News Logo
หน้าแรก
สัญญาณก่อนการล่มสลาย   บทที่ 6: วันที่ประชาชนหมดศรัทธา

สัญญาณก่อนการล่มสลาย บทที่ 6: วันที่ประชาชนหมดศรัทธา

6 ต.ค. 2569 13:13
ผู้ชม 13 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

19 สิงหาคม 1991 ชาวมอสโกตื่นมาเจอรถถังเต็มถนน 

ทีวีทุกช่องประกาศว่ากอร์บาชอฟป่วย ทำหน้าที่ไม่ได้ อำนาจจึงย้ายไปอยู่กับคณะกรรมการชุดหนึ่ง ซึ่งมีทั้งรองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีมหาดไทย และหัวหน้าเคจีบี 

กองทัพ ตำรวจ หน่วยข่าวกรอง และกลไกรัฐสำคัญ อยู่ในมือพวกเขาแทบครบ 

บนกระดาษ ไม่มีทางแพ้ 

บ่ายวันนั้น ยานาเยฟ รองประธานาธิบดีที่ขึ้นมารักษาการ ออกแถลงข่าวสด บอกว่ากอร์บาชอฟพักผ่อนอยู่ที่ไครเมีย หายดีเมื่อไรก็จะกลับมาทำงาน 

แทบไม่มีใครสนใจว่าเขาพูดอะไร 

ทุกคนมองมือเขา 

มือสั่น สั่นตลอดเวลา สั่นจนกล้องจับได้ คนทั้งประเทศเห็นภาพเดียวกัน ชายที่บอกว่าตัวเองคุมสถานการณ์อยู่ ดูเหมือนจะคุมแม้แต่มือตัวเองไม่ได้ 

แล้วเรื่องที่ไม่มีใครคาดก็เกิดขึ้น 

คนมอสโกไม่หนีเข้าบ้าน พวกเขาเดินไปหารถถัง เอาขนมปังกับบุหรี่ไปให้ทหารหนุ่มอายุยี่สิบต้น ๆ ที่หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าถูกส่งมาทำไม คุณป้าคนหนึ่งเข้าไปถามทหารตรง ๆ ว่า ลูกจะยิงใคร แม่ของหนูก็ยืนอยู่ตรงนี้นะ 

เยลต์ซินปีนขึ้นรถถังคันหนึ่ง รถถังที่ถูกส่งมาจัดการเขาเองนั่นแหละ แล้วยืนอ่านแถลงการณ์ต้านการยึดอำนาจกลางถนน 

ทหารในรถถังไม่ได้ลากเขาลงมา 

คืนต่อมา คนหลายหมื่นตั้งแนวกั้นรอบรัฐสภาด้วยท่อนไม้ รถโทรลลีย์บัส เหล็กเส้น และร่างกายตัวเอง รถถังบางคันหันปืนออกจากฝูงชน บางหน่วยไม่ยอมบุก บางส่วนข้ามมาอยู่ฝั่งประชาชน คำสั่งลงมาแล้ว แต่ผู้บังคับหน่วยระดับล่างหลายคนไม่ทำตาม บางคนอ้างว่าไม่มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร บางคนบอกตรง ๆ ว่าไม่ยิงคนของตัวเอง 

21 สิงหาคม ทุกอย่างจบ 

มีผู้เสียชีวิตสามคน 

คนที่ถือกองทัพ ตำรวจ และหน่วยข่าวกรองไว้ในมือ แพ้ภายในสามวัน 

วันนั้นรัฐเสียมากกว่าแผนยึดอำนาจ 

มันเสียพลังพื้นฐานที่สุดของตัวเองไป 

สั่งแล้วมีคนทำ 

สี่เดือนต่อมา ธงแดงถูกลดลงจากเครมลิน 

แต่สหภาพโซเวียตไม่ได้เพิ่งพังในเดือนธันวาคม และไม่ได้เพิ่งพังในเดือนสิงหาคมด้วยซ้ำ 

มันค่อย ๆ ตายมานานแล้ว 

กว่าจะมาถึงวันที่ทหารไม่ยอมยิงประชาชน คนจำนวนมากต้องเลิกเชื่อรัฐของตัวเองไปทีละนิด เป็นเวลาหลายสิบปี 

คนโซเวียตมีมุกหนึ่งที่พูดกันจนชิน 

“เราแกล้งทำงาน รัฐก็แกล้งจ่ายเงิน” 

มันตลก เพราะมันจริง 

คนไปทำงานเพราะต้องไป โรงงานรายงานว่าผลิตได้ตามเป้า ทั้งที่ของในร้านไม่มี ทุกคนรู้ว่าตัวเลขกับชีวิตจริงไม่ตรงกัน และทุกคนก็ทำเป็นไม่รู้ 

เห็นคิวยาวต้องรีบต่อไว้ก่อน แล้วค่อยถามว่าขายอะไร เพราะขายอะไรก็ควรซื้อไว้ 

ระบบรัฐใช้ไม่ได้ คนก็สร้างระบบของตัวเองขึ้นมาแทน คนรัสเซียเรียกว่า บลัต หรือเส้นสายส่วนตัว 

