News Logo
หน้าแรก
ใครได้ใครเสีย?หากมีแพลตฟอร์มดิจิทัลแห่งชาติสำหรับโทรทัศน์ไทย

ใครได้ใครเสีย?หากมีแพลตฟอร์มดิจิทัลแห่งชาติสำหรับโทรทัศน์ไทย

22 มิ.ย. 2569 10:27
ผู้ชม 46 คน

ในช่วงที่ผ่านมา กสทช. ถูกตั้งคำถามอย่างกว้างขวางในสื่อต่างๆ เกี่ยวกับความจำเป็นที่จะต้องเร่งจัดทำและประกาศแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2569-2573) และแผนที่นำทาง (Roadmap) กิจการโทรทัศน์และการแพร่ภาพและเสียงของประเทศไทย (พ.ศ. 2569-2573) เพื่อเตรียมการรองรับก่อนใบอนุญาตโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลหมดอายุในปี 2572 โดยทั้งสองเรื่องนับเป็นระเบียบวาระค้างพิจารณาในที่ประชุมบอร์ด กสทช. มาเป็นเวลาหลายเดือน

.

ในการประชุมกสทช. ครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ประชุมได้เข้าสู่การพิจารณาระเบียบวาระ เรื่อง สรุปผลการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2569-2573) ในประเด็นการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับโทรทัศน์ภาคพื้นดินและวิทยุกระจายเสียง

.

ได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางในระหว่างกรรมการและตัวแทนจากสำนักงานกสทช.ที่มาชี้แจง ในหลายประเด็น เช่น วัตถุประสงค์ของการส่งเสริมให้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มเป็นอย่างไร รูปแบบของการพัฒนาแพลตฟอร์ม

และโมเดลทางธุรกิจจะเป็นแบบใด หากมีการสนับสนุนจากรัฐจะครอบคลุมอะไรบ้าง มีขอบเขตและระยะเวลาเป็นอย่างไร ใครจะได้สิทธิในการดำเนินการ คาดว่าจะมีผู้ใช้งานจำนวนเท่าใด และจะส่งผลกระทบอย่างไรต่ออุตสาหกรรมโทรทัศน์ของไทย

.

อย่างไรก็ดี หลังจากถกกันเกือบ 3 ชั่วโมง ก็ไม่ได้มีการลงมติ ซึ่งตามที่ควรจะเป็นในระดับของแผนแม่บทแล้ว น่าจะเป็นเพียงการพิจารณาในหลักการว่าควรจะบรรจุเรื่องการส่งเสริมให้เกิดบริการกระจายเสียงและโทรทัศน์ในช่องทางที่หลากหลาย (กว่าที่มีอยู่) โดยพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับโทรทัศน์ภาคพื้นดินและวิทยุกระจายเสียงไว้ในแผนแม่บทหรือไม่ ซึ่งจะมีการประชุมต่อเนื่องในวันพรุ่งนี้คือ จันทร์ที่ 22 มิถุนายน 2569 และน่าจะได้มีการลงมติในประเด็นดังกล่าว

.

ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมโทรทัศน์จากการออกอากาศผ่านคลื่นความถี่ไปสู่การรับชมผ่านอินเทอร์เน็ต แนวคิดเรื่องการจัดให้มี “แพลตฟอร์มดิจิทัลแห่งชาติ” (National TV Streaming Platform) ได้ถูกนำเสนอขึ้นมา โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงช่องโทรทัศน์ฟรีทีวีทั้งหมดของไทยผ่านอินเทอร์เน็ตได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น และยังเป็นการรักษาหลักการเข้าถึงเนื้อหาสาธารณะอย่างทั่วถึง (Universal Access) เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข่าวสาร ข้อมูลเตือนภัย รายการวัฒนธรรม และกิจกรรมสำคัญของชาติได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มระดับโลกหรือผู้ให้บริการโทรคมนาคมเพียงไม่กี่ราย

.

แนวคิดดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคโนโลยีหรือช่องทางการรับชมเท่านั้น แต่เป็นประเด็นเชิงโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับอำนาจในการเข้าถึงผู้ชม การแข่งขันทางธุรกิจ และอนาคตของระบบนิเวศสื่อ จึงเป็นคำถามสำคัญว่า หากประเทศไทยมีแพลตฟอร์มลักษณะนี้ขึ้นมา ใครจะเป็นผู้ได้ประโยชน์ และใครอาจได้รับผลกระทบ

.

