เรื่อง Data Center กลางกรุงเทพฯ ที่กำลังเป็นข่าว ถ้ามองแค่ผิว ๆ อาจเห็นเป็นเรื่องถังน้ำมัน เครื่องปั่นไฟ หรือกฎหมายที่วิ่งตามเทคโนโลยีไม่ทัน แต่สำหรับผม เรื่องที่น่าถามกว่านั้นคือ โครงการขนาดใหญ่และซับซ้อนแบบนี้ผ่านขั้นตอนอนุญาตและกำกับดูแลมาได้อย่างไร จนสุดท้ายคนที่อยู่รอบ ๆ ต้องเป็นฝ่ายส่งสัญญาณว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล
วันที่ 3 กันยายน 2569 กรมธุรกิจพลังงานเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทศูนย์ข้อมูลแห่งหนึ่งย่านพระราม 9 หลังตรวจพบว่ามีการสำรองน้ำมันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าประมาณ 200,000 ลิตร โดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ข่าวระบุว่าชาวบ้านใกล้เคียงร้องเรียนเรื่องกลิ่นคล้ายน้ำมันและกังวลเรื่องความปลอดภัย เรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตรวจสอบและดำเนินคดี จึงยังไม่ใช่ข้อยุติว่าใครผิดหรือผิดอย่างไร
แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ว่าเจอน้ำมันสองแสนลิตร คำถามคือหน่วยงานกำกับรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อไร รู้ก่อนหรือหลังประชาชนร้องเรียน และถ้าไม่มีใครร้องเรียน ระบบปกติของรัฐจะตรวจเจอเรื่องนี้เมื่อไร
ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ต้องเห็นภาพก่อนว่า Data Center ไม่ใช่แค่ตึกที่วางคอมพิวเตอร์เรียงกัน มันคือโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องประมวลผล เก็บ และรับส่งข้อมูลตลอดเวลา รองรับตั้งแต่บริการออนไลน์ ระบบธุรกิจ คลาวด์ ไปจนถึง AI หน้าจอที่เราเห็นอาจดูเรียบง่าย แต่ข้างหลังมีทั้งเครื่องจักร ระบบจ่ายไฟ ระบบทำความเย็น แบตเตอรี่ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เพื่อให้ระบบเดินต่อได้แม้ไฟฟ้าหลักมีปัญหา
ลองดูเรื่องไฟฟ้าก็พอจะเห็นขนาดของมัน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ หรือ IEA ประเมินว่า ปี 2025 ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกใช้ไฟฟ้ารวมประมาณ 485,000 ล้านหน่วย ขณะที่ประเทศไทยใช้ไฟฟ้าตามสถิติของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานประมาณ 208,428 ล้านหน่วยในปีเดียวกัน คิดคร่าว ๆ แล้วศูนย์ข้อมูลทั่วโลกใช้ไฟมากกว่ายอดใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศของไทยราว 2.3 เท่า ตัวเลขนี้เป็นศูนย์ข้อมูลทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะ AI
