News Logo
หน้าแรก
ความตกลงน้ำมันที่ใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์โลกของทรัมป์

ความตกลงน้ำมันที่ใหญ่ที่สุด ในประวัติศาสตร์โลกของทรัมป์

9 ก.ย. 2569 12:05
ผู้ชม 1 คน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการลงนามในความตกลงน้ำมันโดยนาย คริส ไรต์ รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐฯและนาง เดลซี โรดิเควซ ประธานาธิบดีชั่วคราวของเวเนซุเอลา ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เรียกว่า ความตกลงน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก (The biggest oil deal in world history)

@ภูมิหลังและสาระสำคัญของความตกลง

•ภายหลังปฏิบัติการ Operation Absolute Resolve โดยหน่วยรบพิเศษสหรัฐฯ ที่บุกเข้าทำเนียบประธานาธิบดีเวเนซุเอลาและนำตัวประธานาธิบดีพร้อมทั้งภริยาไปรับการพิจารณาคดีที่ศาลรัฐนิวยอร์ก เมื่อวันที 3 ม.ค.2569 จากนั้นก็แต่งตั้งนาง เดลซี โรดิเควซ (รองประธานาธิบดี) ขึ้นเป็นประธานาธิบดีชั่วคราว โดยมีรัฐบาลสหรัฐฯ คอยกำกับบทในการบริหารประเทศอย่างสมบูรณ์และสหรัฐฯ ก็ได้แสดงเจตจำนงค์ที่ชัดเจนว่า ประสงค์จะเข้าคุ้มครองและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมันของเวเนซุเอลา ซึ่งมีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลก (303 พันล้านบาเรล)และขุดเจาะขึ้นมาใช้ประโยชน์เพื่อคนเวเนซุเอลาและคนสหรัฐฯ

•ในช่วงแรกรัฐบาลนาย ทรัมป์ พยายามระดมการลงทุนจากบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เพื่อมาขุดเจาะน้ำมันในเวเนซุเอลา แต่กลับไม่มีใครยอมมาเพราะต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลและเป็นการลงทุนระยะยาวที่เสี่ยงสูง ซึ่งบริษัทสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ล้วนมีประสพการณ์เจ็บปวดจากการถูกยึดกิจการโดยรัฐบาลเวเนซุเอลา(เผด็จการณ์สังคมนิยม)ตั้งแต่ปี 2007 จนต้องยอมขาดทุนถอนตัว เหลือเพียงบริษัท Chevron บริษัทเดียวที่ยอมเป็นผู้ถือหุ้นส่วนน้อยและคงดำเนินธุรกิจจนเป็นบริษัทน้ำมันใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน

•ในครั้งนี้นาย ทรัมป์จึงสั่งการให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศเป็นตัวแทนเข้าดำเนินธุรกิจ โดยร่วมมือกับนักธุรกิจคนสำคัญของเวเนซุเอลาผ่านบริษัท North America Blue Energy Partners (NABEP) ที่เพิ่งจัดตั้งเมื่อปี 2024 โดยมีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เข้าถือหุ้นใหญ่อยู่ 35%

•ในสัญญาที่เพิ่งลงนามกัน เวเนซุเอลาได้มอบสัมทานบ่อน้ำมัน 17 แห่งให้บริษัท NABEP เข้าบริหารจัดการเป็นเวลา 100 ปี และให้สิทธิกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ซื้อน้ำมันจำนวน 20% ในราคาต้นทุน พร้อมทั้งให้สิทธิในการเป็นผู้ซื้อรายแรก (Right of First Refusal: ROFR)ในน้ำมัน 80% ที่เหลือ

•ณ ปัจจุบัน NABEP ขุดเจาะน้ำมันได้วันละ 200,000 บาเรล ส่วนสัมปทานบ่อน้ำ 17 แห่งที่ได้รับในครั้งนี้มีปริมาณน้ำมันสำรองรวมกันอยู่ที่ 65,000 ล้านบาเรลหรือคิดเป็นกว่า 20% ของปริมาณน้ำมันสำรองทั้งหมดของเวเนซุเอลา อันส่งผลให้ NABEP เป็นบริษัทที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากเป็นที่ 2 ของโลก เป็นรองเพียงบริษัท ARAMCO ของซาอุดีฯ และมากเป็น 4 เท่าของ ExxonMobil บริษัทสหรัฐฯที่มีขนาดทรัพย์สินใหญ่ที่สุดของประเทศ

•แม้ว่าการถือหุ้นบ. NABEP โดยกระทรวงกลาโหมฯ จะไม่ถึง 50% แต่ความตกลงระบุให้กรรมการบริหารของบริษัทต้องเป็นคนสหรัฐฯ เกินครึ่งหนึ่ง และรัฐบาลสหรัฐฯ ดำรงสิทธิที่จะยกเลิกการตัดสินใจใดๆ ของคณะกรรมการบริหารของบริษัทได้ ดังนั้น สถานะของบริษัทจึงเสมือนเป็นของรัฐบาลสหรัฐฯโดยพฤตินัย

@ผลประโยชน์ทางการเมืองของทรัมป์

•การตัดสินใจดำเนินการของสหรัฐฯครี้งนี้เป็นการตอกย้ำการดำเนินนโยบาย Monroe Doctrine ที่ประกาศให้เขตทวีปอเมริกาเหนือ-กลาง-ใต้ (เขต Western Hemisphere) เป็นอาณาเขตภายใต้การดูแลของสหรัฐฯ เพียงผู้เดียว และจากข้อเท็จจริงที่บ่อน้ำมันทั้ง 17 แห่งส่วนใหญ่เป็นเขตที่เคย