บริบทพฤติกรรมผู้ชมไทย: ยังดูทีวี แต่ผ่านหลากหลายแพลตฟอร์ม

.

ความจำเป็นของแพลตฟอร์มลักษณะนี้สะท้อนได้จากพฤติกรรมผู้ชมที่กำลังเปลี่ยนไป ผลสำรวจการเข้าถึงสื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์ พ.ศ. 2568 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติร่วมกับสำนักงาน กสทช. (กลุ่มตัวอย่าง 31,500 คน อายุ 18–76 ปีทั่วประเทศ) พบว่าประชาชนร้อยละ 83.7 ยังคงรับชม “รายการโทรทัศน์” อยู่ ตัวเลขนี้อาจทำให้เข้าใจไปว่าคนไทยส่วนใหญ่ยังดูทีวีดิจิทัลผ่านเสาอากาศแบบเดิม แต่ความจริงคือ มีเพียงร้อยละ 39.2 ของผู้ชมเท่านั้น ที่ยังรับชมผ่านกล่องหรือโครงข่ายภาคพื้นดินดิจิทัลโดยตรง ตัวเลขนี้สะท้อนว่า คนไทยยังคงบริโภคเนื้อหาในรูปแบบรายการโทรทัศน์ แต่เปลี่ยนไปรับชมผ่านโครงข่าย อุปกรณ์ และแพลตฟอร์มที่ต่างจากเมื่อก่อน

เมื่อพิจารณาช่องทางรับชม กล่องดาวเทียมยังนำอยู่ที่ร้อยละ 48.4 ในขณะที่การรับชมผ่านอินเทอร์เน็ตทางเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันก็กำลังตามมาติด ๆ ที่ร้อยละ 46.7 โดยสูงกว่าการรับชมผ่านภาคพื้นดินดิจิทัลซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 39.2 อินเทอร์เน็ตจึงไม่ได้เป็นเพียงช่องทางเสริม แต่กำลังเป็นโครงข่ายหลักในการเผยแพร่เนื้อหา โดยเฉพาะในกลุ่มอายุต่ำกว่า 43 ปีที่เลือกอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางหลัก

.

ในแง่ของเนื้อหา การรับชมรายการสดตามผังออกอากาศ (Linear TV) ยังได้รับความนิยมสูงถึงร้อยละ 90.4 แต่ทุกวันนี้การดูรายการสดไม่ได้ผูกติดกับเสาอากาศอีกต่อไป เพราะผู้ชมเลือกดูได้อีกหลายช่องทาง ทั้งทางสมาร์ททีวี เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน ส่วนการดูรายการย้อนหลังมีสัดส่วนร้อยละ 33.8 ซึ่งส่วนใหญ่ดูผ่านโทรศัพท์มือถือ (ร้อยละ 87.7) และนิยมดูทาง YouTube มากที่สุด (ร้อยละ 85.2) ตัวเลขนี้สะท้อนว่า YouTube ไม่ได้เป็นเพียงคู่แข่งของสถานีโทรทัศน์ แต่ได้กลายเป็นช่องทางหลักช่องทางหนึ่งในการเผยแพร่รายการโทรทัศน์ไปแล้ว หากแต่เป็นการรับชมตามเวลาที่สะดวกของผู้ชมเป็นสำคัญ

.

ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ประชาชนถึงร้อยละ 73.6 รับชมเนื้อหาฟรีใดๆ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยใช้ YouTube ร้อยละ 88.3 TikTok ร้อยละ 77.3 และ Facebook ร้อยละ 73.8 แสดงให้เห็นว่าสนามแข่งขันของฟรีทีวีไม่ได้จำกัดอยู่ระหว่างช่องทีวีด้วยกันอีกต่อไป แต่ต้องแย่งเวลาของผู้ชมกับแพลตฟอร์มต่างประเทศและ Content Creator อิสระ อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของโทรทัศน์ยังชัดเจน โดยเฉพาะรายการข่าวที่มีผู้รับชมสูงสุดทั้งในกลุ่มดูรายการสดตามผัง (ร้อยละ 90) และกลุ่มดูฟรีออนไลน์ (ร้อยละ 68.9) ภาพรวมนี้จึงชี้ว่า ความท้าทายไม่ใช่การรักษาผู้ชมไว้บนโครงข่ายเดิม แต่คือการทำให้เนื้อหาของไทยเดินทางไปถึงผู้ชมได้ทุกแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญเบื้องหลังแนวคิดแพลตฟอร์มดิจิทัลแห่งชาติ

.