ญาติอยู่ในโกดัง เพื่อนอยู่ร้านเนื้อ รู้จักคนที่เซ็นเอกสารได้ ของที่หาไม่ได้ในร้านของรัฐก็หาได้ผ่านคนรู้จัก เรื่องที่ราชการแก้ไม่ได้ก็แก้ได้ด้วยของฝากกับความสนิทสนม 

ระบบยังอยู่ 

แต่คนเริ่มใช้ชีวิตอ้อมระบบไปแล้ว 

แล้วก็เกิดเรื่องที่ทำลายความเชื่อได้มากกว่าการเข้าคิวสิบปีรวมกัน 

26 เมษายน 1986 เตาปฏิกรณ์เชอร์โนบิลระเบิด 

รัฐไม่ได้เตือนประชาชนทันที เมืองใกล้โรงไฟฟ้าถูกอพยพหลังเกิดเหตุไปกว่าหนึ่งวัน วันที่ 1 พฤษภาคม กรุงเคียฟยังจัดพาเหรดวันแรงงานตามปกติ เด็กนักเรียนเดินขบวนกลางแดด พ่อแม่ยืนดูอยู่สองข้างทาง ขณะที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงรู้แล้วว่ากัมมันตรังสีในอากาศสูงผิดปกติ 

หลายคนรู้เรื่องจากวิทยุต่างประเทศก่อนจะได้ยินจากรัฐบาลตัวเอง 

หลังจากนั้น รัฐพูดอะไรมา คนก็มีคำถามเดียวในใจ 

“จริงหรือเปล่า?” 

ความไม่เชื่อแบบนี้ไม่ได้ทำให้คนลุกฮือทันที มันแค่ทำให้คนเลิกทุ่มเท ทำงานเท่าที่ต้องทำ ทำตามเท่าที่เลี่ยงไม่ได้ อยู่ในระบบ แต่ไม่คิดจะเสียอะไรให้มันมากกว่านั้น 

แล้วพอถึงวันที่รัฐต้องการให้ประชาชนออกมาปกป้องจริง ๆ 

ก็ไม่มีใครอยากมา 

ตรงนี้คือเรื่องที่คนมักลืม 

รัฐอยู่ได้เพราะคนส่วนใหญ่ยอมทำตามกติกาเอง ต่อให้มีตำรวจทุกหัวมุมถนนก็แทนกันไม่ได้ 

คนจ่ายภาษีโดยไม่ต้องมีใครยืนเฝ้า ทำตามกฎหมายโดยไม่ต้องมีตำรวจเดินตาม ทหารและข้าราชการทำงานโดยไม่ต้องมีใครคอยจ้องทุกนาที 

ความกลัวเป็นแค่ส่วนหนึ่ง คนยอมทำเพราะยังรู้สึกว่าเล่นตามกติกาแล้วคุ้ม คนอื่นก็เล่นเหมือนกัน และรัฐก็ยังให้อะไรกลับมาบ้าง 

พอความรู้สึกนี้หมด ของที่รัฐเคยได้แทบฟรีก็เริ่มมีราคา ต้องเพิ่มคนเก็บภาษีเพื่อเก็บเงินได้เท่าเดิม เพิ่มตำรวจเพื่อให้บ้านเมืองสงบเท่าเดิม เพิ่มคนคุมเพื่อให้ราชการเดินได้เท่าเดิม 

ปัญหาคือ รัฐที่มาถึงจุดนี้มักไม่มีเงินจะจ่ายแล้ว 

ราชวงศ์ชิงพังด้วยความเร็วที่น่าตกใจ 

ตุลาคม 1911 ทหารที่อู่ชางก่อการขึ้นแบบที่แผนยังไม่ค่อยลงตัว แต่ไม่นาน มณฑลต่าง ๆ ก็ทยอยประกาศแยกตัวจากราชสำนัก ไม่มีใครนัดกันไว้ก่อน คนจำนวนมากแค่มองไม่เห็นแล้วว่าจะปกป้องราชวงศ์นี้ไปทำไม 

แม้แต่หยวนซื่อไข่ ผู้คุมกองทัพเป่ยหยางที่แข็งที่สุดของราชสำนัก และมีกำลังพอจะสู้ต่อ ก็เลือกเจรจามากกว่ารบจนสุดทาง 

ราชวงศ์ที่ปกครองจีนมาเกือบสามร้อยปีจบลงในเวลาไม่กี่เดือน จักรพรรดิองค์สุดท้ายยังเป็นเด็ก และแทบไม่มีใครยอมสู้จนถึงที่สุดเพื่อรักษาราชวงศ์ไว้ 

ออสเตรีย-ฮังการีพังในสนามรบ 

กองทัพมีทหารหลายเชื้อชาติ หลายภาษา ทุกคนใช้คำสั่งพื้นฐานชุดเดียวกัน ส่วนนายทหารต้องหัดพูดภาษาของลูกน้อง ตอนที่ทุกคนยังรู้สึกว่าจักรวรรดิเป็นบ้านของตัวเอง เรื่องนี้ยังพอไปได้ 

