“เศรษฐกิจชะงักเพราะการเมืองไร้เสถียรภาพ” การเปลี่ยนขั้วรัฐบาลหรือเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีบ่อยทำให้เกิดความไม่แน่นอน ทิศทางไม่ชัดเจน เอกชนจึงชะลอการตัดสินใจเพื่อดูทิศทาง เรื่องนี้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้อธิบายไว้บ่อยครั้ง แต่ยังมีปัจจัยที่เกิดจากคอร์รัปชันและความด้อยประสิทธิภาพของระบบราชการที่ถ่วงรั้งเศรษฐกิจมากเช่นกัน
เป็นเรื่องปรกติที่รัฐบาลและรัฐมนตรีคนใหม่จะมีมุมมองทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนที่ต่างจากเดิม โดยหลักการนี้การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐในภาพรวมจึงมีเหตุผลที่รับฟังได้
แต่ในประเทศที่คอร์รัปชันทำได้ง่าย การเลือกตั้งต้องใช้เงินมหาศาลไปซื้อตัว ส.ส. และซื้อเสียงเลือกตั้ง ทำให้ทุกนโยบายเศรษฐกิจ – การลงทุนของรัฐเสี่ยงที่จะถูกบิดเบือนเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าทางการเมืองและความั่งคั่งของพวกพ้อง
พฤติกรรมคอร์รัปชันที่พบเห็นได้..
1. คอร์รัปชันทางการเมือง
นักการเมืองจำนวนมากเลือกผลประโยชน์เฉพาะหน้ามากกว่าอนาคตบ้านเมือง จึงเน้นสร้างโครงการใหม่ๆ แล้วหยุดโครงการที่รัฐบาลอื่นทำมา หลายครั้งที่เพียงนำมาปัดฝุ่นแปลงนโยบาย แนวทางการใช้ทรัพยากรของรัฐให้กลายเป็นผลงานของตน ที่สำคัญกว่านั้นคือ มีการแก้เงื่อนไขให้เกิดประโยชน์มากขึ้นกับนายทุนพรรคและพวกพ้องหรือพื้นที่ฐานเสียงทางการเมือง
2. คอร์รัปชันแบบตรงไปตรงมา
2.1 รัฐมนตรีใหม่มักไม่ไว้วางใจว่ารัฐมนตรีเก่าหรือเจ้าหน้าที่รัฐ “วางกับดัก” ไว้หรือไม่ จึงตั้งทีมงานของตนมาศึกษาให้รอบคอบ สร้างความล่าช้าโดยปริยาย
2.2 สั่งให้เปลี่ยนแปลงโครงการในสาระสำคัญ ให้เป็นไปในทิศทางที่พวกตนจะควบคุมการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการให้สิทธิสัมปทานแก่เอกชน เช่น เปลี่ยนทำเลที่ตั้ง เปลี่ยนอาคาร
2.3 โครงการที่เริ่มแล้วยังปล่อยไปตามเดิม แต่เรียกเอกชนและผู้เกี่ยวข้องมาเจรจาผลประโยชน์ใหม่
2.4 โครงการที่เริ่มไปแล้ว ก็เรียกเอกชนมาเจรจาเงินส่วนแบ่ง แม้งานจบแล้วแต่ยังไม่จ่ายเงิน ก็ขอค่าน้ำหมึกในการการอนุมัติจ่ายเงินจากหน่วยงาน
หลายปัจจัยถ่วงที่หลีกเลี่ยงได้
คนไทยเคยชินกับการที่โครงการขนาดใหญ่ต้องหยุดรอการเมือง ข้าราชการทำให้ต้องรอฟังท่าทีของรัฐมนตรี บ่อยครั้งแบบแผนของราชการยังสร้างความไม่แน่นอนว่า การลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ จะเริ่มได้จริงเมื่อไหร่ เช่น กรมทางหลวงได้รับอนุมัติงบประมาณทั้งปีในการทำถนนแล้ว แต่ยังเริ่มไม่ได้ ทำให้เอกชนวางแผนการเงินและการบริหารจัดการของตนยาก
สภาพชะงักงันบ่อยครั้งเกิดจากรัฐมนตรีใหม่ขอใช้เวลาศึกษาทำความเข้าใจงาน หรือรอการปฏิบัติตามขั้นตอน เช่น เรียกทบทวนการลงทุนหรือโครงการทั้งหมดหรือบางส่วน แต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่หรือบางคนที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ
บทส่งท้าย
ในบางปีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจคาบเกี่ยวกับช่วงจัดทำ พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี ส่งผลให้การนำงบประมาณใหม่มาใช้จ่ายต้องล่าช้าไป
แต่ตัวถ่วงรั้งเศรษฐกิจที่แท้จริงน่าจะเป็นนักการเมืองและรัฐมนตรีที่สามารถ “ลอยตัว” จากความล้มเหลวและคดโกงภายใต้โครงการและนโยบายที่ตนกำหนดขึ้น เงินภาษีและทรัพยากรของรัฐที่สูญเสียไปยังถูกปัดความรับผิดชอบได้ง่ายๆ เช่น อ้างว่ารัฐมนตรีใหม่ไม่สานต่อให้ดีเอง
ปัญหาที่เล่ามานี้เชื่อว่าจะลดลงได้ หากเรามีนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบแบบ “มืออาชีพ” มากขึ้น และมีระบบราชการที่ทันสมัย เข้มแข็ง เปิดเผยและวางใจได้




