ทุกวันนี้เปิดข่าวหรือเข้าโซเชียลมีเดียทีไร ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเรากำลังให้ความสำคัญกับอะไรกันอยู่ วิเคราะห์การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ กันอย่างจริงจัง ทรัมป์จะทำอะไรต่อ จีนจะบุกไต้หวันหรือเปล่า สงครามโลกครั้งที่สามจะเกิดไหม ประเทศนั้นประท้วง ประเทศนี้จลาจล ไหนจะภัยไซเบอร์ที่อาจทำให้ระบบสาธารณูปโภคหยุดชะงัก ต้องเตรียมอาหาร เตรียมน้ำ เตรียมเงินสด เตรียมรับมือกันสารพัด
ฟังดูเหมือนเรากำลังเตรียมตัวรับภัยพิบัติระดับโลกกันอย่างขะมักเขม้น
แต่ขอโทษเถอะ เคยหันกลับมาดูบ้านตัวเองกันบ้างหรือเปล่า
บ้านที่เรากำลังนั่งดูข่าวสงครามกันอย่างเพลิดเพลินอยู่นี่ เสากำลังถูกปลวกกัดกินจนผุกร่อน แต่เจ้าของบ้านกลับมัวเงยหน้ามองท้องฟ้า กลัวว่าเครื่องบินจะตกใส่หลังคา
1. กลัวเครื่องบินตกใส่หลังคา แต่ไม่เห็นปลวกกินเสาบ้าน
The Illusion of Threats
ภัยจากภายนอกเป็นเรื่องจริงที่ต้องติดตาม สงคราม เศรษฐกิจโลก และความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจล้วนกระทบประเทศไทยได้ทั้งนั้น แต่สิ่งที่น่าสมเพชเวทนาคือ เรากลับทุ่มเทความสนใจให้กับภัยที่ยังไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นกับเราโดยตรงหรือไม่ มากกว่าปัญหาที่กำลังกัดกร่อนประเทศของตัวเองอยู่ทุกวัน
เศรษฐกิจไทยปี 2569 ถูกประเมินว่าจะเติบโตเพียงประมาณ 1.6% หนี้ครัวเรือนยังสูงกว่า 85% ของ GDP หนี้สาธารณะสะสมมหาศาล กำลังซื้ออ่อนแอ ธุรกิจขนาดเล็กเข้าถึงเงินทุนยาก ประชาชนจำนวนมากทำงานหนักขึ้น แต่กลับรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้ดีขึ้นเท่าไร
รัฐบาลผลัดกันออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แจกเงิน พักหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ แล้วก็กลับมาแจกใหม่ ราวกับเรากำลังรักษาโรคเรื้อรังด้วยยาแก้ปวด โดยไม่คิดจะรักษาสาเหตุของโรคเสียที
แล้วปัญหาเรื่องผลิตภาพแรงงาน ระบบการศึกษา ความสามารถในการแข่งขัน การผูกขาดทางเศรษฐกิจ และประสิทธิภาพการใช้เงินภาษีที่สะสมมาหลายสิบปีล่ะ แก้ไปถึงไหนแล้ว
เรากลัวเศรษฐกิจอเมริกาจะล่ม แต่เศรษฐกิจบ้านตัวเองโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศกลับไม่ค่อยตกใจ เรากลัวสงครามจะทำให้ประเทศเสียหาย แต่ความเสียหายจากการบริหารประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพซึ่งเกิดขึ้นทุกปี กลับกลายเป็นเรื่องที่เราอยู่กับมันได้อย่างหน้าตาเฉย
2. งูกินหาง : เมื่อคนถูกตรวจสอบมีส่วนเลือกคนตรวจสอบ
Accountability Paralysis
เศรษฐกิจโตช้าก็น่ากลัวอยู่แล้ว แต่โครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่ทำให้การแก้ปัญหายากขึ้นเรื่อย ๆ น่ากลัวยิ่งกว่า
