News Logo
หน้าแรก
สายลมมัจจุราชพัดแรง พ.ร.บ. อากาศสะอาด  อาจถูกเป่าทิ้ง

สายลมมัจจุราชพัดแรง พ.ร.บ. อากาศสะอาด อาจถูกเป่าทิ้ง

25 เม.ย. 2569 10:30
ผู้ชม 5 คน

เดิมดินน้ำ ลมฟ้า นั้นบริสุทธิ์

                                    แต่น้ำมือมนุษย์อันกร้านกล้า

                                    เผาพืช เชิงเดี่ยว เผาไพรพนา

                                    ปล่อยควันพิษ เต็มฟ้า เต็มแผ่นดิน

                                                มัจจุราชบินมากลางอากาศ

                                                เป็นเพชฌฆาตหายนะทุกฐานถิ่น

                                                ผ่อนส่งมรณะทุกชีวิน

                                                ให้หายใจรวยรินรอวันตาย

 

                                               

            พ.อ. นพ. ครรชิต ปิยะเวชวิรัชต์  แพทย์อายุรศาสตร์ด้านโรคปอดและระบบทางเดินหายใจ ของ รพ.สมิติเวช ชี้ว่า “ความเคยชินต่อฝุ่น  อันตรายอย่างยิ่ง มีข้อค้นพบว่า ผู้หญิงที่ไม่สูบบุหรี่ เป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะฝุ่น PM 2.5 เข้าสู่กระแสเลือดและกระจายทั่วร่างกาย ทำให้หลอดเลือดอักเสบ และกลายเป็นโรคติดเชื้อไม่เรื้อรัง”

            ข้อสังเกตทางการแพทย์  พบปรากฏการณ์ตรงกันว่าผู้คนยุคนี้มีอาการป่วยไข้อันเนื่องมาจากระบบการหายใจ ที่รับผลกระทบตรงจากควันพิษ ซึ่งเกิดขึ้นจากคนอื่นทำ แต่ต้องรับผลกรรมแบบตายผ่อนส่งทุกเวลานาที ลมหายใจสกปรกมันเกิดขึ้นอย่างช้าๆ สะสมในร่างกายและขยายผลไปสู่การป่วยไข้อื่นๆ ที่ลดทอนอายุตนเอง

            ฝุ่น PM 2.5  จึงเป็นมัจจุราชผ่อนส่งความตายให้มนุษย์ โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทั้งๆ ที่ฝุ่นนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เป็นอันดับสองของผู้คนทั่วโลก

            แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่รู้สึกรู้สากับ ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ที่ตกไปจากระบบรัฐสภาอันเนื่องมาจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 11 ธ.ค. 2568

                                               

            อากาศสะอาดเป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐานที่ทุกคนควรได้รับ ซึ่งสหประชาชาติรับรองไว้    มันเป็นลมหายใจที่มนุษย์ขาดไม่ได้ มันไม่เพียงเป็นความต้องการ แต่มันเป็นสิทธิติดตัวมนุษย์ที่ภาคอุตสาหกรรมการเกษตร ภาคอุตสาหกรรมโรงงาน ภาคยานพาหนะขนส่ง และภาครัฐ จะพรากจากตัวมนุษย์ไปไม่ได้

            ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดฉบับที่ตกไปแล้วนั้น มหาวิทยาลัย ภาควิชาการ  เครือข่ายแรงงาน และภาคประชาชน ได้เคลื่อนไหวกันมาตั้งแต่ เมื่อ 7 ปีที่แล้ว

            ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 17 มค. 2567 มีมติเอกฉันท์ 433 เสียงรับร่างกฎหมายทั้งของพรรคการเมืองและของภาคประชาชน รวม 7 ฉบับ มีนายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม เป็นประธาน กมธ. ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด

            มีการตั้งกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการ มีการรับฟังความคิดเห็นประชาชน จนได้บทบัญญัติที่วางหลักการ วัตถุประสงค์ ข้อกำหนด บทควบคุมและกติกาต่างๆ จนเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย จนร่างกฎหมายผ่านสภาผู้แทนราษฎร เข้าสู่วุฒิสภาและผ่านวาระแรกแล้ว เมื่อปลายปี 2568 แต่มีอันต้องตกไปเพราะการยุบสภาผู้แทนราษฎร

