หลายคนคงเคยเห็นโลโก้ JCI อยู่ตามป้ายโฆษณา เว็บไซต์ หรือแม้แต่ป้ายขนาดใหญ่หน้าโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ โรงพยาบาลมักนำสัญลักษณ์นี้มาแสดงอย่างภาคภูมิใจว่าได้รับการรับรองมาตรฐานระดับนานาชาติ
แต่เคยสงสัยกันไหมครับว่า JCI คืออะไร แล้วการที่โรงพยาบาลได้รับการรับรองนี้ หมายความว่าคนไข้จะได้รับการรักษาที่ดีจริงหรือเปล่า?
JCI ย่อมาจาก Joint Commission International เป็นองค์กรจากสหรัฐอเมริกาที่ทำหน้าที่ตรวจและรับรองมาตรฐานโรงพยาบาล ทั้งเรื่องความปลอดภัย การป้องกันความผิดพลาด การใช้ยา การควบคุมการติดเชื้อ และการดูแลผู้ป่วย
ประเทศไทยถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีสถานพยาบาลได้รับการรับรอง JCI มากที่สุดในโลก และมีจำนวนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่แปลกที่เราจะเห็นโลโก้นี้อยู่ตามโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำจำนวนมาก
ผมต้องยอมรับว่า JCI มีประโยชน์จริง หลายอย่างที่เคยทำกันแบบไม่เป็นระบบก็ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น โรงพยาบาลระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น และมีขั้นตอนป้องกันความผิดพลาดชัดเจนขึ้น
แต่หลังจากทำงานเป็นหมอมาหลายสิบปี ผมอดสงสัยไม่ได้ว่า
ทุกวันนี้เรากำลังทำให้โรงพยาบาลรักษาคนไข้ได้ดีขึ้นจริง ๆ หรือแค่ทำให้โรงพยาบาลเก่งขึ้นในการแสดงหลักฐานว่าตัวเองได้มาตรฐาน?
ลองนึกภาพหมอรักษาคนไข้หนึ่งคน ต้องกรอกเอกสารกี่อย่าง เซ็นชื่อกี่ครั้ง ทั้งใบประเมิน ใบเตรียมตัว ใบให้ข้อมูล ใบยินยอม และเอกสารอีกสารพัด บางเรื่องถามซ้ำกันจนไม่เข้าใจว่าทำไมไม่รวมไว้ในเอกสารชุดเดียวให้จบ
เอกสารสำคัญครับ ผมไม่ได้เถียง แต่การเซ็นชื่อครบทุกช่องไม่ได้แปลว่าคนไข้เข้าใจเรื่องการรักษาดีขึ้นเสมอไป
เวลาที่หมอและพยาบาลเสียไปกับเอกสารซ้ำ ๆ นั้น เอาไปพูดคุย อธิบายโรค หรือดูแลคนไข้ได้อีกตั้งเท่าไร?
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือช่วงก่อน JCI มาตรวจ โรงพยาบาลบางแห่งเตรียมตัวกันราวกับจะมีงานใหญ่ บุคลากรทำงานกันหลายวันหลายคืน ตรวจเอกสาร จัดแฟ้ม จัดห้อง เปลี่ยนตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์ แม้แต่กระถางต้นไม้ก็ยังต้องจัดให้ถูกใจ
บางแห่งหมอพยายามนัดคนไข้ให้น้อยลง หลีกเลี่ยงการทำหัตถการในวันที่ผู้ตรวจมา เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องยุ่งยาก
ผมเลยสงสัยว่า ถ้าโรงพยาบาลต้องเปลี่ยนวิธีทำงานในวันที่มีคนมาตรวจ แล้วสิ่งที่ผู้ตรวจเห็นคือการทำงานจริงในวันปกติ หรือเป็นเพียงภาพที่เตรียมไว้ให้ดู?
แต่เรื่องเอกสารกับการเตรียมรับการตรวจยังไม่ใช่สิ่งที่ผมห่วงที่สุด
สิ่งที่ผมห่วงมากกว่าคือ โรงพยาบาลที่ผ่าน JCI แล้ว ยังมีการตรวจรักษาคนไข้เกินความจำเป็นอยู่หรือเปล่า?