ประเทศไทยได้คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตปี 2568 เพียง 33 จาก 100 คะแนน อยู่ลำดับ 116 จาก 182 ประเทศ สะท้อนว่าปัญหาความน่าเชื่อถือในการป้องกันคอร์รัปชันยังหนักหนาสาหัส
เรามีข้อถกเถียงเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา และบทบาทของ สว. ในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระหลายแห่ง ซึ่งองค์กรเหล่านี้ก็มีหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจทางการเมืองอีกที
หากเครือข่ายอำนาจทางการเมืองสามารถครอบงำกระบวนการเลือกคนตรวจสอบได้ คนมีอำนาจเลือกคนตรวจสอบ แล้วคนตรวจสอบก็กลับมาตรวจสอบคนมีอำนาจ วนกันไปวนกันมา จนประชาชนไม่รู้ว่าจะหวังพึ่งใคร
“นี่แหละที่เรียกว่างูกินหาง”
เมื่อกลไกตรวจสอบอ่อนแอ เงินภาษีมีโอกาสถูกใช้อย่างไร้ประสิทธิภาพ การแข่งขันทางธุรกิจถูกบิดเบือน ผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่ม และสุดท้ายคนที่ต้องรับภาระก็คือประชาชน
3. เงินบริจาคหลักล้านเป็นข่าวใหญ่ เงินภาษีหลักพันล้านกลับเงียบ
Selective Public Outrage
ลองดูตัวอย่างการนำเสนอข่าวของสังคมไทยในช่วงที่ผ่านมา
กรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเงินบริจาคของมูลนิธิที่มีบุ๋ม ปนัดดา เป็นประธาน กลายเป็นข่าวใหญ่
แต่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน เรามีโครงการมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี กรอบงบประมาณถึง 2,750 ล้านบาท เปิดงานแล้วพบปัญหาความไม่พร้อมหลายอย่าง ทั้งการขนส่ง การบริการประชาชน และการจัดการพื้นที่ ยังมีคำถามเรื่องงบประชาสัมพันธ์และการบริหารจัดการจำนวนหลายร้อยล้านบาทที่ควรได้รับคำชี้แจงอย่างละเอียด เงินภาษีระดับนี้ย่อมต้องถูกตรวจสอบว่ามีการวางแผนอย่างไร ใครอนุมัติ ใครตรวจรับงาน และประชาชนได้รับประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่
สิ่งที่น่าตั้งคำถามคือ ทำไมข่าวดราม่าคนดังจึงมีเรื่องให้ขยี้ต่อได้ไม่รู้จบ ใครพูดอะไร ใครร้องไห้ ใครโพสต์ตอบโต้ ใครอยู่ฝ่ายไหน แต่ข่าวการใช้เงินภาษีหลายพันล้านบาทกลับไม่ค่อยถูกเกาะติดในรายละเอียดอย่างต่อเนื่องด้วยความเข้มข้นแบบเดียวกัน
สื่อแข่งขันกันแย่งยอดชม ยอดคลิก และรายได้จากโฆษณา ข่าวที่กระตุ้นอารมณ์ขายง่ายกว่าเรื่องงบประมาณที่ต้องอ่านเอกสาร ตรวจสัญญา และตามหาผู้รับผิดชอบ ขณะที่ประชาชนเองก็มีส่วนขับเคลื่อนวงจรนี้ด้วยการคลิกและแชร์ จนบางครั้งเรารู้รายละเอียดชีวิตครอบครัวของคนดังมากกว่ารู้ว่ารัฐบาลเอาเงินภาษีของตัวเองไปใช้ทำอะไร
เงินบริจาคถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ เราโกรธ ซึ่งก็สมควรแล้ว แต่เมื่อโครงการที่ใช้เงินภาษีหลายพันล้านบาทมีปัญหา ทำไมเราจึงไม่เรียกร้องคำตอบจากผู้รับผิดชอบให้เข้มข้นในระดับเดียวกัน
เงินภาษีไม่ใช่เงินของรัฐบาล ไม่ใช่เงินของนักการเมือง และไม่ใช่เงินของข้าราชการคนใดคนหนึ่ง
“มันคือเงินของประชาชน”
4. ประเทศไม่ได้พังในวันเดียว แต่มันค่อย ๆ เน่าจนเราเคยชิน