Connected TV: ตัวเร่งและเชื่อมต่อผู้ชมเข้ากับเนื้อหาดิจิทัล

.

จากข้อมูลที่รวบรวมโดยเจ้าหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. พบว่า กว่า 88% ของเครื่องรับโทรทัศน์ที่จำหน่ายในไทยในปี 2567 เป็น Connected TV (CTV) หรือเครื่องรับโทรทัศน์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ แม้ว่าข้อมูลดังกล่าวจะยังไม่อาจบอกได้ว่าผู้ใช้ในไทยได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตมากน้อยเพียงใด แต่ความท้าทายที่มากับ CTV หรือ สมารท์ทีวีก็คือ ระบบปฏิบัติการ (OS) บนสมาร์ททีวีซึ่งนำไปสู่ระบบนิเวศแบบปิด

ที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เช่น Samsung (Tizen), LG (webOS) หรือ Google (Google TV) เป็นผู้ควบคุม

ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชัน และข้อมูลที่เกิดจากการใช้งานของผู้ใช้อย่างเบ็ดเสร็จ

.

ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการ OS จะทำหน้าที่เป็น "ผู้เฝ้าประตู" (Gatekeeper) พวกเขาเป็นผู้กำหนดว่าแอปพลิเคชันใดบ้างที่ได้รับอนุญาต เนื้อหาใดจะถูกนำเสนอ (เช่น การจัดลำดับการแนะนำเนื้อหา) และยังสามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมของผู้ชมและแทรกโฆษณาแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (addressable ads) ลงไปได้ด้วย นอกจากนี้ ในอุปกรณ์ CTV เหล่านี้ ผู้ผลิตยังสามารถฝังแอปพลิเคชันดูทีวีที่เป็นพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจไว้แบบพร้อมใช้งาน (Pre-installed Apps) แถมยังใส่ช่องรายการต่างๆ มากับระบบปฏิบัติการของเครื่อง (OS) โดยเป็นช่องสตรีมมิ่งที่หารายได้จากการโฆษณา Free Ad-supported Streaming TV (FAST) ให้ผู้ใช้สามารถรับชมนับร้อยนับพันช่องได้อีกด้วย

.

ตัวอย่างของ National TV Streaming Platform จากต่างประเทศ

.

แนวคิดเกี่ยวกับการมีแพลตฟอร์มดิจิทัลแห่งชาตินี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในหลายประเทศทั่วโลกมีแพลตฟอร์มลักษณะนี้มาสักพักแล้ว โดยมีรูปแบบความเป็นเจ้าของและการกำกับดูแลที่แตกต่างกันตามนโยบายของแต่ละประเทศ เช่น

.

Freely (สหราชอาณาจักร): แพลตฟอร์มสตรีมมิงทีวีฟรีผ่านอินเทอร์เน็ต เปิดตัวในปี 2024 รวบรวมช่องสดและเนื้อหาออนดีมานด์ของฟรีทีวีทั้งหมดไว้ในผังรายการอิเล็กทรอนิกส์ (EPG) เดียว รับชมผ่านบรอดแบนด์โดยไม่ต้องใช้เสาอากาศ และคาดว่าจะค่อย ๆ เข้ามาแทนที่ระบบภาคพื้นดิน Freeview ในระยะยาว ผู้รับผิดชอบคือ Everyone TV ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของผู้แพร่ภาพบริการสาธารณะหลักของอังกฤษ ได้แก่ BBC และช่องธุรกิจรายใหญ่คือ ITV, Channel 4 และ Channel 5 (จึงเป็นรูปแบบที่ผู้ประกอบการทีวีร่วมกันเป็นเจ้าของ)

.

