่ตรงหน้าขึ้นกับกระทรวงไหน

มันไม่หยุดตรงเขตจังหวัด

ไม่หยุดตรงเส้นแบ่งหน่วยงาน

และไม่รู้ว่าปีงบประมาณจะปิดเมื่อไร

น้ำไหลตามภูมิประเทศ

แต่มนุษย์ไทยนี่แหละสร้างระบบราชการเป็นเขาวงกต แล้วหวังให้ธรรมชาติกรอกแบบฟอร์มเดินตามช่อง

จะไม่ให้ตลกร้ายยังไงไหว

เมืองก็ยังขยายตัวไม่หยุด

นา ที่ลุ่ม หนอง บึง พื้นที่ชุ่มน้ำ และทางน้ำธรรมชาติ ค่อย ๆ กลายเป็นหมู่บ้าน โรงงาน ถนน ห้าง และอสังหาริมทรัพย์

คลองบางแห่งแคบลง

บางแห่งตื้นเขิน

บางแห่งถูกบุกรุก

บางแห่งถูกถนนตัด

พื้นที่ที่เคยรับน้ำถูกถม

แล้ววันหนึ่งน้ำมา ก็มีคนทำหน้าแปลกใจว่า

“น้ำจะไปไหน”

มันจะไปไหนได้ครับ

น้ำไม่ได้เปิดแอปดูทางเลี่ยง

มันไม่รู้ว่าตรงนี้กลายเป็นหมู่บ้านจัดสรรแล้ว

มันไม่รู้ว่าที่ดินตรงนั้นราคาขึ้นแล้ว

ทางเดิมถูกปิด มันก็หาทางใหม่

ที่พักเดิมถูกถม มันก็ไปพักในบ้านประชาชนแทน

แล้วเราก็เรียกทั้งหมดนี้ว่า “ภัยธรรมชาติ”

บางส่วนใช่

แต่อีกส่วนหนึ่งมันคือ ภัยจากความโง่ของมนุษย์เอง

ผังเมืองห่วย

การรักษาทางน้ำห่วย

การบังคับใช้กฎหมายห่วย

การเชื่อมระบบห่วย

การวางแผนระยะยาวห่วย

แล้วพอผลออกมาห่วย ก็เอาคำว่า climate change มาวางข้างหน้าเหมือนเป็นยันต์กันความรับผิดชอบ

สภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนจริง

เพราะฉะนั้นยิ่งต้องบริหารให้ฉลาดขึ้น

ไม่ใช่บริหารห่วยเหมือนเดิมแล้วมีข้อแก้ตัวใหม่

หลังน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ประเทศไทยพูดเรื่องปฏิรูประบบน้ำกันครั้งใหญ่ รัฐบาลในเวลานั้นถึงกับออกพระราชกำหนดกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศ แต่โครงการติดทั้งคดีความ ข้อครหา และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จนสุดท้ายการกู้เงินถูกยกเลิกในปี 2558

ต่อมาก็มีหน่วยงานกลาง มีกฎหมาย มีแผนแม่บทระยะยาว มีโครงการจำนวนมากตามมา ข้อมูลที่ฐานเศรษฐกิจรวบรวมไว้เมื่อเดือนสิงหาคมปีนี้ระบุว่า ภายใต้แผนแม่บทน้ำ 20 ปี มีการทำโครงการไปแล้วกว่า 1.2 แสนโครงการ ใช้งบประมาณราว 3.1 แสนล้านบาท

แปลว่าเราไม่ได้ไม่มีเงิน

ไม่ได้ไม่มีแผน

ไม่ได้ไม่มีหน่วยงาน

แต่คำถามคือ มันทำงานเป็นระบบเดียวหรือยัง

คำตอบที่ประชาชนเห็นอยู่แทบทุกปีคือ

ยังไม่พอ

นี่ต่างหากคือปัญหา

ระบบน้ำไม่รู้จักวาระเลือกตั้ง

คลองไม่ได้สร้างเสร็จเพราะรัฐมนตรีอยากมีรูปเปิดงาน

พื้นที่รับน้ำไม่ได้เกิดขึ้นจากการตั้งคณะกรรมการเพิ่มอีกชุด

และน้ำไม่รอให้รัฐบาลตกลงกันเสร็จ

ถ้าจะจัดการจริง ประเทศไทยต้องเริ่มจาก ลุ่มน้ำ ไม่ใช่เริ่มจาก หน่วยงาน

ต้องถามว่าน้ำมาจากไหน จะผ่านตรงไหน ตรงไหนควรชะลอ ตรงไหนควรเก็บ ตรงไหนควรระบาย ตรงไหนควรเป็นพื้นที่รับน้ำ ตรงไหนห้ามถม และตรงไหนควรเชื่อมเข้ากับพื้นที่เกษตร

