ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเวศ วะสี ละสังขารไปแล้วด้วยวัย 94 ปี มีพิธีพระราชทานเพลิงศพ เมื่อเย็นวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 ณ วัดมกุฎกษัตริยาราม
หนังสือที่ระลึกในงานดังกล่าว ชื่อว่า “สุดเส้นทางชีวิต” มีคำไว้อาลัยของญาติและกัลยาณมิตร
มากมาย ขอคัดสรรเฉพาะใจความสำคัญมาจัดวางไว้ ณ ที่นี้ เพื่อแสดงความคารวาลัยร่วมกัน อีก คำรบหนึ่ง
“ตอนที่คุณหมอป่วย คุณหมอบัญชา พงษ์พานิช ได้ไปเยี่ยม แล้วให้คุณหมอคุยกับอาตมาทางโทรศัพท์
คุณหมอพูดว่า “ผมจะตายแล้ว”
อาตมาได้เตือนว่า ความตายไม่มี เพราะอาตมาอยู่ที่สวนโมกข์ ได้ฟังท่านอาจารย์พุทธทาสพูดว่า “ความตายไม่มี”
การที่เราคิดว่า ความตายมีแก่เรา ก็เพราะจิตมันคิดว่า กายนี้เป็นเรา จริงๆ กายและจิตมันเป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติ หามีตัวมีตนไม่ การที่เรารู้สึกว่ามีเราตาย ก็เพราะเรายังมีอุปาทานในชีวิตอยู่
ท่านอาจารย์พุทธทาส นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาพูดอยู่เป็นประจำเรื่องอนัตตา เรื่องสุญญตา อาตมาจึงได้เตือนสติคุณหมอไปอย่างนี้”
-พระราชวัชรโพธิคุณ (โพธิ์ จนฺทสโร)
สวนโมกข์
“คุณหมอประเวศเป็นนักปฏิรูปของสังคมไทยที่หาได้ยาก ท่านไม่เพียงเห็นปัญหาและทางออกอย่างเป็นระบบและรอบด้าน โดยพากเพียรเผยแพร่ความคิดเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ผู้คน ทั้งด้วยข้อเขียนและการบรรยายอย่างต่อเนื่อง หากท่านยังมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งและผลักดันให้มีการปฏิรูปวงการต่างๆ ที่สำคัญคือขณะท่านผลักดันให้มีการปฏิรูปสังคม ท่านเองก็มีการพัฒนาการส่วนตัวอย่างต่อเนื่อง จากแนวคิดที่อิงวิทยาศาสตร์แบบกลไก มองความจริงแบบลดส่วนแยกส่วน ไปสู่ทัศนะแบบองค์รวม เชื่อมโยงสรรพสิ่ง โดยไม่ปฏิเสธมิติทางจิตวิญญาณ”
-พระไพศาล วิสาโล
“ผมเคารพนับถือและยกย่องอาจารย์หมอประเวศ ในฐานะผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ทำคุณประโยชน์ ให้กับสังคมและประเทศชาติมาโดยตลอดระยะเวลาที่ท่านยังมีชีวิตอยู่
นอกเหนือจากนั้น ผมยังเคารพความเป็นมนุษย์ของท่านที่มีความซื่อสัตย์ ซื่อตรง ไม่คิดร้าย และมีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ มีพระพุทธศาสนาและมีธรรมะอยู่ในใจ
เป็นที่หัวเราะกันด้วยความชื่นชมในความรักที่อาจารย์หมอประเวศมีต่อภรรยาและครอบครัว ไม่ว่าอาจารย์หมอประเวศจะไปพูดที่ใด ทำงานหรือกิจกรรมสังคมที่ไหน อาจารย์หมอประเวศจะไม่รับคำเชิญไปทานอาหารค่ำ ท่านจะกลับไปทานอาหารที่บ้านกับครอบครัวอย่างเดียวเท่านั้น”
-อานันท์ ปันยารชุน
“ไม่ใช่ความสามารถในการวิเคราะห์อาการป่วยของคนไข้ทั่วไปเท่านั้น แต่อาจารย์ได้วิเคราะห์อาการของสังคมไทย ด้วยความรอบรู้ชำนาญและด้วยการเป็นแพทย์ อาจารย์จึงพยากรณ์อาการป่วยของสังคมไทยได้ชัดแจ้ง ..............................