ทุกวันนี้เราเห็นแพ็กเกจตรวจสุขภาพสารพัดอย่าง ทั้งตรวจยีนเพื่อทำนายโรคอัลไซเมอร์ ตรวจแบคทีเรียในลำไส้เพื่อจัดอาหารหรือขายอาหารเสริม รวมถึงบริการชะลอวัยที่โฆษณากันอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
บางอย่างมีประโยชน์จริงในคนไข้บางกลุ่ม แต่บางอย่างก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าคนทั่วไปตรวจแล้วจะได้ประโยชน์คุ้มกับเงินที่เสียไป
คนไข้จำนวนมากไม่ใช่หมอ ย่อมไม่รู้หรอกว่าการตรวจไหนจำเป็น การตรวจไหนยังเป็นเรื่องที่วงการแพทย์ถกเถียงกันอยู่ เมื่อโรงพยาบาลชื่อดังโฆษณา คนไข้ก็มักเชื่อถือ
คำถามคือ JCI ตรวจเรื่องพวกนี้ด้วยหรือเปล่า?
ตรวจหรือไม่ว่าแพ็กเกจที่โรงพยาบาลขายมีเหตุผลทางการแพทย์จริงไหม ตรวจหรือไม่ว่าหมอส่งตรวจมากเกินความจำเป็นหรือเปล่า และตรวจหรือไม่ว่าโฆษณาที่บอกคนไข้ว่าจะได้ประโยชน์นั้น มีหลักฐานรองรับแค่ไหน
JCI มีมาตรฐานเกี่ยวกับเรื่องคุณภาพการรักษาและจริยธรรมอยู่แล้ว แต่ผมอยากรู้ว่าเอามาใช้ตรวจเรื่องเหล่านี้จริงจังเพียงใด
เพราะ ต่อให้การตรวจทำได้ถูกต้องทุกขั้นตอน ถ้าคนไข้ไม่จำเป็นต้องตรวจตั้งแต่แรก มันก็ยังเป็นการตรวจที่ไม่จำเป็นอยู่ดี
อีกเรื่องคือการแทรกแซงการรักษาจากผู้บริหาร
ผมต้องให้ความเป็นธรรมว่าโรงพยาบาลบางแห่งผู้บริหารดีมาก ไม่เข้ามาก้าวก่ายการตัดสินใจของหมอ แต่บางแห่งผมเคยเห็นกับตาว่า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเดินมาเพิ่มคำสั่งตรวจให้คนไข้ที่ตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของไข้ด้วยซ้ำ ทั้งที่ผมเห็นว่าไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์ และทำให้คนไข้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่หมอเจ้าของไข้ก็ไม่กล้าคัดค้าน
ผมไม่ได้บอกว่าคำสั่งตรวจเพิ่มเติมทุกครั้งเป็นเรื่องผิด แต่ถ้ามันไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ที่เหมาะสม แล้วหมอไม่กล้าท้วงเพราะคนสั่งเป็นผู้อำนวยการ ใครจะเป็นคนตรวจสอบ?
ตำแหน่งผู้อำนวยการไม่ได้ทำให้คำสั่งตรวจรักษาถูกต้องขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
แล้วถ้าเกิดความผิดพลาดขึ้นกับคนไข้จริง ๆ ล่ะ โรงพยาบาลจัดการอย่างไร?
ผมรู้จักครอบครัวหนึ่งที่พาผู้ป่วยไปรักษากระดูกหัก แต่ได้รับการวินิจฉัยไม่ครบทุกตำแหน่งตั้งแต่แรก จนต้องกลับมาผ่าตัดเพิ่มเติม
แน่นอนว่าการจะตัดสินว่าหมอผิดหรือไม่ ต้องดูข้อมูลการรักษาให้ครบ ไม่ใช่ฟังจากเรื่องเล่าแล้วตัดสินทันที
แต่สิ่งที่ครอบครัวได้รับเมื่อร้องเรียน กลับเป็นการเสนอส่วนลดค่ารักษาเพียงบางส่วน ขณะที่ผู้ป่วยไม่อยากดำเนินเรื่องต่อ เพราะกลัวจะมีปัญหากับโรงพยาบาลและกระทบการรักษาในอนาคต
ผมอยากถามว่า การลดค่ารักษา 10–20% มันตอบคำถามได้หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนไข้ และจะป้องกันไม่ให้เกิดกับคนอื่นอีกได้อย่างไร?