แล้วค่อยเอาหน่วยงานมาทำตามแผนน้ำ

ไม่ใช่เอาน้ำมาทำตามโครงสร้างราชการ

พื้นที่เกษตรบางแห่งอาจออกแบบเป็นพื้นที่รับน้ำชั่วคราวได้ แต่ต้องตกลงกับชาวบ้านล่วงหน้า มีค่าชดเชยที่ชัดเจนและเป็นธรรม

พื้นที่ชุ่มน้ำบางแห่งต้องรักษาไว้แม้ราคาที่ดินจะสูง

คลองบางสายต้องขยาย

บางพื้นที่ต้องห้ามถม

บางแห่งต้องเพิ่มแก้มลิง

และแหล่งน้ำใหม่ก็ควรออกแบบให้สอดคล้องกับภูมิประเทศจริง ไม่ใช่คิดง่าย ๆ ว่าขุดให้ลึกที่สุดแล้วจบ

วันนี้เรามีเรดาร์ฝน มีดาวเทียม มีเซนเซอร์ มี telemetry มีแบบจำลองคอมพิวเตอร์ และมี artificial intelligence

ถ้าฝนจะตกหนักในอีก 48 ชั่วโมง เราควรรู้ว่าพื้นที่เก็บน้ำตรงไหนต้องพร่องน้ำรอ

ถ้าน้ำเหนือกำลังมา เราควรรู้ว่าจะเบี่ยงน้ำไปพื้นที่ใด

ถ้าน้ำทะเลหนุน เราควรรู้ว่าเมื่อไรควรเปิดหรือปิดประตูน้ำ

ถ้าฤดูแล้งกำลังจะมา เราควรรู้ว่าน้ำที่มีอยู่ควรถูกจัดสรรอย่างไร

เทคโนโลยีวันนี้ดีกว่าสมัยรัชกาลที่ 9 อย่างเทียบกันไม่ได้

แต่เทคโนโลยีทั้งหมดไม่มีความหมาย ถ้าคนมีข้อมูลไม่มีอำนาจ คนมีอำนาจไม่มีข้อมูล อีกกรมหนึ่งหวงข้อมูล และอีกหน่วยหนึ่งบอกว่างบยังไม่มา

ปัญหาไม่ใช่เครื่องมือไม่ฉลาด

ปัญหาคือระบบบริหารมันโง่กว่าของที่มันถืออยู่

และนี่คือเหตุผลที่ผมดูสระเก็บน้ำพระราม 9 แล้วเศร้า

เพราะเมื่อกว่า 40 ปีก่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานแนวพระราชดำริให้เราเห็นแล้วว่า พื้นที่ลุ่มสามารถใช้รับและกักเก็บน้ำได้

พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการชะลอน้ำ

ทรงให้ความสำคัญกับการเก็บน้ำไว้ใช้

ทรงมองน้ำท่วมกับน้ำแล้งอย่างเชื่อมโยงกัน

และทรงพิจารณาระบบน้ำตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง ไปจนถึงปลายทาง

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ในตำรา

มีโครงการจริง

มีระบบที่ทำงานจริง

มีผลลัพธ์จริง

คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ว่า

“พระองค์ทรงมีพระราชดำริอะไรไว้บ้าง”

เราเรียนเรื่องนั้นกันมามากแล้ว

คำถามที่สำคัญกว่าคือ

คนที่รับผิดชอบประเทศหลังจากนั้น เข้าใจจริงหรือยังว่าพระองค์ทรงคิดอะไร และได้นำหลักคิดเหล่านั้นไปต่อยอดให้เหมาะกับโลกปัจจุบันเพียงใด

