สิ่งที่เห็นไม่จริง สิ่งที่คิดไม่ใช่
ใครที่คิดว่าแน่ ทายผลการเลือกตั้งได้ฉมังแบบจับวาง ต้องทบทวน ตัวเองใหม่ แม้แต่ ผลโพลของสถาบัน และของตัวบุคคลก็ต้องยกธงขาวให้แก่ความเป็นจริง
จะเนื่องมาจากกระแส หรือเป็นเพราะกระสุน หรือด้วยระบบอุปถัมภ์ หรือด้วยเหตุอะไรอื่นก็ตาม ผลคะแนนที่ปรากฏ เป็นวินิจฉัยประชาชน ที่ไม่ขึ้นต่อเจตจำนงของพรรคใด หรือของใครผู้ใด
จะชอบใจหรือไม่ชอบใจ จะสมหวังหรือผิดหวัง 8 กพ. 69 ประชาชนกำหนดแล้วว่าพรรคการเมืองใดได้คะแนนเท่าไร และยังมีผลประชามติให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
อาจมีการร้องเรียน อาจมีการไต่สวน อาจมีผลเปลี่ยนแปลงคะแนนบ้าง ตามกระบวนการที่อนุญาตไว้ แต่คะแนนรวมที่เป็นผลหลัก จะเปลี่ยนแปลงไม่มาก
ภารกิจจึงตกอยู่บนบ่าไหล่ของพรรคการเมืองทั้งหมด ที่ต้องทำหน้าที่รวบรวมเสียงเป็นฝ่ายรัฐบาล และอีกฝั่งทำหน้าที่ฝ่ายค้าน
ปัญหา คือพรรคการเมือง จะตระหนักรู้ หรือไม่ว่า ในเวลานี้ ประชาชนไทยกำลังมีวิกฤตศรัทธาต่อระบบ และคนการเมือง อย่างสาหัสสากรรจ์มากกว่ายุคใดๆ ผู้คนกำลังวิตกต่อหายนะ “รัฐล้มเหลว” อย่างน่าเป็นห่วง เพราะนักการเมืองเข้ามาทำมาหากินกับการมีอำนาจมากกว่ายุคใดๆ ทำให้เศรษฐกิจติดหล่ม ทุนเสรีผูกขาดขยายอิทธิพลและเชื่อมโยงกับเครือข่ายอำนาจ โดยไม่เกรงใจประชาชน ความมั่งคั่งกระจุกอยู่กับชนชั้นนำ ที่มั่งมีอยู่แล้ว แต่ก็ยังเบียดขับคนระดับกลางและระดับล่างให้ยากจนลงไปอีก ด้วยการสมคบคิดที่กระทำต่อคนไทย และมีการเชื่อมโยงกับทุนสีเทาต่างชาติ ที่มีทั้งสแกมเมอร์ การพนันออนไลน์ คอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรม ยาเสพติด ที่ทำร้ายคนไทยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
นักการเมืองระดับสำคัญ ไม่อายที่จะแจ้งข้อมูลเท็จต่อ ป.ป.ช. เรื่องการจัดซื้อเครื่องบิน บางคนถูกตัดสินจำคุกมาแล้วในต่างประเทศ หลายคนมีความสุขกับการเวียนนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีได้ทุกสมัยจนเกือบจะครบทุกกระทรวงแล้ว โดยไม่เคยมีผลงานเชิงประจักษ์ใดๆ ให้ประชาชนได้ชื่นใจ ที่ทำเช่นนั้นได้ก็เพราะระบบกลุ่มก๊วนอุปถัมภ์แบบเก่าที่ฉุดรั้งประเทศชาติให้ถอยหลังตลอดมา
คนไทยทั้งประเทศมีอารมณ์ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันว่า หมดเวลาแล้วสำหรับการเมืองน้ำเน่าที่สิ้นหวัง
ผลการเลือกตั้ง 8 กพ. 69 แจ่มชัดแล้ว รัฐบาลกำลังจะจัดตั้ง ขณะที่ฝ่ายค้านก็เตรียมทำหน้าที่
ในที่นี้ พรรคร่วมรัฐบาลยังสามารถตั้งหลักเพื่อสนองตอบต่อปรารถนาของประชาชนได้ ที่จะสร้างสังคมไทยในรูปโฉมใหม่ ที่ไปพ้นจากการทุจริต หมดเวลาถอนทุนคืน มุ่งสู่ความเจริญ