ให้สัมปทานแก่บริษัทจีนและรัสเซีย ซึ่งเท่ากับว่าสหรัฐฯ พร้อมจะขับอิทธิพลต่างชาติจากออกจากเขต Western Hemisphere ทั้งหมดโดยไม่เกรงใจประเทศใหญ่อย่างที่เคยเป็น หรืออีกนัยหนึ่งคือสหรัฐฯ ยกระดับให้ Western Hemisphere เป็นผลประโยชน์ที่ละเมิดไม่ได้ (core interest)ของสหรัฐฯ โดยสมบูรณ์

•การเพิ่มปริมาณน้ำมันสำรองขึ้นอีก 65,000 ล้านบาเรล แม้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานในการลงทุนขุดเจาะ แต่ก็มีผลทางจิตวิทยาในการสร้างความมั่นใจในการเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อตรึงราคาน้ำมันในประเทศให้ต่ำกว่าตลาดโลก ทั้งนี้ ทรัมป์ประกาศอย่างชัดเจนว่า พร้อมจะนำน้ำมันจากคลังน้ำมันทางยุทธศาสตร์ออกมาสู่ตลาดเพื่อเพิ่มอุปทาน (supply) และลดราคาในตลาดปัจจุบัน โดยจะนำน้ำมันเวเนซุเอลามาเติมในคลังยุทธศาสตร์ที่พร่องไป

•ทรัมป์สามารถนำจำนวนน้ำมันสำรองจากเวเนซุเอลามาเป็นตัวเสริมการเจรจาเรื่องช่องแคบฮอร์มุส เพื่อแสดงให้อิหร่านเห็นว่า น้ำมันที่ไม่สามารถนำออกมาจากช่องแคบนั้น ยังมีน้ำมันจากแหล่งอื่นทดแทนได้

•การนำหน่วยงานรัฐบาลเข้าไปถือหุ้นใหญ่ในบริษัทน้ำมันที่มีปริมาณน้ำมันสำรองที่รอการขุดเจาะอยู่จำนวนมากเป็นการสร้างมั่นใจให้บริษัทอเมริกันที่จะเข้าไปลงทุน(เดิมกลัวถูกยึดกิจการ)ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยประเมินว่า การจะเพิ่มผลผลิตของบริษัทฯ จากวันละ 200,000 บาเรล เป็น 1,000,000 บาเรล ต้องใช้เงินทุนไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ บริษัทเหล่านี้ล้วนแต่เป็นนายทุนรายสำคัญให้แก่พรรคริพับริกันทั้งสิ้น

@ประเด็นความสุ่มเสี่ยงทาง กฏหมาย

•นาย เบตันคูร์ต โลเปซ (Betancourt Lopez )ที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลสหรัฐฯ ให้เป็น CEO ของบ. NABEP มีประวัติในการทำงานทางลับให้กับสหรัฐฯ อันนำไปสู่ปฏิบัติการ Operation Absolute Resolve และขณะเดียวกันก็มีชื่อเสียงในการเป็นนักธุรกิจสีเทาที่เคยมีคดีฟอกเงินและทำธุรกิจนอกกฏหมายในสหรัฐฯ สเปน สวิสเซอร์แลนด์ และอังกฤษ แต่หลังจากเหตุการณ์บุกจับนาย มาดูโร ซึ่งทรัมป์ถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญ คดีต่างๆ เหล่านี้ก็ทะยอยถูกยกฟ้องไป

•เงินจากกระทรวงกลาโหมที่จะนำมาซื้อหุ้น 35% ของบ. NABEP เป็นเงินจากสนง.เงินทุนยุทธศาสตร์ (Office of Strategic Capital: OSC) ซึ่งปรกติเป็นเงินสวัสดิการให้กู้ยืม หรือรับประกันเงินกู้ให้แก่ทหาร ยังไม่เคยมีการนำเงินจากกองทุนนี้ไปใช้ลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในต่างประเทศ เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นอ่อนไหวที่อาจถูกคัดค้านจากในกองทัพหรือจากฝ่ายการเมืองต่อไป

•การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าทำธุรกิจที่อาจถูกตีความได้ว่ามีลักษณะแข่งขันกับเอกชน จะเป็นการขัดแย้งกับหลักการพื้นฐานของพรรค Republican ที่ส่งเสริมการมีรัฐบาลขนาดเล็ก ปล่อยธุรกิจเป็นเรื่องของกลไกตลาด (small government policy) และการทำธุรกิจที่คล้ายคลึงกับการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจในต่างประเทศในรูปแบบนี้ก็ยังไม่มีกฏหมายรองรับที่ชัดเจน

•ในเวเนซุเอลาเองก็เริ่มมีคำถามว่า รัฐบาลชั่วคราวในปัจจุบันมีอำนาจทางกฏหมายที่จะทำความตกลงให้สิทธิการเข้ามาแสวงประโยชน์ในทรัพยากรธรรมชาติโดยต่างชาติได้หรือไม่

จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จึงน่าจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า สุดท้ายแล้วความตกลงครั้งประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้จะส่งผลดีต่อการเลือกตั้งกลางเทอมและความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่รัฐบาลทรัมป์และพรรคริพับริกันได้จริงสมคำโฆษณาหรือไม่ เพียงใด

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สัญญาณก่อนการล่มสลาย   บทที่ 2: ใหญ่เกินกว่าจะดูแลตัวเอง
สัญญาณก่อนการล่มสลาย บทที่ 2: ใหญ่เกินกว่าจะดูแลตัวเอง