“คำสัญญา” เป็นเพลงที่ผู้แต่งไม่มีโอกาสรู้เลยว่า ผลงานของเขากลายเป็นเพลงร้องติดปากของคนไทยทั้งแผ่นดิน เนื่องจากเขาแต่งเพลงนี้ได้ไม่นาน ก็มีภารกิจลาเพื่อนออกไปสู้รบ ในที่สุดต้องเสียสละชีวิตของเขาเองให้แก่การต่อสู้ เพื่อการปฏิวัติของประชาชน
ในบรรดาเพลงเพื่อชีวิต ที่กลายเป็นเพลงยอดนิยมของคนเมืองมี 3 เพลง ที่เป็นที่รู้จักกันดีโดยทั่วไป
1. เพลงแสงดาวแห่งศรัทธา ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ที่แต่งทั้งคำร้องและทำนอง ขณะที่เขาถูก
เผด็จการยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จับคุมขังอยู่ที่คุกบางขวาง โดยมีเพื่อนร่วมคุก เช่น อุทธรณ์ พลกุล ทองใบ ทองเปานด์ ไขแสง สุกใส เปลื้อง วรรณศรี ฯลฯ
ในคุกคุมขังอันคับแคบ ในยามค่ำคืน หน้าต่างลูกกรงเหล็กเล็กๆ เหนือศีรษะ มีดาวกับเดือนเป็นเพื่อน จิตรมองลอดกรงหน้าต่างในคืนเดือนมืด แต่ฟ้าสว่างจ้าด้วยดาวนับไม่ถ้วนดวง ทำให้เรียงร้อยมาเป็นเพลง “แสงดาวแห่งศรัทธา” ที่ให้พลังหวังว่า “แม้ผืนฟ้ามืดดับเดือนลับละลาย ดาวยังพรายศรัทธาเย้ยฟ้าดิน ดาวยังพรายอยู่จนฟ้ารุ่งราง.......”
2. เพลงเดือนเพ็ญ เป็นผลงานอมตะของ ผู้ใช้นามปากกาว่า “นายผี” ชื่อจริง คือ อัศนี
พลจันทร ชื่อจัดตั้งว่า “ไฟ” สหายทั้งมวลชอบเรียกอย่างยกย่องว่า “ลุงไฟ”
เมื่อเข้าป่าปฏิวัติ ขณะได้รับมอบหมายให้ไปแปลวรรณกรรมของเหมา เจ๋อตง อยู่ที่ปักกิ่ง ลุงไฟคิดถึงบ้าน เพราะอยากกลับมาใช้ชีวิตอยู่ในเขตป่าเขาของประเทศไทย จึงแต่งเพลงเดือนเพ็ญในชื่อเดิมว่า “คิดถึงบ้าน”
สังเกตได้ว่า มีคำว่า “ลม” อยู่ 4 ที่ คือ “เย็นชื่นหนอยามเมื่อลมพัดมา.......” “ลมเอ๋ยช่วยพากระซิบข้างกาย....” “จันทร์เอยช่วยบอกให้ลมช่วยเป่า.....” “ลมเอยช่วยเป็นสื่อให้.....”
สาเหตุ ก็เนื่องจาก “ลม” เป็นชื่อจัดตั้งของป้าเป็นภรรยาของลุงไฟซึ่งตอนนั้นยังอยู่ห่างกัน จึงใช้ลมเป็นคำสื่อสารที่มีนัยลึกซึ้ง
เพลงนี้ นัยว่าไม่เป็นที่สบอารมณ์ของสหายนำ (สายจีน) นัก เพราะเหตุที่เห็นว่ามีท่วงทำนองยอมจำนนความจริง ความคิดถึงบ้าน ไม่ใช่การสยบยอมต่อทางการ แต่ต้องการสื่อถึงอารมณ์คิดถึงเขตป่าเขาที่เป็นพื้นที่ปฏิวัติ
3. เพลงคำสัญญา เพลงนี้ผู้แต่งคือ สหายโพธิ์ เป็นเด็กหนุ่มอายุ 19 ปี จาก ม.รามคำแหง
ที่เข้าไปเป็นทหารป่าในเขตสุราษฎร์ธานี โดยเข้าร่วมต่อสู้กับกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย
ชื่อจริง โสภณ ปานสุขนิรันดร์ เขาทำหน้าที่นักรบประจำกองทหาร 511 ในการออกรบครั้งแรก เขาบาดเจ็บสาหัส ต้องรักษาตัวอยู่นานเป็นเดือน พอหายดี เขาขอออกไปทำหน้าที่สู้รบในแนวหน้าด้วยจิตใจหาญกล้า ความเป็นศิลปินตั้งแต่ก่อนเข้าป่า เขาจึงแต่งเพลงหลายเพลงให้กับกองทหาร เพื่อปลุกจิตปลุกใจสู้รบ
เช้าวันหนึ่ง เดือน มกราคม 2521 มีสหายขอร้องให้ไปเล่นดนตรีส่งสหายออกไปสู้รบในเขตแนวหน้า สหายโพธิ์ หยิบกระดาษปากกาขึ้นมา ขณะนั่งในเปลขึงระหว่างต้นไม้ เขาสะท้อนความห่วงหาอาลัยในยามต้องจากลาไปสู้รบ เขียนเสร็จ ระหว่างเดินทางกลับค่ายพัก เขาร้องเพลงนั้นให้เพื่อนสหายฟัง แล้วนัดหมายซักซ้อมกันว่าจะใช้เป็นเพลงสุดท้ายก่อนงานเลิก โดยให้ชื่อเพลงว่า “คำสัญญา”

คำสัญญา
ก่อนจากกัน ขอสัญญา ฝากประทับตรึงตรา