และตัวเลขยังมีแนวโน้มโตอีก IEA ประเมินว่าในปี 2030 การใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกอาจขึ้นไปถึงราว 950,000 ล้านหน่วยต่อปี ใกล้เคียงกับการใช้ไฟฟ้าของญี่ปุ่นทั้งประเทศในปัจจุบัน หรือประมาณ 4.6 เท่าของยอดใช้ไฟฟ้าไทยปี 2025 ตรงนี้ต้องอ่านให้ถูก: ตัวเลขระดับญี่ปุ่นเป็นประมาณการของปี 2030 ส่วนที่นำมาเทียบกับไทยใช้ตัวเลขปี 2025 เพื่อให้เห็นขนาดเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าในปี 2030 ไทยจะใช้ไฟเท่าเดิม
เรื่องน้ำก็คล้ายกัน IEA ประเมินว่าในปี 2023 ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกมีการใช้น้ำแบบสิ้นเปลืองทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 560,000 ล้านลิตรต่อปี หรือเฉลี่ยราว 1,530 ล้านลิตรต่อวัน คำว่าใช้น้ำแบบสิ้นเปลืองในที่นี้หมายถึงน้ำส่วนที่ไม่ได้กลับคืนสู่แหล่งเดิมหลังใช้ เช่น ระเหยไป ไม่ใช่น้ำทั้งหมดที่สูบเข้าระบบ โดยประมาณสองในสามเกี่ยวข้องกับการจัดหาพลังงานและการผลิตไฟฟ้า ราวหนึ่งในสี่เป็นการระบายความร้อนในศูนย์ข้อมูล และส่วนที่เหลือเกี่ยวข้องกับการผลิตชิป เพราะฉะนั้นเอาตัวเลขทั้งหมดไปเรียกว่าเป็นน้ำประปาที่ไหลเข้า Data Center ไม่ได้
ตัวเลขระดับโลกเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าอาคารที่เป็นข่าวใช้ไฟหรือน้ำเท่าไร และไม่ควรเอาไปเหมารวมกับโครงการใดโครงการหนึ่ง ศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่งมีขนาด ระบบทำความเย็น แหล่งพลังงาน และข้อจำกัดของพื้นที่ต่างกัน แต่ตัวเลขเหล่านี้บอกเราอย่างหนึ่งชัด ๆ ว่า เวลาพิจารณา Data Center จะมองแค่ตัวอาคารไม่ได้ ต้องมองไปถึงไฟฟ้า น้ำ เชื้อเพลิงสำรอง และความสามารถของพื้นที่รอบข้างที่จะรับภาระจากกิจการนี้ด้วย
พอเห็นภาพนี้ คำว่า ‘มีใบอนุญาต’ ก็ไม่ควรถูกใช้เป็นคำตอบแบบจบเรื่อง ใบอนุญาตก่อสร้างตอบได้เรื่องหนึ่ง แต่ไม่ได้ตอบว่าระบบเชื้อเพลิงได้รับอนุญาตหรือไม่ การผ่านขั้นตอนของหน่วยงานหนึ่งก็ไม่ได้รับประกันว่าอีกหน่วยงานตรวจครบแล้ว สิ่งที่ประชาชนควรได้คำตอบคือ มีใครหรือมีกลไกไหนที่เอาข้อมูลทุกส่วนมาประกอบกัน แล้วตรวจว่าสิ่งที่สร้างและใช้งานจริงตรงกับสิ่งที่ยื่นไว้หรือไม่
ถ้าจะไล่ดูว่าปัญหาเกิดตรงไหน ผมเห็นอย่างน้อยสามทางที่เป็นไปได้ และอาจเกิดพร้อมกันก็ได้ ทางแรกคือระบบกำกับมันรั่วจริง กฎหมายและขั้นตอนเรื่องอาคาร ผังเมือง พลังงาน สิ่งแวดล้อม และเชื้อเพลิงอาจแยกกันอยู่คนละหน่วยงาน แต่ละหน่วยงานเห็นเฉพาะเอกสารในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบ ไม่มีใครเห็นภาพรวมทั้งก่อนเปิดดำเนินการและหลังเริ่มใช้งาน