รุ่งเรือง ด้วยการร่วมคิดร่วมทำร่วมสร้างอาชีพ สร้างความสามารถในการแข่งขัน สร้างการศึกษา สร้างชุมชนแห่งเศรษฐกิจฐานรากที่พอเพียง และยั่งยืน โดยเล็งแลไปถึงผลระยะยาวของลูกหลานไทยในอนาคต
แล้วจะทำอย่างไร
ในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่ง จึงขอท้าทายว่าที่นายกรัฐมนตรีว่า
1. ให้นักการเมืองสีเทา ถอยออกไปจากทำเนียบรัฐบาล
จะทำได้หรือไม่ หากนักการเมืองรู้จักประเมินตนเองตามความเป็นจริงในสายตาประชาชน
ไม่ใช่ประเมินจากความอยากมีอยากเป็นของตน รัฐมนตรีสีเทาต้องถอยออกไปจาก ครม. ใครซื้อเครื่องบินจาก เบน สมิธ ใครทำมาหากินใกล้ชิดกับกลุ่มทุนเทาสามานย์พวกนี้ ต้องมีสำนึก ละอายที่จะรับตำแหน่ง
เมื่อปี 2536 พรรคพลังธรรมนำโดย พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพียงปรากฏเป็นข่าวพาดหัว นสพ. ว่า “โรงแรมอิมพีเรียลปั่นหุ้น” ทั้งๆ ที่ไม่ปรากฏหลักฐานอะไรเลย แต่คุณอากร ฮุนตระกูล เจ้าของโรงแรมและเป็น ส.ส. พรรคพลังธรรมของ กทม. เขต 3 แสดงสปิริตลาออกจากการเป็น ส.ส. ทันที เพื่อเปิดทางอิสระให้แก่การตรวจสอบของภาคราชการตามกระบวนการ
สมัยรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ 17 ปีล่วงมาแล้ว เพียงแต่มีข่าวว่ารัฐมนตรีคนหนึ่งส่อเค้าว่าจะมีการประพฤติเสียหาย โดยยังไม่มีปฏิบัติการทุจริตอะไร ปรากฏว่ารัฐมนตรีคนนั้น ลาออกจากตำแหน่งทันที
นี่เป็นสองตัวอย่าง แห่งความกล้าหาญทางจริยธรรม ทั้งของคนๆ นั้น และของพรรคสังกัดที่สามารถเลือกตัดสินใจ อย่างสง่างามได้
นี่เป็นเรื่องยากที่จะทำ แต่หากทำได้ จะเป็นการยกใจขึ้นสู่ระดับสูง เหมือนกวีนิพนธ์ 2 วรรคของ อังคาร กัลยาณพงศ์ ที่ว่า “กู้ใจขึ้นไปเสมอดาว แวววาวเกียรติยศยิ่งใหญ่”
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องใจกว้างเปิดพื้นที่ให้แก่บุคคลภายนอก ที่เป็นนักทำงานมืออาชีพได้เข้ามากอบกู้ภาพลักษณ์ของรัฐบาล เหมือนที่ได้เชิญคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้แสดงศักยภาพเป็นคุณูปการปรากฏมาแล้ว
เป็นการใช้คนที่มีความสามารถสูงและเหมาะกับงานที่จะนำพาประเทศไทยพ้นไปจากสภาวะ รัฐล้มเหลว ได้

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32
2. กล้าหรือไม่ที่พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดร่วมกันทำและลงนามใน “ปฏิญญาประเทศไทย”
มีสาระสำคัญ คือ
:- ไปให้พ้นจากการทุจริตทั้งปวง ครม. ทุกคนไม่มีและไม่เชื่อมโยงทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม กับโครงการก่อสร้าง และโครงการสาธารณะ ทั้งปวงของรัฐ ยุติการ “ถอนทุนคืน” เลิกทำมาหากินกับงานของรัฐ อย่างสิ้นเชิง ตัดให้ขาดสะบั้นจากทุนเทาทั้งหมด
