อ. ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เป็นผู้นำสายพลเรือน ของคณะราษฎร ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เป็นผู้นำขบวนการเสรีไทยสายในประเทศ เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี เป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นรัฐบุรุษอาวุโส
ทั้งๆ ที่สร้างผลงานและความสำเร็จไว้มากมาย ที่มีผลเชิงโครงสร้าง และความก้าวหน้าของประเทศไทย แต่ก็วิพากย์ตนเองอย่างถึงแก่นว่า
“ในปี ค.ศ. 1925 (2468) เมื่อเราเริ่มจัดตั้งกลุ่มแกนของพรรคอภิวัฒน์ในปารีส ข้าพเจ้ามีอายุเพียง 25 ปีเท่านั้น หนุ่มมาก หนุ่มทีเดียว ขาดความจัดเจน แม้ว่าข้าพเจ้าได้รับปริญญาแล้วและได้คะแนนสูงสุด แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าทางทฤษฎี ข้าพเจ้าไม่มีความจัดเจน และโดยปราศจากความจัดเจน บางครั้งข้าพเจ้าประยุกต์ทฤษฎีอย่างนักตำรา ข้าพเจ้าไม่ได้นำความเป็นจริงในประเทศของข้าพเจ้ามาคำนึงด้วย ข้าพเจ้าติดต่อกับประชาชนไม่พอ ความรู้ทั้งหมดของข้าพเจ้าเป็นความรู้ทางหนังสือ ข้าพเจ้าไม่ได้เอาสาระสำคัญของมนุษย์มาคำนึงด้วยให้มากเท่าที่ข้าพเจ้าควรจะมี ในปี ค.ศ. 1932 (2475) ข้าพเจ้าอายุ 32 ปี พวกเราได้ทำการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดความจัดเจน และครั้นข้าพเจ้ามีความจัดเจนมากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ....”
(สัมภาษณ์ เอเชียวีค 28 ธันวาคม 2523)

โดยฉพาะอย่างยิ่งได้ชี้เหตุแห่งความผิดพลาดของคณะราษฎรไว้ว่า
“ประการที่ 1 ขาดการศึกษาถึงกฎแห่งความขัดแย้งในขบวนการเมืองและตัวอย่างในประวัติศาสตร์ดังกล่าวในข้อ 3.1 นั้น จึงทำให้สมาชิกส่วนมากขาดความระมัดระวังต่อการที่สมาชิกจำนวนหนึ่งฟื้นซากทรรศนะเผด็จการทาส-ศักดินา ซึ่งเป็น “การโต้อภิวัฒน์” ต่อการอภิวัฒน์ซึ่งตนเองได้เคยพลีชีพร่วมกับคณะ
ประการที่ 2 คิดแต่เพียงเอาชนะทาง “ยุทธวิธี” ในการยึดอำนาจรัฐเป็นสำคัญ โดยมิได้คิด ให้รอบคอบว่าจะรักษาชัยชนะนั้นไว้ได้อย่างไรจึงจะไม่ถูก “การโต้อภิวัฒน์” (Counter - Revolution) ซึ่งจะทำให้ชาติต้องเดินถอยหลังเข้าคลอง
ประการที่ 3 นอกจากท่านหัวหน้าคณะราษฎร 3 ท่าน คือ พระยาพหลพลพยุหเสนา, พระยาทรงสุรเดช และพระยาฤทธิอัคเนย์ มีความรู้ความชำนาญการทหาร สามารถนำคณะยึดอำนาจรัฐได้สำเร็จแล้ว ส่วนสมาชิกหลายคนแม้มีความรู้ทางทฤษฎีเกี่ยวกับการสถาปนาประเทศ แต่ก็ขาดความชำนาญในการปฏิบัติและขาดความชำนาญในการติดต่อกับราษฎรอย่างกว้างขวาง
ประการที่ 4 การเชิญท่านข้าราชการเก่ามาร่วมบริหารประเทศนั้น ผมหวังให้ท่านเหล่านั้นก้าวหน้ามากเกินไปกว่าที่ท่านจะทำได้ จึงเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรงในขบวนการอภิวัฒน์ถึงกับมีการปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญถาวรฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2474”
(หนังสือ “คณะราษฎรกับการอภิวัฒน์ประชาธิปไตย 24 มิถุนายน” ปรีดี พนมยงค์, สนพ. แม่คำผาง)