ถ้าเป็นแบบนั้น เจ้าหน้าที่แต่ละคนอาจพูดได้เต็มปากว่า ‘ส่วนของผมตรวจแล้ว’ แต่ของจริงกลับหลุดไปได้ทั้งก้อน ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าประเทศนี้มีหน่วยงานน้อยไปหรือกฎน้อยไป แต่อยู่ที่ว่ามีใครเห็นภาพรวม และมีอำนาจหยุดหรือแก้เมื่อข้อมูลจากแต่ละส่วนไม่ตรงกันหรือเปล่า
ทางที่สองคือคนที่มีหน้าที่อนุมัติหรือกำกับไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังพิจารณามากพอ ถ้ามอง Data Center เป็นเพียงอาคารหรือสถานที่เก็บข้อมูล โดยไม่เข้าใจภาระของระบบไฟฟ้า ระบบน้ำ ความร้อน เชื้อเพลิงสำรอง ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และเงื่อนไขที่ต้องเดินระบบต่อเนื่องตลอดเวลา ต่อให้เช็กเอกสารครบทุกช่อง ก็ยังอาจประเมินความเสี่ยงไม่ครบอยู่ดี
ไม่มีใครจำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แต่คนที่มีอำนาจตัดสินใจต้องรู้ว่าตัวเองไม่รู้อะไร และรู้ว่าเมื่อไรต้องเรียกผู้เชี่ยวชาญเข้ามา ถ้าไม่รู้แต่ยังตัดสินใจเหมือนรู้ ปัญหาก็ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้แล้ว แต่เป็นเรื่องความรับผิดชอบต่อผลของการตัดสินใจด้วย
ทางที่สามซึ่งยังฟันธงไม่ได้ถ้าไม่มีหลักฐาน คือบางคนอาจรู้ แต่เลือกทำเป็นไม่รู้ ประเด็นนี้ไม่ควรเอาไปกล่าวหาใครลอย ๆ แต่ก็ไม่ควรตัดทิ้งตั้งแต่ต้น เพราะคำว่าไม่รู้ มองข้าม ละเลย และจงใจปล่อยผ่าน เป็นคนละเรื่องกัน และถ้าเกิดขึ้นจริงก็ต้องใช้วิธีตรวจสอบและรับผิดชอบคนละแบบ
เราไม่ควรเห็นอะไรผิดปกติแล้วรีบสรุปทุกอย่างว่าเป็นคอร์รัปชัน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ไม่ควรใช้คำว่า ‘ช่องโหว่ของกฎหมาย’ เป็นผ้าคลุมคำถามเรื่องคน เพราะระบบไม่เคยเซ็นเอกสารเอง ไม่เคยอนุมัติเอง และไม่เคยได้รับผลประโยชน์เอง คนต่างหากที่ยื่นข้อมูล พิจารณา อนุมัติ ตรวจสอบ หรือเลือกที่จะไม่ตรวจสอบ
สามเรื่องนี้อาจซ้อนกันได้ด้วย ระบบที่แยกส่วนอาจทำให้คนที่ไม่เข้าใจมองไม่เห็นปัญหา และในเวลาเดียวกันก็อาจเปิดช่องให้คนที่เข้าใจระบบดีใช้ประโยชน์จากรอยต่อเหล่านั้น เพราะฉะนั้นการสอบข้อเท็จจริงควรไล่ให้ชัดว่า ขั้นตอนไหนหาย ข้อมูลอะไรไม่ตรง ใครมีหน้าที่ต้องรู้ และเมื่อรู้แล้วได้ทำอะไรต่อ
คำว่า ‘ผู้รับผิดชอบ’ จึงไม่ควรหยุดอยู่ที่เจ้าหน้าที่คนใดคนหนึ่ง หรือโยนให้ผู้ประกอบการรายเดียวแล้วจบ ต้องไล่ตั้งแต่ผู้ยื่นโครงการ ที่ปรึกษา ผู้ออกแบบ ผู้ดำเนินกิจการ หน่วยงานอนุญาต หน่วยงานตรวจสอบ ไปจนถึงผู้บริหารที่มีหน้าที่ประสานงาน การตรวจทุกฝ่ายไม่ได้แปลว่าทุกฝ่ายผิด แต่มันแปลว่าอย่ารีบตัดใครออกก่อนเห็นหลักฐาน