จนกว่าจะพบกันใหม่ จับมืออำลา สัญญาด้วยหัวใจ
เพราะความรักคิดถึงห่วงใย ด้วยใจผูกพันมั่นคง
ด้วยความดีนั้นฝังตรึง เราอยู่หลังคำนึง
จึงฝากเสียงร้องส่ง อย่าได้อ่อนแอเสริมใจให้มั่นคง
ก้าวมุ่งไปด้วยความอาจอง ขอจงไปดี ไปดี
(ลิเก) โอ้สหายเอ๋ย สหายรัก เรานี้ต่างปักใจหวัง เชื่อมั่นจิตใจที่จริงจัง ทุ่มเทพลังวัฒนา จงเป็นเมล็ดพืชสีแดง จะตกที่แห่งหนไหน ก็จงงอกงามเติบใหญ่ แผ่พืชพันธุ์ไปแข็งกล้า มั่นอุดมการณ์ความคิด อย่าหลงทิศลืมหน อย่าหลงละทิ้งมวลชน บากบั่นอดทนมุ่งหน้า อย่าหลงกลลวงศัตรู ถึงมันข่มขู่คุกคาม อย่าได้หวาดหวั่นครั่นคร้าม โถมไปดั่งสายธารา เพื่อภารกิจปฏิวัติอันสูงส่ง ขอจงบรรลุจินตนา
หากแผ่นดิน ไม่ฝังกาย เมื่อผ่องฟ้าพรรณราย
คงจะได้พบหน้า ประชาชนไทย จะสดใสสุขโสภา
เมื่อสังคมอุดมวัฒนา นี่คือสัญญาของเรา /
ท่ามกลางบรรยากาศงานคืนวันนั้น ที่ต้องลาจากไปสู่สนามรบ ไม่มีใครรู้ว่าตนเองจะมีชะตากรรมอย่างไร อาจรอด อาจบาดเจ็บ หรืออาจตาย เป็นอารมณ์ร่วมที่ทุกคนรู้สึกได้ว่า
“หากแผ่นดินไม่ฝังกาย เมื่อผ่องฟ้าพรรณราย คงจะได้พบหน้า....”
ขณะที่ร้องเพลงนี้ หลายคนจึงร้องเพลงไปก็ร้องไห้ไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
สหายโพธิ์ บอกว่า “อยากร้องเพลงนี้ทุกครั้งเวลาต้องจากกัน” และแล้วคืน 4 ตุลาคม 2521 กองทหาร 511 ที่สหายโพธิ์สังกัด เคลื่อนพลออกรบ มีการปะทะกับทหารรัฐบาลอย่างดุเดือดเลือดพล่านที่เขตดอนสัก สุราษฎร์ธานี ยาวนานถึงรุ่งสาง ทหารประชาชนตีทัพทหารรัฐบาลแตกพ่ายไป
ภายใต้ระเบิดและควันปืน ร่างของสหาย 2 คน นอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น สหายหลายคนพุ่งตัวเข้าช่วยเหลือ แต่สหายโพธิ์สิ้นลมเสียแล้ว สหายทวีปอีกคนเสียชีวิตในเวลาต่อมา เป็นการจากไปอย่างหาญกล้าของวีรชนปฏิวัติที่เพื่อนสหายไม่อาจลืมเลือนได้
เนื้อเพลงหรือคำร้องเป็นของสหายโพธิ์ แล้วทำนองล่ะ สหายโพธิ์ ซึ่งเป็นนักดนตรีและชอบร้องเพลงลูกทุ่ง นำทำนองมาจากเพลง “แม่ขนตางอน” ของ “ชาย เมืองสิงห์” ในท่อนแรกที่ร้องว่า
“ แม่ยอดตองน้องศรีไพร พี่แบกรักมาไกล
ไยกลับเฉยเมินหน้า บุกป่าฝ่าดง มุ่งตรงมั่นหมายมา
น้ำ ป่า เขา ลำเนา พนา ข้ามาด้วยความหวังดี ”
สหายโพธิ์ เขียนท่อนแรกเลียนทำนองได้ลงตัว
“ ก่อนจากกัน ขอสัญญา ฝากประทับตรึงตรา
จนกว่าจะพบกันใหม่ จับมืออำลา สัญญาด้วยหัวใจ
เพราะความรักคิดถึงห่วงใย ด้วยใจผูกพันมั่นคง ”
วงฟ้าสางมีการปรับปรุงแต่งใหม่ให้มีสีสันแบบเพลงของคนเมือง โดยเสริมท่อนแยกที่ว่า
“โอ้เพื่อนเอ๋ย เคยร่วมสนุกกันมา
แต่เวลาต้องพาให้เราจากกัน.......”
แล้วตัดท่อนกลางที่ร้องเป็นลิเกแบบเพลงป่าออกไป
ในวันนี้ คำสัญญา “เพลงป่า” แห่งขบวนการปฏิวัติไทยเมื่อเกือบ 50 ปีก่อน กลายมาเป็น “เพลงเมือง” ที่คนไทยทั่วทั้งแผ่นดินรู้จัก และใช้ร้องกันไปทั่วในยามที่มีบรรยากาศร่ำลาจากกัน
วงดนตรี “ฟ้าสาง” ซึ่งเป็นเจ้าของเพลงนี้ มีคำประกาศว่า เพลงคำสัญญานี้ “คนไทยทุกคนสามารถนำไปขับร้อง หรือกระทำซ้ำ เพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพื่อการค้าหรือจำหน่ายได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตแต่อย่างใด....”

Cr. ข้อมูล ขอขอบคุณ อรรถการ อุปถัมภากุล
สมาชิกวงดนตรีเพื่อชีวิต “กรรมาชน”