ในสาเหตุ ประการที่ 4 รูปธรรมคือ การเชิญพระยามโนปกรณ์นิติธาดา มาเป็นประธานคณะกรรมการราษฎร ซึ่งก็คือการเป็นหัวหน้ารัฐบาล ที่ต่อมาเรียกว่า นายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อแสดงให้เห็นว่า คณะราษฎรไม่หวงอำนาจไว้กับตนเอง เพื่อให้ผู้ได้รับแต่งตั้งสามารถเชื่อมประสานคณะราษฎรกับข้าราชการได้ และเพื่อนำประสบการณ์ของพระยามโนปกรณ์ฯมารับใช้บ้านเมือง แต่แล้วในเวลาต่อมา ผู้รับแต่งตั้งกลับหวาดระแวง นายปรีดี พนมยงค์ อันเนื่อง มาจากการนำเสนอ “เค้าโครงเศรษฐกิจ” ที่มีลักษณะก้าวหน้า
อ. ปรีดี ตำหนิตนเอง ว่า
“ข้าพเจ้ายอมรับว่า ข้าพเจ้าผู้เดียวที่ทำผิดในการเสนอคณะราษฎร ให้เชิญพระยามโนปกรณ์ฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาล ข้าพเจ้ามีความผิดที่ไม่ได้วิจารณ์ให้ลึกซึ้งว่า พระยามโนปกรณ์ฯ เป็นบุคคลที่มีความคิดแห่งระบบเก่าเหลืออยู่”
เมื่อคนคนหนึ่ง ซึ่งมีความสำคัญ ทั้งตำแหน่งหน้าที่การงานและเป็นปราชญ์ทรงภูมิปัญญา กล้าประกาศยอมรับว่าตนเองผิดพลาด นอกจากจะเตือนสติตนเองอย่างแรงแล้ว ยังเป็นบทเรียนให้กับคนอื่นด้วย
“To understand the actual world as it is, not as we should wish it to be, is the beginning of wisdom .”
“การเข้าใจโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามที่เราอยากให้เป็น คือที่มาของปัญญา”
(Bertrand Russel ปราชญ์ชาวอังกฤษ แห่งศตวรรษ 20 ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ในปี 1950)
การยืนหยัดในจุดยืนที่เป็นไปเพื่อเอกราชประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม ไม่ว่าผู้นำคนไหนในโลก ล้วนต้องเผชิญชะตากรรมเสี่ยงชีวิต เสี่ยงคุกตาราง กระทั่งต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ
อ. ปรีดี พนมยงค์ ก็ดุจกัน ต้องหลบภัยไปใช้ชีวิตอยู่ในจีนและฝรั่งเศส จนสิ้นลมหายใจที่ กรุงปารีส แต่บุคคลเช่นนี้เองที่มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์เป็นมิ่งมิตร

หนังสือ “มิตรแท้ในยามยาก” เป็นจดหมายโต้ตอบระหว่าง อ.ปรีดี พนมยงค์ กับ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ในช่วงวิกฤตการเมืองไทย 2513-2524 สะท้อนถึงอารมณ์ร่วมในจิตวิญญาณประชาธิปไตย ความห่วงใยต่อบ้านเมือง และมิตรภาพอันคงมั่น แม้ในยามลี้ภัยและยามวิกฤตชีวิต
“.......ขอบใจความกล้าหาญด้วยจิตใจที่เป็นธรรม
ต่อส่วนรวมของราษฎรและประเทศชาติและต่อผม.......
ญาติมิตรที่มีใจเป็นธรรมย่อมพอใจและสรรเสริญภูมิธรรมของคุณ
ส่วนพวกปรปักษ์ผมนั้นย่อมคัดค้านและใส่ร้ายคุณ
ซึ่งคุณก็ได้ปลงตกแล้วตามที่คุณแจ้งมา
ผมขอเสริมเพียงว่าตามกฎธรรมชาติของมนุษย์นั้น
ศัตรูต้องคัดค้านและปองร้ายใส่ความ ติฉินนินทา
ศัตรูชมเชยเป็นเรื่องแปลกประหลาด
การวินิจฉัยว่าถูกหรือผิดมิใช่ตัดสินโดยศัตรูในกาละเฉพาะหน้า
หากอยู่ที่มวลราษฎร และรวมทั้งมวลราษฎรแห่งยุคหรือสมัยต่อไปด้วย
โลกยังอยู่อีกหลายล้านปีจึงจะดับสูญสิ้นมนุษยชาติ”
ปรีดี พนมยงค์
(ความตอนหนึ่งจากจดหมายของปรีดี พนมยงค์ ถึงป๋วย อึ้งภากรณ์ ลงวันที่ 23 สค. 2513)
เมื่อสิ้น อ. ปรีดี พนมยงค์ นั้น ทั้งๆ ที่กำลังป่วย แต่ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ได้เขียนจดหมายด้วยมือซ้ายถึงท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ด้วยความรัก เคารพ และคารวาลัย อย่างสะเทือนใจยิ่งว่า

การเปิดงานปรีดี พนมยงค์ ที่หน้าตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ 11 พฤษภาคม 2540 นั้น
ศ.นพ. ประเวศ วะสี ได้รับเชิญเป็นผู้กล่าวเปิดงาน