เรื่องที่หนักกว่านั้น ผมยังเคยรับทราบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการแก้ไขหรือจัดทำเวชระเบียนย้อนหลังในโรงพยาบาลที่ได้รับ JCI โดยข้อมูลที่ผมได้รับระบุว่า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเองเป็นผู้ริเริ่มและมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์ดังกล่าว
เรื่องนี้เป็นข้อกล่าวหาที่ต้องตรวจสอบตามหลักฐาน ไม่ใช่เรื่องที่ควรตัดสินกันด้วยคำพูดฝ่ายเดียว แต่ก็น่าถามว่า ถ้าเกิดเรื่องร้ายแรงเช่นนี้ในโรงพยาบาลที่ผ่านมาตรฐานระดับโลก ระบบ JCI จะตรวจพบได้อย่างไร และเมื่อมีข้อร้องเรียนแล้วจะติดตามเรื่องต่ออย่างไร?
โรงพยาบาลอาจมีระเบียบ มีคณะกรรมการ และมีระบบรายงานความผิดพลาดครบทุกอย่าง แต่ถ้าคนทำงานไม่กล้าพูดความจริง หรือมีการใช้ระบบสอบสวนกับบุคลากรอย่างไม่เป็นธรรม ระบบเหล่านั้นจะช่วยคนไข้ได้แค่ไหน?
อีกเรื่องที่ผมสงสัยมานานคือ ทำไมโรงพยาบาลจึงประชาสัมพันธ์กันอย่างเต็มที่เมื่อผ่าน JCI แต่เราแทบไม่เห็นการเปิดเผยข้อมูลให้คนทั่วไปเข้าใจง่ายว่า อัตราการติดเชื้อในโรงพยาบาลลดลงจริงไหม ภาวะแทรกซ้อนลดลงหรือเปล่า หรือคนไข้ต้องกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำมากน้อยแค่ไหน
แน่นอนว่าการเปรียบเทียบโรงพยาบาลต้องดูด้วยว่ารักษาคนไข้หนักเบาต่างกันอย่างไร แต่ข้อมูลเหล่านี้ก็ควรนำมาแสดงอย่างเหมาะสมได้ ไม่ใช่มีเพียงป้ายรับรองมาตรฐานให้ประชาชนดู
เรารู้ว่าโรงพยาบาลผ่าน JCI แต่กลับไม่ค่อยรู้ว่าผลการรักษาของคนไข้ดีขึ้นจริงแค่ไหน
ครั้งหนึ่งผมเคยถามผู้บริหารว่า ทำไมโรงพยาบาลต้องลงทุนกับ JCI มากขนาดนี้
คำตอบที่ได้คือ ถ้าไม่มี JCI บริษัทและบริษัทประกันต่างประเทศอาจไม่ส่งคนไข้มาให้
ผมเข้าใจเหตุผลนี้ เพราะการมีมาตรฐานสากลช่วยสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจได้จริง แม้จะไม่ใช่ข้อบังคับของบริษัทประกันทุกแห่งก็ตาม
แต่คำตอบนี้ก็ทำให้ผมคิดต่อว่า ตกลงโรงพยาบาลต้องการ JCI เพื่อให้คนไข้ได้รับการรักษาที่ดีขึ้น หรือเพื่อให้โรงพยาบาลแข่งขันทางธุรกิจได้ดีขึ้น?