แต่พอสงครามโลกครั้งที่หนึ่งลากยาว คนตายไม่หยุด ความเหนื่อยล้าและกระแสชาตินิยมก็พุ่งขึ้น ทหารหลายกลุ่มเริ่มไม่รู้สึกผูกพันกับจักรวรรดิอีกต่อไป เชลยศึกชาวเช็กและสโลวักจำนวนหนึ่งถึงกับสมัครเข้ากองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อรบเพื่อเอกราชของชาติตัวเอง 

ตรงนี้แหละที่อันตรายที่สุด 

ไม่มีรัฐไหนบังคับให้คนจำนวนมากไปตายเพื่อสิ่งที่เขาไม่เชื่อได้นาน 

พลเมืองไม่อยากรบ ก็จ้างคนอื่นมารบแทน 

กาหลิบอับบาซิดเริ่มใช้ทหารทาสชาวเติร์กจากเอเชียกลาง พอถึงสมัยอัล-มูตาซิมก็ซื้อมาตั้งเป็นกองทัพขนาดใหญ่อย่างเป็นระบบ 

ไอเดียฟังดูดีมาก คนพวกนี้ไม่มีฐานอำนาจในเมือง ไม่มีญาติพี่น้องใหญ่โต ไม่มีใครให้ภักดีนอกจากคนที่เลี้ยงและจ่ายเงินให้ 

ตอนแรกดูเหมือนคุมง่าย 

ไม่นาน สมการก็กลับด้าน 

ทหารที่ถูกสร้างมาเพื่อปกป้องราชสำนัก กลายเป็นคนตัดสินว่าใครควรได้เป็นกาหลิบ กาหลิบบางองค์ถูกปลด ถูกทำให้ตาบอด หรือถูกฆ่า โดยคนที่ราชสำนักซื้อมาคุ้มครองตัวเอง 

ออตโตมันเจอเรื่องคล้ายกันกับจานิสซารี 

ช่วงแรกเป็นทหารชั้นยอด วินัยสูง เก่งมาก แต่นานวันเข้ากลายเป็นกลุ่มผลประโยชน์ของตัวเอง ปฏิรูปกองทัพเมื่อไร ตำแหน่ง รายได้ และอภิสิทธิ์ก็อาจหายไป พวกเขาจึงขวางการปฏิรูปหลายครั้ง สุลต่านบางองค์ที่คิดเปลี่ยนระบบถูกปลด บางองค์ถูกสังหาร 

ระบบแบบนี้เดินได้ตราบที่รัฐยังจ่ายไหว 

วันไหนคลังแห้ง ทุกอย่างเปลี่ยน 

คนที่ภักดีต่อเงินย่อมมาทวงเงิน และถ้าคนจ่ายไม่มีเงิน แต่คนทวงมีปืน อยู่กลางเมืองหลวง และรู้ดีว่าใครอ่อนแอกว่าใคร 

ศัตรูก็ไม่ได้อยู่ข้างนอกอีกต่อไป 

รัฐที่มาถึงจุดนี้ มองจากข้างนอกยังปกติทุกอย่าง 

ธงยังโบก 

กฎหมายยังใช้ 

ราชการยังเปิด 

กองทัพยังสวนสนาม 

งบประมาณยังผ่าน 

แผนที่ยังเหมือนเดิม 

แต่ข้างในเปลี่ยนไปหมดแล้ว ประชาชนทำเพื่อครอบครัวมากกว่าส่วนรวม เจ้าหน้าที่ทำเพื่อผู้อุปถัมภ์มากกว่าประชาชน ชนชั้นนำห่วงตระกูลมากกว่าห่วงรัฐ คนถืออาวุธฟังคนที่เลี้ยงเขามากกว่าสถาบันที่ควรรับใช้ 

ทุกคนยังอยู่ในระบบเดิม ใช้ชื่อเดิม นั่งโต๊ะเดิม ทำพิธีแบบเดิม แต่ไม่มีใครอยากเหนื่อยเกินจำเป็นเพื่อรักษามันไว้อีกแล้ว 

หลังจากนั้นก็เหลือแค่รอจังหวะ อาจเป็นสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจ หรือคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ตอนแรกไม่มีใครคิดว่าจะสำคัญ 

วันหลัง คนจะเรียกเหตุการณ์นั้นว่าสาเหตุของการล่มสลาย 

ทั้งที่มันเป็นแค่แรงผลักครั้งสุดท้าย 

มันผลักได้ 

เพราะไม่มีใครยืนขวางแล้ว 

รัฐอาจยังไม่ล่มสลายในแผนที่ 

แต่ล่มสลายไปแล้วในใจผู้คน 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“สงครามฆ่าตัวตาย” ของ “ชาติยูเครน”
“สงครามฆ่าตัวตาย” ของ “ชาติยูเครน”