The Normalization of Dysfunction
ความเสียหายจากสงครามหรือภัยพิบัติมักมีภาพให้เห็น มีเสียงระเบิด มีอาคารถล่ม มีผู้บาดเจ็บ มีคนเสียชีวิต จนคนทั้งโลกตกใจพร้อมกัน แต่ความเสียหายจากคอร์รัปชัน การบริหารที่ไร้ประสิทธิภาพ และความเสื่อมของระบบตรวจสอบไม่มีภาพแบบนั้นให้เห็นทุกวัน
มันค่อย ๆ กัดกินงบประมาณ กัดกินโอกาสทางเศรษฐกิจ กัดกินความเชื่อมั่นและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โรงเรียนที่ควรดีกว่านี้ก็ไม่ได้ดี โรงพยาบาลที่ควรมีทรัพยากรมากกว่านี้ก็ยังขาดแคลน โครงสร้างพื้นฐานที่ควรเกิดก็ล่าช้า ส่วนคนรุ่นใหม่ก็ต้องดิ้นรนกับเศรษฐกิจที่แทบไม่เปิดโอกาสให้ชีวิตก้าวหน้า
ที่น่ากลัวที่สุดคือ เราเริ่มเคยชินกับความผิดปกติเหล่านี้
ได้ยินข่าวโครงการรัฐมีปัญหาก็ถอนหายใจ ได้ยินข่าวทุจริตก็ส่ายหน้า พอมีเรื่องใหม่เข้ามา เรื่องเก่าก็เงียบหายไป ไม่มีใครตามต่อว่าเงินที่เสียไปได้คืนหรือไม่ ใครถูกลงโทษ และระบบถูกแก้ไขอย่างไร พอเวลาผ่านไป เราก็ยอมรับความไร้ประสิทธิภาพเป็นเรื่องธรรมดาของประเทศ ราวกับว่ามันเป็นธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
ทั้งที่ประเทศไม่จำเป็นต้องมีสงครามสักครั้งก็เสื่อมถอยลงได้ หากปล่อยให้โครงสร้างภายในถูกกัดกร่อนไปเรื่อย ๆ
5. มัวแต่เถียงว่าปลวกฝั่งไหนเลวกว่า จนลืมว่าบ้านกำลังพัง
The Partisan Trap
ปลวกพวกนี้ไม่ได้เพิ่งเข้าบ้านเมื่อวาน มันอยู่มานาน ผ่านรัฐบาลมาแล้วหลายชุด แต่ดูเหมือนเจ้าของบ้านจะคุ้นเคยกับมันเสียจนไม่คิดจะกำจัดให้หมดไปเสียที พอมีข่าวทุจริตหรือการใช้อำนาจที่น่าสงสัยเกิดขึ้น แทนที่จะช่วยกันตรวจสอบ สังคมกลับเสียเวลาเถียงกันว่าปลวกฝั่งไหนเลวกว่ากัน
ถ้าเป็นฝ่ายตรงข้ามทำ เราเรียกร้องให้ตรวจสอบทันที แต่ถ้าเป็นฝ่ายที่ตัวเองสนับสนุน กลับมีข้อแก้ตัวให้สารพัด บางคนถึงกับช่วยกันปกป้อง ทั้งที่พฤติกรรมแบบเดียวกันนั้นเคยเป็นสิ่งที่ตัวเองด่าทอเมื่ออีกฝ่ายทำ แล้วเราจะมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งได้อย่างไร หากมาตรฐานความถูกผิดของสังคมเปลี่ยนไปตามสีเสื้อและความชอบทางการเมือง
ไม่ว่าปลวกจะมาจากฝ่ายไหน มันก็กินเสาบ้านหลังเดียวกัน และบ้านหลังนี้ก็เป็นของพวกเราทุกคน ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเลิกสนใจว่าใครเป็นเจ้าของปลวก แล้วหันมาจัดการกับระบบที่ปล่อยให้ปลวกเข้ามากัดกินบ้านได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เราไม่จำเป็นต้องเลิกสนใจข่าวต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องเลิกดูข่าวดารา และไม่จำเป็นต้องเลิกสนุกกับโซเชียลมีเดีย แต่ควรแยกให้ออกว่าอะไรเป็นเรื่องบันเทิง อะไรเป็นภัยที่ต้องเฝ้าระวัง และอะไรเป็นปัญหาที่กำลังทำลายอนาคตของเราอยู่จริง ๆ
“เพราะถ้ายังมัวแต่เงยหน้ามองฟ้า ระวังจะไม่มีบ้านเหลือให้เครื่องบินตกใส่”