TVer (ญี่ปุ่น): บริการสตรีมมิงแบบดูฟรีที่มีโฆษณา เปิดตัวในปี 2015 เดิมเน้นให้ดูรายการย้อนหลังภายในประมาณหนึ่งสัปดาห์หลังออกอากาศ ต่อมาขยายสู่การถ่ายทอดสด กีฬา และเนื้อหาออริจินัล ปัจจุบันมีผู้ใช้หลายสิบล้านคนต่อเดือน ผู้รับผิดชอบคือบริษัท TVer Inc. ซึ่งเป็นการร่วมทุนของ 5 เครือข่ายโทรทัศน์เชิงพาณิชย์รายใหญ่ในโตเกียว (Nippon TV, TV Asahi, TBS, TV Tokyo และ Fuji TV) ร่วมกับเอเจนซีโฆษณา และภายหลังมีสถานีท้องถิ่นและสถานีสาธารณะ NHK เข้าร่วมด้วย จุดมุ่งหมายเริ่มต้นคือปรับตัวเข้าสู่การรับชมบนมือถือและลดการละเมิดลิขสิทธิ์

.

myFreeview / MYTV (มาเลเซีย): บริการโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิทัล (DTT) แบบฟรี ที่ภายหลังเสริมด้วยแอปสตรีมมิง MYTV Mana-Mana รวบรวมช่องฟรีทีวีทั้งภาครัฐและเอกชนของประเทศ ผู้รับผิดชอบคือบริษัท MYTV Broadcasting Sdn Bhd ซึ่งรัฐบาลแต่งตั้งให้เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตและผู้ดำเนินการโครงสร้างพื้นฐาน DTT แห่งชาติหรือ National MUX แต่เพียงรายเดียว (สัญญาราว 30 ปี) จึงเป็นรูปแบบที่รัฐกำหนดให้มีผู้ดำเนินการกลางรายเดียว ต่างจากกรณีอังกฤษและญี่ปุ่นที่เป็นการร่วมทุนของผู้ประกอบการ

.

VTVgo (เวียดนาม): แพลตฟอร์มสตรีมมิงโทรทัศน์ดิจิทัลแห่งชาติ รวบรวมช่องสดและเนื้อหาออนดีมานด์ของสถานีโทรทัศน์ระดับชาติและระดับจังหวัดทั่วประเทศ ครอบคลุมช่องภาคบังคับ 7 ช่อง รองรับการรับชมผ่านสมาร์ทโฟน สมาร์ททีวี และคอมพิวเตอร์ ผู้รับผิดชอบคือ VTV Digital หน่วยงานภายใต้ Vietnam Television (VTV) สถานีโทรทัศน์แห่งชาติของรัฐ โดยกระทรวงสารสนเทศและการสื่อสาร (MIC) ประกาศให้ VTVgo เป็นแพลตฟอร์มโทรทัศน์ดิจิทัลแห่งชาติอย่างเป็นทางการในปี 2566 และใช้อำนาจกำกับตลาดอุปกรณ์กำหนดให้ผู้ผลิตสมาร์ททีวีที่ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึงร้อยละ 94 ต้องติดตั้งแอป VTVgo มาพร้อมกับอุปกรณ์ (pre-installed) จึงเป็นโมเดลที่รัฐเป็นทั้งเจ้าของแพลตฟอร์มและผู้บังคับใช้กลไก must-find ผ่านห่วงโซ่อุปกรณ์ในคราวเดียวกัน

.

เหล่านี้สะท้อนให้เห็น รูปแบบความเป็นเจ้าของและการกำกับดูแลว่าสามารถทำได้หลายทาง ตั้งแต่การร่วมทุนระหว่างช่องทีวี หรือการสร้างกลุ่มผู้ลงทุนร่วมระหว่างช่องทีวีและผู้ประกอบการโทรคมนาคม ไปจนถึงการคัดเลือกผู้ดำเนินการกลางโดยรัฐ ซึ่งแต่ละแบบย่อมส่งผลต่อความคล่องตัว แรงจูงใจ และดุลอำนาจระหว่างผู้มีส่วนได้เสียที่แตกต่างกัน

.

จากบริบทที่กล่าวมา หากฟรีทีวีของไทยตกขบวนการมีแพลตฟอร์มพร้อมกับแอปกลางในการเข้าถึงนี้

ก็อาจเสี่ยงที่จะจมหายไปในมหาสมุทรแห่งเนื้อหาและทางเลือกที่มีอยู่มากมายมหาศาลแต่อาจไม่ใช่บริการพื้นฐานที่คนไทยทุกคนจะสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเท่าเทียมกัน

.