เมื่อทบทวนจากสิ่งที่ท่านได้วิเคราะห์อาการป่วยของสังคมไทยไว้ ก็ต้องยอมรับว่าข้อคิดเห็น
ทั้งหมดนั้น ล้วนกลั่นกรองมาจากการรู้และเข้าใจสังคมไทย สิ่งที่ท่านเสนอในการป้องกันและรักษาอาการป่วยของสังคมไทยในแต่ละปัญหาจึงมีคุณค่า เป็นความจริงใจ ตั้งใจ สุจริตใจโดยไม่มีอคติ เป็นที่ยอมรับของสังคม”
-ชวน หลีกภัย
“สิ่งที่ผมยังใช้ และเผยแพร่มาจนถึงปัจจุบันคือหลัก “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ที่เน้นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจำเป็นต้องอาศัย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ เจตนารมณ์ทางการเมือง ความรู้ทางวิชาการ และพลังสนับสนุนจากมวลชน หลักคิดนี้จะยังคงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ ของเศรษฐกิจสังคมไทยต่อไปในอนาคต”
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

“ผมยังรำลึกถึงวันสำคัญของชีวิตวันหนึ่ง คือ วันที่ผมได้รับแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ วันนั้นเราอยู่ที่ญี่ปุ่น ผมนำคณะผู้ใหญ่อาวุโสที่ผมเคารพไปดูเรื่องเกษตรกรรมธรรมชาติ จำได้อย่างแม่นยำว่ามีพี่หมอประเวศ, อาจารย์ระพี สาคริก, อาจารย์เสน่ห์ จามริก และอีกสองสามท่านด้วยกัน คืนนั้นมีเทเล็กซ์ (telex) เข้ามาว่า ครม. มีมติแต่งตั้งผมเป็นเลขาธิการ สศช. คนที่ 9 ผมก็แจ้งพี่หมอเป็นคนแรกพร้อมบ่นกับพี่หมอว่า “ผมไม่พร้อมและไม่อยากเป็นเลย เพราะไม่ได้จบเศรษฐศาสตร์” พี่หมอประเวศซึ่งดีใจกว่าผมอีก หันมาดุผมว่า “คุณเฉยๆ เถอะ รับตำแหน่งซะ คุณเป็นความหวังของพวกเรา” คืนนั้นท่านผู้ใหญ่ทั้ง 3 ท่าน ก็เลี้ยงแสดงความยินดีกับผมเป็นคณะแรกทีเดียว และพอเข้าดำรงตำแหน่งแล้ว ทั้ง 3 ท่าน โดยเฉพาะพี่หมอประเวศ ช่วยผมทำแผน 8 อย่างเต็มที่ ซึ่งต้องขอกราบรำลึกความกรุณาของพี่หมอประเวศ, อาจารย์ระพี สาคริก, และอาจารย์เสน่ห์ จามริก ที่ช่วยผมทำแผน 8 จนสำเร็จลงด้วยดี”
-ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล
“หลายท่านคงจำได้ว่า ตั้งแต่วิกฤตการเมืองเมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 แนวทางการปฏิรูปการเมืองที่ก่อตัวหลังจากนั้นและนำไปสู่การกำเนิดของรัฐธรรมนูญปี 2540 ก็ตั้งต้นมาจากแนวคิดของคุณหมอประเวศ
ผมเคยตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำไมความคิดเห็นของคุณหมอประเวศ จึงมีพลัง กระตุ้นการขบคิด ค้นคว้า และสร้างประเด็นทางสังคมให้เกิดการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ตลอดมา ?”
-ดร. อาทิตย์ อุไรรัตน์
“ผมคิดว่าท่านอาจารย์ประเวศเป็น progressive conservative ที่ยึดมั่นในคำสอนพระพุทธองค์ ไม่ใช่พิธีกรรม และทำ “เวยยาวัจมัยบุญ” (บุญสำเร็จด้วยการทำประโยชน์สุขให้ผู้อื่น) มาทั้งชีวิต ผมถึงขอบูชาคุณปราชญ์แห่งแผ่นดินด้วยใจอาลัยเป็น “ปูชา จ ปูชนียานํ” บูชาผู้ควรบูชา เพราะท่านเป็นแบบอย่างที่เราทุกคนควรเจริญรอยตาม”
-บวรศักดิ์ อุวรรณโณ