โดยชี้ให้เห็นว่า สรรพสิ่งล้วนต้องเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่จักรวาลไปถึงอะตอม ไม่เว้นแม้แต่ระบบ และอารยธรรม เช่น อารยธรรมกรีกและโรมัน เสื่อมสลายเพราะปรับตัวไม่ได้ สำหรับประเทศไทยนั้น อ.ประเวศ ชี้ว่า
“พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 และโดยเฉพาะรัชกาลที่ 5 ทรงพยายามปรับประเทศไทยให้มีความเป็นสมัยใหม่ กระแสความเปลี่ยนแปลงของความเป็นสมัยใหม่ของประเทศไทยและของโลกก่อให้เกิดความเครียดเชิงโครงสร้างในสังคมไทย เพราะโครงสร้างทางสังคมปรับตัวไม่ได้ง่ายๆ ความเครียดเชิงโครงสร้างนำไปสู่ความรุนแรงได้ ดังที่มีความพยายามที่จะก่อการปฏิวัติรัฐประหารที่เรียกว่า กบฏในรัชกาลที่ 6
ในสมัยรัชกาลที่ 7 เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ที่เรียกว่า The Great Depression of 1930 เป็นกระแสใหญ่อีกกระแสหนึ่งที่เพิ่มความเครียดให้สังคมไทย ความเครียดเพราะกระแสความเปลี่ยนแปลงจะผลิตปัญหารุนแรงต่างๆ เข้าใส่รัฐบาลที่รวมศูนย์อำนาจ ถ้าโครงสร้างอำนาจยังรวมศูนย์ ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะเป็นพระมหากษัตริย์ หรือทหาร หรือพลเรือน ดังที่เราเห็นอุบัติเหตุเภทภัย ที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลต่างๆ เรื่อยมา การเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยสันติวิธี เมื่อ 24 มิถุนายน 2475 เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ ย้ายบทบาทจากจุดศูนย์กลางทางการเมืองอันเป็นจุดที่ล่อแหลมกลายเป็นศูนย์รวมทางจิตวิญญาณ ซึ่งพ้นอันตราย จากความเครียด และการเป็นเป้าทางการเมือง ทำให้เกิดความมั่นคงในสถาบันพระมหากษัตริย์สืบมา
การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จึงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์มีความปลอดภัยและมั่นคงยิ่งขึ้น ถ้าศึกษาความคิด บทบาท และพฤติกรรมของอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นมันสมองของคณะราษฎร ทั้งในระหว่างการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และหลังจากนั้น จะเห็นได้ว่าอาจารย์ปรีดี คือ ผู้พยายามพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ นี่จะเป็นการตรงกันข้ามกับความพยายามสร้างภาพให้สังคมไทยเข้าใจไปว่า อาจารย์ปรีดีเป็นปฏิปักษ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์.......”

ในวาระครบรอบ 94 ปี แห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จึงขอจารึกว่า
สามัญชนคนหนึ่ง ซึ่งก้าวขึ้นถึงจุดสูงสุดของชีวิต มีสารพันผลงานคุณูปการต่อประเทศชาติและประชาชน ย่อมมีวันพลาดพลั้ง และเมื่อพลาดแล้ว ไม่มีหน้าตาต้องรักษา ไม่มีศักดิ์ศรีต้องหวงแหน ไม่มีทิฎฐิต้องอำพราง และไม่มีความยิ่งใหญ่ให้ต้องผยอง มีแต่ความอ่อนน้อม ยอมรับด้วยใจบริสุทธิ์ต่อผลแห่งการกระทำ
นี่คือ วิถีแห่งคนกล้า ที่มีหัวใจยิ่งใหญ่จริง
การประเมินคุณค่าของคนคนหนึ่ง อาจผันไปตามข้อมูลที่ได้รับผนวกกับความชอบและความ ชังของผู้ประเมิน แต่สิ่งที่เป็นข้อเท็จจริง (Fact) นั้น ไม่เปลี่ยนแปลง .
เครดิตภาพและข้อมูล : ขอบคุณสถาบันปรีดี พนมยงค์
นิตยสาร สารคดี ฉบับ 495 มิถุนายน 2569 และหนังสือ “สุดเส้นทางชีวิต”