การมีแพลตฟอร์มกลางที่รวบรวมช่องโทรทัศน์ฟรีทีวีของไทยเอาไว้ พร้อมกับมีการส่งเสริมจากกสทช.ให้ผู้ผลิต CTV และอุปกรณ์ต่างๆ กำหนดให้แพลตฟอร์มนี้เข้าถึงได้ในหน้าจอแรก หรือในตำแหน่งที่ผู้ใช้จะสามารถค้นพบได้ง่ายตามคอนเซปต์ must find หรือที่บางประเทศเรียกว่า กฎ Prominence (การปรากฏให้เห็นโดดเด่น) ก็จะช่วยแก้ปัญหานี้ไปได้ด้วย โดย must find ถือว่ามีเป้าหมายทำนองเดียวกับกฎ must carry ในยุคเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิตอลเพื่อให้เกิดการเข้าถึงอย่างทั่วถึงของประชาชนนั่นเอง

.

ในแง่มุมหนึ่ง บทเรียนจากต่างประเทศสะท้อนให้เห็นว่า หากแพลตฟอร์มดิจิทัลแห่งชาติสำหรับฟรีทีวีถูกออกแบบให้ “เสียเงิน” เป็นแกนหลัก โอกาสไปไม่รอดมีสูงมาก เพราะผู้ชมที่คุ้นเคยกับการดูฟรีทีวีและคอนเทนต์ออนไลน์ฟรีย่อมไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะจ่ายค่าสมาชิกเพิ่ม ในขณะที่ต้องแข่งขันกับแพลตฟอร์มระดับโลกที่มีทุน คอนเทนต์ และฐานสมาชิกขนาดใหญ่กว่า

.

ตัวอย่างหนึ่งคือ กรณีแพลตฟอร์ม Salto ของฝรั่งเศส ซึ่งร่วมทุนโดย France Télévisions, TF1 และ M6 แพลตฟอร์มนี้เปิดตัวในรูปแบบ SVOD (วิดิทัศน์ตามคำขอแบบบอกรับสมาชิก) เพื่อเป็นสตรีมมิงท้องถิ่นของกลุ่มช่องรายการใหญ่ แต่ต้องปิดตัวในปี 2023 หลังไม่สามารถสร้างฐานสมาชิกได้เพียงพอ

.

ดังนั้น หากประเทศไทยจะมีแพลตฟอร์มดิจิทัลแห่งชาติ หลักตั้งต้นควรเป็น “บริการฟรี” หรืออย่างน้อยต้องมีบริการพื้นฐานที่เข้าถึงได้ฟรีสำหรับประชาชนทุกคน โดยใช้รายได้จากโฆษณา งบสนับสนุนสาธารณะ หรือกลไกแบ่งปันต้นทุนระหว่างผู้ประกอบการเป็นฐาน เพราะหากเริ่มจากโมเดลค่าสมาชิก แพลตฟอร์มอาจไม่เพียงล้มเหลวทางธุรกิจ แต่ยังล้มเหลวต่อภารกิจสาธารณะในการทำให้ประชาชนเข้าถึงฟรีทีวีไทยได้อย่างทั่วถึง

.

เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการรับชมของผู้บริโภค การเติบโตของ Connected TV และบทเรียนจากต่างประเทศ คำถามสำคัญต่อมาคือ

.

หากมีแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางของไทย ใครได้ประโยชน์ และใครอาจได้รับผลกระทบ

.

ผู้ชม คือ ผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง

กลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดคือประชาชนผู้รับชมโทรทัศน์

ในปัจจุบัน ผู้ชมจำนวนมากต้องสลับไปมาระหว่างหลายแอปพลิเคชัน หลายอุปกรณ์ และหลายแพลตฟอร์มเพื่อเข้าถึงเนื้อหาที่แตกต่างกัน การมีแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางที่รวบรวมช่องโทรทัศน์ภาคพื้นดินทั้งหมดไว้ในที่เดียว จะช่วยลดความซับซ้อนในการเข้าถึงเนื้อหาและทำให้บริการโทรทัศน์ยังคงเป็นบริการสาธารณะที่เข้าถึงได้อย่างทั่วถึง

.