คำถามที่ควรถามจริง ๆ ไม่ได้ซับซ้อนเลย เอกสารที่ยื่นระบุว่าจะใช้อาคารทำอะไร ระบบเชื้อเพลิงถูกออกแบบและติดตั้งเมื่อไร ใครได้รับข้อมูลส่วนไหน ใครเป็นคนตรวจรับ ก่อนเปิดใช้งานมีการตรวจอะไรบ้าง ประชาชนเริ่มร้องเรียนเมื่อไร แล้วหลังจากนั้นแต่ละหน่วยงานทำอะไร ถ้าพบว่ามีการหลีกเลี่ยงหรือปล่อยผ่าน ก็ค่อยไล่ต่อว่าเกิดจากอะไร และใครได้ประโยชน์
ถ้าไม่ไล่ข้อเท็จจริงแบบนี้ สุดท้ายเรื่องอาจจบง่าย ๆ ด้วยการหาคนที่อยู่ใกล้เหตุการณ์ที่สุดมารับผิด แล้วทุกอย่างก็แยกย้าย แต่ระบบอนุญาต วิธีตรวจ และช่องว่างระหว่างหน่วยงานยังอยู่เหมือนเดิม
กติกาต้องทันเทคโนโลยี เรื่องนี้ไม่มีใครเถียง แต่การออกกฎใหม่ไม่ควรใช้แทนคำตอบว่าของเดิมพลาดตรงไหน ถ้ากฎขาดก็เติม ถ้ามีกฎแล้วไม่บังคับใช้ก็แก้เรื่องการบังคับใช้ ถ้าคนตรวจไม่มีความรู้พอก็เพิ่มความสามารถและดึงผู้เชี่ยวชาญเข้ามา และถ้าพบว่ามีการจงใจหลีกเลี่ยงหรือละเว้นหน้าที่ ก็ต้องดำเนินการตามหลักฐาน การเพิ่มแบบฟอร์มอีกชุดหนึ่งไม่ได้รักษาได้ทุกโรค
ประเทศไทยต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และยิ่ง AI โต ความต้องการ Data Center ก็ยิ่งมาก การส่งเสริมการลงทุนจึงเป็นเรื่องจำเป็น แต่ยิ่งกิจการใช้ไฟ ใช้น้ำ ใช้เชื้อเพลิง และผูกกับชุมชนรอบข้างมากเท่าไร ความสามารถของรัฐในการกำกับก็ต้องโตตามไปด้วย อย่างน้อยรัฐควรตอบให้ได้ว่า พื้นที่รองรับโครงการได้แค่ไหน ใครเป็นคนประเมินความเสี่ยง และประชาชนเข้าถึงข้อมูลอะไรเพื่อตรวจสอบได้บ้าง
ในทางการแพทย์ ถ้าวินิจฉัยโรคผิด ต่อให้รักษากันขยันแค่ไหนก็อาจยิ่งเสียเวลา การบริหารประเทศก็คงไม่ต่างกัน ก่อนจะบอกประชาชนว่า ‘แก้ปัญหาแล้ว’ ควรตอบให้ได้ก่อนว่าเรื่องนี้เกิดจากอะไร — ระบบรั่ว คนไม่รู้ หรือคนที่รู้แต่แกล้งไม่รู้
ถ้ายังตอบคำถามนี้ไม่ได้ สิ่งที่เรียกว่าแก้ปัญหาก็อาจเหลือแค่ภาพคุ้น ๆ: ออกกฎเพิ่ม ตั้งคณะกรรมการเพิ่ม ตรวจเพิ่ม แถลงข่าวเพิ่ม แล้วรอให้เรื่องเงียบ ก่อนปัญหาเดิมจะกลับมาอีกครั้งในอาคารใหม่ โครงการใหม่ แต่เป็นช่องเดิมของระบบที่ไม่เคยมีใครรับผิดชอบภาพรวมทั้งภาพ
แหล่งข้อมูลประกอบ
Thai PBS, 3 กันยายน 2569 — กรมธุรกิจพลังงานแจ้งความกรณีศูนย์ข้อมูลพระราม 9 [อ่านต้นฉบับ]
IEA (2026), Key Questions on Energy and AI — ไฟฟ้าปี 2025 และประมาณการปี 2030 [อ่านต้นฉบับ]
IEA, Artificial Intelligence — การเปรียบเทียบกับญี่ปุ่น [อ่านต้นฉบับ]
สนพ., สถานการณ์พลังงานปี 2568 และแนวโน้มปี 2569, หน้า 18 — ยอดใช้ไฟฟ้าไทย [อ่านต้นฉบับ]
IEA (2025), Energy and AI, Box 5.4 หน้า 242–243 — น้ำปี 2023 ทั้งทางตรงและทางอ้อม [อ่านต้นฉบับ]
ข้อมูลตรวจสอบ ณ 6 กันยายน 2569 • การเทียบกับไทยใช้ยอดการใช้ไฟฟ้าตามชุดสถิติ สนพ. เป็นฐานเพื่อสื่อขนาด มิใช่การเทียบขอบเขตบัญชีพลังงานที่เหมือนกันทุกประการ