การสืบสานพระราชดำริไม่ควรหมายถึงการสร้างป้ายใหม่หน้าของเดิม

ไม่ใช่จัดนิทรรศการ

ไม่ใช่พาคณะไปศึกษาดูงาน

ไม่ใช่ยืนถวายพระราชสดุดีแล้วกลับไปทำงานแบบเดิม

ถ้าจะถวายพระเกียรติพระองค์อย่างแท้จริง สิ่งที่ควรทำคือศึกษาให้เข้าใจ แล้วพัฒนาสิ่งที่พระองค์ทรงวางไว้ให้ดีกว่าเดิมด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของวันนี้

เมื่อครั้งนั้นพระองค์ทรงวางแนวพระราชดำริเรื่องแก้มลิง

วันนี้เราควรมีเครือข่ายแก้มลิงที่เชื่อมกันเป็นระบบ

เมื่อครั้งนั้นทรงใช้ข้อมูลภูมิประเทศและการเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรพื้นที่จริง

วันนี้เรามีดาวเทียม เรดาร์ และข้อมูลแบบ real-time ก็ควรใช้ให้ถึงที่สุด

เมื่อครั้งนั้นพระองค์ทรงให้ความสำคัญกับการชะลอ กักเก็บ และกระจายน้ำ

วันนี้เราก็ควรออกแบบระบบน้ำตั้งแต่แหล่งใหญ่ถึงคลองเล็กให้แต่ละส่วนทำงานร่วมกัน

ประเทศไทยไม่ได้ขาดความรู้

ไม่ได้ขาดวิศวกร

ไม่ได้ขาดนักวิชาการ

ไม่ได้ขาดเครื่องมือ

และงบราว 3.1 แสนล้านบาทที่ลงไปแล้วตามแผนแม่บท ก็ชัดพอแล้วว่า เราไม่ได้จนจนทำอะไรไม่ได้

สิ่งที่ขาดคือความสามารถในการทำให้คนทั้งระบบคิดเรื่องเดียวกันและเดินไปทางเดียวกัน

ขาดรัฐบาลที่คิดไกลกว่าวาระของตัวเอง

ขาดคนที่กล้าบอกระบบราชการว่าเลิกหวงอำนาจ เลิกทำงานเป็นไซโล และเอาปัญหาประชาชนเป็นตัวตั้งเสียที

และบางช่วงเราก็ขาดคนบริหารที่เข้าใจเรื่องง่าย ๆ ว่า

น้ำท่วมกับน้ำแล้งไม่ใช่สองเรื่อง

มันคือเรื่องเดียวกัน

คือการจัดการว่า น้ำจะอยู่ที่ไหน เมื่อไร และจะเอามันไปใช้ต่ออย่างไร

ถ้ายังน้ำมากก็สูบ

น้ำแล้งก็ขอฝน

น้ำท่วมก็แจกถุง

น้ำลดก็ลืม

แล้วปีหน้ากลับมาทำใหม่

เราก็ควรเลิกหลอกตัวเองเสียทีว่าปัญหามันซับซ้อนเกินไป

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานแนวทางไว้ให้เราเห็นมาตั้งแต่ยุคที่เครื่องมือและข้อมูลยังห่างไกลจากวันนี้มาก

คนรุ่นหลังมีเครื่องมือดีกว่าหลายสิบเท่า

ถ้าผลลัพธ์ยังวนอยู่ที่เดิม

บางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่น้ำ

แต่อยู่ที่ คุณภาพของคนและระบบที่ได้รับอำนาจให้บริหารมัน

ผมเสียดาย เพราะเราเคยมีคำตอบอยู่ในมือ

ผมโกรธ เพราะหลายคำตอบถูกปล่อยให้กลายเป็นเพียงสถานที่ดูงาน

และเมื่อนึกถึงว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงทุ่มเทพระวรกาย ทรงศึกษาปัญหาเรื่องน้ำอย่างละเอียด และพระราชทานแนวพระราชดำริไว้มากมายเพียงใด แล้วหันกลับมามองวิธีที่ประเทศนี้ยังวิ่งไล่ตามน้ำท่วมและน้ำแล้งอยู่ทุกปี

มันไม่ได้แค่น่าเสียดาย

มันน่าเศร้าเหลือเกิน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เหลียวหลัง แลหน้า ถามหาประเทศไทย
เหลียวหลัง แลหน้า ถามหาประเทศไทย