“ท่านอาจารย์หมอประเวศได้วิเคราะห์ปัญหาใหญ่ที่แก้ไขได้ยาก โดยเสนอหลักการรวมพลังสามฝ่าย คือ ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายประชาชน / ชุมชน และฝ่ายรัฐ หากรวมพลังกันจะสามารถแก้ปัญหาใหญ่ๆ ได้ตั้งเป็น “ทฤษฎีสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ซึ่งทำให้เข้าใจง่าย ท่านได้มีบทบาทสำคัญในการเกิดกลยุทธและองค์กรที่ช่วยกิจการสุขภาพของประชาชนตลอดมาจนถึงปัจจุบัน เช่น สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (สพรพ.) เป็นต้น ท่านอาจารย์หมอประเวศได้ช่วยดึงผมเข้าไปร่วมในงานขององค์กรเหล่านี้ ความสนใจของท่านได้ขยายไปถึงปัญหาสังคมของประเทศ และได้มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จนเกิดการยกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540”
-จรัส สุวรรณเวลา
“การได้มีโอกาสเรียนรู้จากท่าน เป็นหนึ่งในพรอันยิ่งใหญ่ของชีวิต ผมได้เห็นว่าความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งหรือชื่อเสียง แต่อยู่ที่ความสามารถในการปลุกพลังความดีในหัวใจของผู้คน
แม้วันนี้ร่างกายของท่านจะจากพวกเราไป แต่ปัญญาและแรงบันดาลใจที่ท่านได้หว่านไว้ในสังคมไทยจะยังคงเติบโตต่อไป เมล็ดพันธุ์แห่งความคิดที่ท่านปลูกไว้ในใจของศิษย์และผู้ร่วมงาน
จำนวนมาก จะยังคงงอกงามและแผ่กิ่งก้านออกไปในอนาคต”
-วิจารณ์ พานิช
หมอรู้โลก
“ *คนดี ที่หายาก
ไม่เรื่องมาก ไม่รุงรัง
จริงใจ และจริงจัง
เข้าถึงใจ ด้วยใจจริง
*เห็นธรรม ในธรรมชาติ
เห็นสรรพศาสตร์ ในสรรพสิ่ง
ทำตลอด ไม่ทอดทิ้ง
ทั้งอ่อนน้อม และถ่อมตน
*เรียบเรียบ และง่ายง่าย
เข้ากันได้กับทุกคน
รู้สมมุติ รู้หลุดพ้น
ไม่ยึดอยู่ กับมายา
*ให้โลก ได้รู้คิด
เห็นชีวิต ความมีค่า
ธรรมดา ธรรมดา
หมอประเวศ วะสี ฯ ”
-เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์
“ผมเองได้รับคุณูปการจากอาจารย์ประเวศส่วนตัวมากมายหลายประการ ผมถูกคดีในทางการเมืองครั้งคราวใด อาจารย์ประเวศเป็นห่วงเป็นใย เกรงว่าจะถูกทำร้าย ไม่เพียงในทางกฎหมายเท่านั้น แต่จะถูกทำร้ายในทางร่างกายอีกด้วย บุคคลเช่นนี้นับว่าหาได้ยาก การที่ท่านจากไปคราวนี้หวังว่า คนรุ่นใหม่จะพยายามมองท่านอย่างรู้สึกสำนึกในคุณความดีของท่าน แน่นอนท่านเป็นมนุษย์ปุถุชนก็ย่อมมี ความเด่น ความด้อย มีความอ่อนไหว มีความบกพร่องเป็นธรรมดา แต่ควรจะเรียนจากวิถีชีวิตของท่าน แม้ข้อบกพร่องของท่านก็ควรจะเอามาเป็นบทเรียนให้เราดำเนินตามรอย
ของท่าน แก้ไขสิ่งที่ผิดทำให้ถูก เพื่ออนาคตของสังคม เพื่ออนาคตของเยาวชน”
-สุลักษณ์ ศิวรักษ์

แสงประเวศ วะสี
สุด………….เส้นทางชีวิต
“แสงประเวศ”ยังสถิต เสถียรสถาน
เป็นถักทอ ถักธรรม ถักตำนาน
เชื่อมประสาน เครือข่าย สามพลัง
พลังหนึ่ง ความรู้ คู่ปัญญา
พลังเคลื่อนไหว ประชา เป็นมนต์ขลัง
โยงใย พลังรัฐ เป็นกำลัง
เขยื้อนภูเขา พร้อมพรั่ง พาเปลี่ยนแปลง
สาธารณสุข ไม่ใช่ รับใช้ตน
ต้องกูลเกื้อ เพื่อมวลชน ในหนแห่ง
โง่ จน เจ็บ เป็นความจริง สิ่งสำแดง
พึงปรับแต่ง แปลงปรุง ผดุงไทย
จากไม่มี สู่มี ในที่ทาง
จากแคบ สู่กว้าง เล็กสู่ใหญ่
จากน้อย สู่มาก ความเป็นไป
คือครรไล ภูมิปัญญา แห่งธานี
ใครจะอยู่ ใครจะไป ใครจะมา
แสงศรัทธาปสาทะในถิ่นที่
ปักหมุด ความจริง,งาม และความดี
“แสงประเวศ วะสี” ส่องแผ่นดิน
-ประสาร มฤคพิทักษ์
กายสังขารของ อ.ประเวศ วะสี ล่วงละไปแล้ว แต่จิตวิญญาณ ไม่ได้ละล่วงไปด้วย
เส้นทางชีวิตทางกายภาพ สิ้นสุดไปแล้ว แต่ชีวิตที่เป็นจิตวิญญาณแห่งความดี ความงาม ความจริง ยังดำรงคงอยู่
ยังเป็น “แสงประเวศ” ที่เจิดจ้าประกายแสงศรัทธาปสาทะ อาบแผ่นดินและสังคมไทยไปอีกนานเท่านาน .