สองอย่างนี้ไปด้วยกันได้ครับ แต่เราไม่ควรคิดว่าเป็นเรื่องเดียวกันเสมอไป
และยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนในวงการโรงพยาบาลอาจรู้สึก แต่ไม่ค่อยมีใครพูดออกมาตรง ๆ
บางครั้ง JCI ก็ทำให้รู้สึกเหมือนมีคนมาตั้งเงื่อนไขให้ต้องทำตาม แล้วก็ต้องจ่ายเงินเพื่อให้เขามาตรวจว่าเราทำครบหรือยัง
พูดแบบชาวบ้านก็คือ บางคนรู้สึกราวกับถูกมาเฟียเรียกเก็บค่าคุ้มครอง เปรียบเทียบกันแรง ๆ แบบนั้นเลย
ผมไม่ได้กล่าวหาว่า JCI เป็นมาเฟียจริง ๆ หรือมีการเรียกรับเงินโดยมิชอบ แต่ความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นได้เมื่อโรงพยาบาลต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรับการตรวจ ต่ออายุการรับรอง และปรับระบบตามข้อกำหนดต่าง ๆ ขณะที่บุคลากรหน้างานต้องรับภาระเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
บางข้อกำหนดเห็นประโยชน์ชัดเจน แต่บางข้อก็ทำให้สงสัยว่า ช่วยให้คนไข้ปลอดภัยขึ้นจริงแค่ไหน หรือเพียงทำให้บุคลากรต้องเสียเวลาไปกับการจัดทำเอกสารเพิ่มขึ้น
ต้องให้ความเป็นธรรมด้วยว่า JCI มีการปรับมาตรฐาน และฉบับที่เริ่มใช้ในปี 2025 ก็ประกาศว่าลดจำนวนมาตรฐานและข้อกำหนดที่ซ้ำซ้อนลงบางส่วน ไม่ใช่ว่าเพิ่มทุกอย่างขึ้นตลอดเวลา
แต่การลดจำนวนข้อกำหนดบนกระดาษ ไม่ได้หมายความว่าภาระงานของหมอและพยาบาลจะลดลงจริงเสมอไป
ผมจึงอยากถามว่า ใครเป็นคนตรวจสอบความคุ้มค่าของข้อกำหนด JCI แต่ละข้อ?
ถ้าโรงพยาบาลต้องใช้เงินและกำลังคนจำนวนมากเพื่อให้ผ่านการรับรอง ก็ควรมีคำตอบที่ชัดเจนว่าเงินและเวลาที่เสียไปช่วยลดความผิดพลาด ลดการติดเชื้อ หรือทำให้คนไข้ได้รับการรักษาที่ดีขึ้นมากน้อยแค่ไหน
เพราะการตรวจสอบคุณภาพควรทำให้คนไข้ปลอดภัยขึ้น ไม่ใช่ทำให้หมอและพยาบาลยุ่งกับงานตรวจสอบจนมีเวลาดูแลคนไข้น้อยลง
ผมไม่ได้ต้องการให้ยกเลิก JCI ผมอยากให้มีมาตรฐานที่ดี และอยากให้โรงพยาบาลถูกตรวจสอบด้วยซ้ำ เพียงแต่อยากเห็นการตรวจที่ให้ความสำคัญกับการรักษาคนไข้จริง ๆ มากกว่าความสวยงามของเอกสารและความเรียบร้อยในวันที่มีคนมาตรวจ
อยากเห็นการตรวจสอบว่าแพทย์รักษาตามหลักวิชาการหรือไม่ คนไข้ถูกส่งตรวจเกินจำเป็นหรือเปล่า ผู้บริหารแทรกแซงการรักษาหรือไม่ เมื่อเกิดความผิดพลาดมีการค้นหาความจริงอย่างตรงไปตรงมาหรือเปล่า และผลการรักษาดีขึ้นจริงแค่ไหน
ที่สำคัญ ผมอยากเห็นโรงพยาบาลที่กล้าบอกคนไข้ว่า “ไม่จำเป็นต้องตรวจอันนี้หรอกครับ” แม้จะทำให้โรงพยาบาลได้เงินน้อยลง
เพราะการแพทย์ที่ดีไม่ได้หมายถึงการตรวจให้มากที่สุด แต่หมายถึงการตรวจและรักษาเท่าที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อคนไข้จริง ๆ
ท้ายที่สุดแล้ว คนไข้ไม่ได้เดินเข้าโรงพยาบาลเพราะอยากเห็นป้าย JCI
เขาเดินเข้าไปเพราะหวังว่าจะเจอหมอที่รักษาเขาอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และซื่อตรง
โรงพยาบาลได้มาตรฐานแล้ว แต่คนไข้ได้อะไร?