:- เปลี่ยนจากนโยบายประชานิยมแบบ ลด แลก แจก แถม เป็นการสร้างสัมมาชีพเต็มแผ่นดิน ให้ประชาชน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้างด้วยการเพิ่มเติมทักษะอาชีพและทักษะชีวิต ผ่านการศึกษาเรียนรู้เชิงปฏิบัติ (Active Learning) อย่างกว้างขวาง
:- จำกัดทุนเสรีผูกขาด แบบหมาป่าขย้ำลูกแกะ ที่กัดกินคนเล็ก คนน้อยมายาวนานแบบไร้ขีดจำกัด
:- ทำให้กระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ มีความศักดิ์สิทธิ์ ที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงและได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน
นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ มีนักวิชาการ สื่อมวลชน และคนรักบ้านรักเมือง ได้นำเสนอกันมาหลายครั้งแล้ว แต่รัฐบาลเอาหูทวนลม ไม่ไยดีที่จะมีอารมณ์ร้อนหนาวไปกับประชาชน
อย่าลืมว่า การที่ประชาชนเทคะแนนให้พรรคภูมิใจไทยถึง 193 ที่นั่ง เป็นการมอบคะแนน ให้อำนาจให้รัฐบาลมีเสถียรภาพที่มั่นคง เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงาน
ประชาชนให้อำนาจและฉันทานุมัติ แต่วิกฤตศรัทธาต่อการเมืองไทยยังไม่หายไปไหน ยังดำรงอยู่และส่งเสียงเรียกร้องรัฐบาลทุกวันให้กอบกู้ศรัทธาด้วยการปฏิบัติจริงของรัฐบาลเอง
เกือบ 4 เดือนที่ผ่านมา ว่าที่นายกรัฐมนตรีได้พิสูจน์ให้เห็นฝีมือ สามารถทำหน้าที่เพื่อรักษาอธิปไตยของแผ่นดินไทยได้อย่างมีศักดิ์ศรี เป็นภาพตัดแบบตรงข้ามกับรัฐบาลชุดก่อนหน้านั้น
แต่จะยอมรับ หรือไม่ว่า ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่นั้น รัฐบาลสอบตก ออกอาการละล้าละลัง ไร้ทิศทาง ขาดการบัญชาการรวมศูนย์ที่ทำให้มีปัญหาตามมามากมาย ทั้งความล่าช้า ความเดือดร้อนของประชาชน และการเยียวยาที่ไม่ทันท่วงที
ประชาชนให้โอกาสอันสำคัญยิ่ง ผ่านหีบบัตรลงคะแนนเสียง รัฐบาลควรถือโอกาสสร้าง “ปฏิญญาประเทศไทย” ที่สะท้อนความตระหนักรู้ในปัญหาสำคัญ ความมุ่งมั่น ความซื่อสัตย์ ความเอาจริงเอาจัง ไปให้พ้นจากมะเร็งร้ายทั้งปวงที่กัดกร่อนประเทศไทยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
นี่คือการท้าทาย ที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล สามารถให้สัญญาใจกับประชาชนอย่างเป็นทางการได้ และจะมีความหมายมากยิ่งขึ้น นอกจาก ครม. ทั้งคณะต้องถวายสัตย์ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่แล้ว หาก ครม.จะได้กล่าวคำปฏิญาณ “ปฏิญญาประเทศไทย” ต่อพระสยามเทวาธิราช จะเป็นการฟื้นศรัทธาประชาชน และก่อให้เกิดสามัคคีธรรมของคนไทยที่จะก้าวไปข้างหน้าด้วยกันอย่างมีนัยสำคัญ .