            สาระสำคัญของกฎหมาย เป็นการแก้ปัญหาเชิงระบบ ตามหลัก “คนสร้างปัญหามีหน้าที่ ต้องจ่าย”  (Polluter Pays Principle) เพราะใส่หน้ากากเป็นการป้องกันเฉพาะตัว สร้างแนวกันไฟ    ก็เป็นเรื่องเฉพาะพื้นที่ การไล่จับควันดำ ก็เหมือนตำรวจไล่จับขโมย

 

            ร่าง พรบ. ฉบับนี้ จึงให้แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้นเหตุ บังคับให้ฝ่ายต้นทางผู้ปล่อยมลพิษต้องรับผิดชอบ ต้องควบคุมมลพิษ ต้องแสดงระดับค่าอันตรายของมลพิษอย่างเปิดเผยโปร่งใสทุกระยะ ต้องจ่ายค่าปรับตามควรแก่เหตุ แม้แต่มลพิษข้ามพรมแดน ก็ต้องมีมาตรการจัดการ ดังเช่นสิงคโปร์ เคยมีฝุ่นควันจากประเทศใกล้เคียงข้ามพรมแดน รัฐบาลสิงคโปร์จึงออกกฎหมาย Transboundary Haze Act กลายเป็นมาตรฐานในระดับภูมิภาคที่ประเทศคู่กรณีต้องควบคุมมลพิษได้อย่างเป็นผล

            คุณสุชาติ ชมกลิ่น รมว. ทส.  บอกว่า

“กฎหมายยังไปต่อ แต่ต้องคิดให้รอบด้าน โดยเฉพาะนิยาม ‘กลุ่มเปราะบาง’ และ ‘ผู้ทำงานกลางแจ้ง’ ยังเป็นนิยามที่กว้างเกินไป”

            ควรเข้าใจด้วยว่า กฎหมายฉบับนี้เป็น “กฎหมายหลัก” ซึ่งจะต้องมี “กฎกระทรวงหรือกติกาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” ตามออกมา เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในภาคปฏิบัติร่วมกัน

            ข้อมูลที่เล่าสู่กันฟังโดยไม่เป็นข่าว แต่สามารถสอบทานได้จากกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. นี้ที่ยืนยันตรงกันว่า ระหว่างมีการประชุม ร่าง พ.ร.บ. ปรากฏว่ามีรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของรัฐบาลชุดพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ พูดในที่ประชุมว่า “กฎหมายนี้ออกมา รัฐบาลก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ขอร้องว่า ‘อย่าไปทำให้เป็นภาระของภาคเอกชน’ ก็แล้วกัน”

            และเนื่องจากกฎหมายจะไปต่อได้ ตาม รธน. มาตรา 147 รัฐบาลจะต้องนำร่างกฎหมายที่ตกไปนั้น เข้า ครม. เป็นมติเพื่อให้รัฐสภารับรอง ภายใน 60 วัน นับแต่เปิดประชุมรัฐสภา ซึ่งจะครบ 60 วัน ในวันที่ 13 พฤษภาคม 2569

            มีแหล่งข่าวที่เชื่อถือ ได้กระซิบมาว่า รัฐบาลได้คัดเลือกเอากฎหมายที่ตกไป รวม 20 ฉบับ เพื่อเข้าคิวให้สภารับรอง ให้ทันเวลา แต่ปรากฏว่า ในจำนวนนั้น ร่า ง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ไม่อยู่ในวาระการรับรอง แปลว่า มันอันตรธานไปแล้ว เปิดทางให้ฝุ่น PM 2.5  ซึ่งเป็นสายลมมัจจุราชผ่อนส่งความตายยังสามารถทำหน้าที่ปีศาจมรณะได้อีกต่อไป

            สิ่งที่ควรทำ ไม่ใช่การยกเอาข้อโต้แย้งปลีกย่อยขึ้นมาทักท้วงเป็นข้อกังวลในยามนี้ ยามที่กฎหมายใกล้ถึงฝั่งอยู่แล้ว เพราะหากกฎหมายเข้าสู่กระบวนการของรัฐสภาย่อมสามารถจะถกเถียง

แลกเปลี่ยนไปสู่จุดลงตัวที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ เพราะกฎหมายจะสิ้นลมปราณไปกับวันเวลาที่เหลืออยู่ คือไม่เกิน 13 พค. 69

            ระหว่างลมหายใจอันรวยรินของคนไทยทั้งแผ่นดิน กับลมหายใจของภาคเอกชนที่ก่อมลพิษอย่างไม่รับผิดชอบมายาวนาน รัฐบาลจะเลือกทางไหน

            โปรดติดตาม .

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฟูรุซาโตะ โนะเซอิ
ฟูรุซาโตะ โนะเซอิ