โดยเฉพาะในอนาคตที่การรับชมผ่านเสาอากาศภาคพื้นดินอาจลดลงเรื่อย ๆ การมีช่องทางดิจิทัลกลางอาจกลายเป็นกลไกสำคัญในการรักษาหลักการ "การเข้าถึงอย่างเท่าเทียม" ของประชาชน

.

สำหรับผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ แพลตฟอร์มแห่งชาติอาจเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย

.

ในด้านหนึ่ง ผู้ประกอบการจะสามารถเข้าถึงผู้ชมได้โดยตรงมากขึ้น ลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการโทรคมนาคมหรือแพลตฟอร์มต่างประเทศ อีกทั้งยังอาจได้รับข้อมูลผู้ชมและโอกาสทางธุรกิจจากระบบโฆษณาดิจิทัลมากขึ้น นอกจากนี้ยังอาจจะสร้างประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจจากการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน เพราะปัจจุบัน ผู้ประกอบการโทรทัศน์แทบทุกรายต้องทำแพลตฟอร์มและแอปของตนเองและต้องลงทุนแยกกันในด้าน

• ระบบสตรีมมิง

• ระบบส่งข้อมูล (CDN)

• ส่วนติดต่อผู้ใช้ (UI)

• ระบบโฆษณา

• ระบบจัดการข้อมูล

การมีแพลตฟอร์มกลางจึงน่าจะสามารถลดความซ้ำซ้อนและสร้างการประหยัดจากขนาด (Economy of Scale)ได้

.

อย่างไรก็ตาม การแข่งขันภายในแพลตฟอร์มเดียวกันก็จะเข้มข้นขึ้น ช่องโทรทัศน์จะไม่สามารถอาศัยเพียงตำแหน่งเลขช่องหรือความคุ้นเคยของผู้ชมแบบเดิม แต่ต้องแข่งขันกันด้วยคุณภาพของเนื้อหา ความสามารถในการดึงดูดผู้ชม และการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาบริการ

.

รัฐและสังคม การมีแพลตฟอร์มนี้อาจถือว่าได้เครื่องมือคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ

.

ในมิตินโยบายสาธารณะ แพลตฟอร์มดิจิทัลแห่งชาติคือ “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ" ที่มีบทบาทคล้ายกับโครงข่ายกระจายเสียงในอดีต โดยสามารถช่วยให้รัฐรักษาหลักการสำคัญหลายประการ เช่น การเข้าถึงข่าวสารและข้อมูลสาธารณะ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษา การเผยแพร่เนื้อหาที่มีคุณค่าต่อสังคม และการเข้าถึงบริการในภาวะฉุกเฉินหรือภัยพิบัติ เป็นต้น

.

ในยุคที่ผู้ชมจำนวนมากย้ายไปสู่แพลตฟอร์มระดับโลก ซึ่งขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึมที่ผูกพันเพียงกับความสนใจของผู้ใช้ และไม่ได้เชื่อมโยงกับความถูกต้องของข้อมูลหรือคุณค่าที่ดีงามใดใด การมีช่องทางดิจิทัลที่อยู่ภายใต้กรอบนโยบายสาธารณะของประเทศจึงน่าจะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงนิเวศของสื่อออนไลน์ที่แวดล้อมไปด้วย ข่าวลวง ข้อมูลเท็จ และเนืัอหาบิดเบือน (disinformation) จำนวนมหาศาล

.

ในส่วนผู้ให้บริการโทรคมนาคม น่าจะเป็นกลุ่มที่อาจสูญเสียอำนาจต่อรอง

หากมีผู้ที่อาจมองแนวคิดนี้ด้วยความระมัดระวังมากที่สุด กลุ่มนั้นน่าจะเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่

.

ปัจจุบันผู้ให้บริการโทรคมนาคมไม่ได้เป็นเพียงเจ้าของโครงข่ายอินเทอร์เน็ต แต่ยังเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มรับชมโทรทัศน์ แอปพลิเคชัน กล่องรับสัญญาณ และระบบโฆษณาดิจิทัลจำนวนมาก การเกิดขึ้นของแพลตฟอร์มกลางระดับชาติอาจทำให้บทบาทของแพลตฟอร์มเหล่านี้ลดลง เนื่องจากผู้ชมสามารถเข้าถึงช่องโทรทัศน์ได้โดยตรงโดยไม่จำเป็นต้องผ่านระบบนิเวศที่ผู้ประกอบการสร้างขึ้น

.

แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ให้บริการโทรคมนาคมก็อาจได้รับประโยชน์จากปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น รวมถึงโอกาสในการให้บริการคลาวด์ ดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบกระจายสัญญาณดิจิทัลเบื้องหลังแพลตฟอร์มใหม่ที่ อาจจะได้มีการพัฒนาขึ้ดังกล่าว

ดังนั้น คำถามจึงไม่ใช่ว่าผู้ประกอบการโทรคมนาคมจะได้หรือเสียทั้งหมด แต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนบทบาทจาก "เจ้าของประตู" ไปสู่ "ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน"

.

แพลตฟอร์มระดับโลกอาจเป็นผู้ที่อาจถูกลดอิทธิพล

อีกกลุ่มหนึ่งที่อาจได้รับผลกระทบจากแนวคิดนีัิ คือแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลก ซึ่งปัจจุบันกำลังกลายเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงเนื้อหาของผู้บริโภค

เมื่อผู้ชมใช้เวลามากขึ้นบนแพลตฟอร์มสาธารณะภายในประเทศ ส่วนแบ่งเวลาในการรับชมและข้อมูลผู้ใช้อาจไม่ไหลไปสู่แพลตฟอร์มต่างประเทศทั้งหมดเหมือนที่ผ่านมา ในมุมนี้ แพลตฟอร์มดิจิทัลแห่งชาติจึงอาจถูกมองเป็นกลไกหนึ่งในการรักษาอธิปไตยทางสื่อและข้อมูลของประเทศ

.

คำถามสำคัญจึงอาจจะไม่ใช่ “ควรมีหรือไม่” แต่คือ “ควรออกแบบอย่างไร” มากกว่า

.

ประสบการณ์จากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จของแพลตฟอร์มลักษณะนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเทคโนโลยีที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับรูปแบบการกำกับดูแลและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

.

หากออกแบบให้เป็นเพียงโครงการของรัฐ ก็อาจขาดความคล่องตัวและไม่สามารถแข่งขันกับแพลตฟอร์มเชิงพาณิชย์ได้ แต่หากออกแบบให้เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และภาคประชาชน ก็อาจกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยในระยะยาว

.

หัวใจของ (ร่าง) แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ฉบับที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา คือการเปลี่ยนผ่านจากการกำกับดูแลแบบดั้งเดิม (ที่เน้นเฉพาะสื่อหลัก) ไปสู่การเป็น "ผู้สนับสนุนระบบนิเวศสื่อดิจิทัล" ที่เน้นความปลอดภัย คุณภาพที่เชื่อถือได้ การแข่งขันที่เป็นธรรม การเข้าถึงได้ของสาธารณะและการใช้ประโยชน์จากสื่อเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในฐานะอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

.

ประเด็นที่เน้นเป็นพิเศษ ได้แก่ การสร้างโครงสร้างพื้นฐานกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ที่มีความมั่นคงและเข้าถึงได้สำหรับประชาชน รวมถึงการกำกับดูแล OTT (Over-The-Top) ที่ให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการภาพและเสียงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการแข่งขันกับผู้ประกอบการในแพลตฟอร์มเดิม และการส่งเสริมเนื้อหาคุณภาพ ผ่านการสนับสนุนการผลิตรายการที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ทักษะดิจิทัล และค่านิยมที่ดีของสังคม และสื่อที่วางใจพึ่งพาได้ของสังคม

.

ท้ายที่สุดแล้ว การจัดให้มีแพลตฟอร์มดิจิทัลแห่งชาติสำหรับโทรทัศน์ไทยไม่ใช่เรื่องของผู้ชนะหรือผู้แพ้เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายว่า ประเทศไทยต้องการให้ "ประตูสู่สื่อที่ให้ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ" ในยุคดิจิทัลอยู่ในมือของใคร และจะออกแบบระบบนิเวศดังกล่าวดังกล่าวอย่างไรให้เกิดดุลยภาพระหว่างการแข่งขันทางธุรกิจ ประโยชน์สาธารณะ และความมั่นคงทางวัฒนธรรม ตลอดจนการเป็นหลักเรื่องความน่าเชื่อถือด้านข้อมูลข่าวสารของประเทศในอนาคต.

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ความรักที่แข็งแรงกว่าความเจ็บปวด
ความรักที่แข็งแรงกว่าความเจ็บปวด