“......ประกาศพระบรมราชโองการให้ทราบทั่วกันว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา และบริเตนใหญ่ เมื่อวันที่ 25 มกราคม พุทธศักราช 2485 นั้น เป็นการกระทำอันผิดต่อเจตจำนงของประชาชนชาวไทย และฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ และกฎหมายบ้านเมือง ประชาชนชาวไทยทั้งภายในและภายนอกประเทศ ได้พยายามทุกวิถีทางที่จะช่วยฝ่ายสหประชาชาติ.... ประกาศสงครามนั้นจึงเป็นอันเป็นโมฆะ ไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย....”
(คำ “ประกาศสันติภาพ” (บางส่วน)ของนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ในพระปรมาภิไธย ในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เมื่อ 16 สค. 2488)
คำประกาศสันติภาพนี้ เกิดขึ้นทันทีที่ญี่ปุ่นยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร อันเนื่องมาจากสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดเมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ ชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายแสนคน
เป็นคำประกาศที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติให้ความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์
เมื่อพระบรมราชโองการประกาศสันติภาพออกอากาศกระจายเสียงทางวิทยุไปทั่วประเทศ คนไทยโห่ร้องยินดี ที่สงครามมหาเอเชียบูรพายืดเยื้อ 3 ปีครึ่ง ยุติลงได้ โดยเป็นที่ยอมรับจากฝ่ายสัมพันธมิตร ว่าไทยไม่ใช่ผู้แพ้สงคราม และไทยยังรักษาเอกราชและอธิปไตยไว้ได้โดยสมบูรณ์
ก่อนหน้านั้น คือการเคลื่อนไหวใหญ่ของขบวนการเสรีไทย เป็นหมุดหมายประวัติศาสตร์ไทยครั้งยิ่งใหญ่ที่คนไทยทุกระดับ ทุกชนชั้น ทุกเพศวัย ในขอบเขตทั่วประเทศผนึกกำลังเป็นใจเดียวกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน
นอกจาก นายปรีดี พนมยงค์ ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ผู้นำเสรีไทยสายสหรัฐอเมริกา นายกำจัด พลางกูร ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (เข้ม) ที่เป็นบุคคลระดับนำของขบวนการเสรีไทย ยังต้องบันทึกว่า บุคคลระดับเชื้อพระวงศ์สำคัญ เช่น สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ม.จ.ภีศเดช รัชนี (มั่น) ม.ล.จิรายุ นพวงศ์ ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัฒน์ ผู้นำเสรีไทย สายอังกฤษ ม.จ.รัชฎาภิเศก โสณกุล ผู้นำ เสรีไทยสายจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่างก็เป็นสมาชิกของขบวนการเสรีไทย
แต่ที่เป็นขุมพลังสำคัญของเสรีไทย คือ อิสานเสรีไทย ที่รวมเอาบุคคลระดับรัฐมนตรี นักการเมือง ข้าราชการ ครู คนค้าขาย ชาวไร่ชาวนา และประชาชน เข้าร่วมเป็นพลังได้อย่างเป็นปึกแผ่น ถึงขั้นจัดตั้งเป็นกองกำลังลับฝึกอาวุธที่พร้อมจะปะทะกับทหารญี่ปุ่นในแนวรบต่างๆ ทั่วประเทศ
กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกบนแผ่นดินไทย เมื่อ 8 ธค. 2488 ผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ซึ่งมีเครือข่ายมวลชนท้องถิ่นอย่างกว้างขวาง คือ นายเตียง ศิริขันธ์ ส.ส. สกลนคร นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ส.ส. อุบลราชธานี นายจำลอง ดาวเรือง ส.ส. มหาสารคาม และนายถวิล ยุคล ส.ส. ร้อยเอ็ด ซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านอย่างมีพลังในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายก
รัฐมนตรี ผู้ซึ่งทำสัญญาไมตรี ไทย-ญี่ปุ่น ยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่านแดนไทยไปพม่าและมลายู
ช่วงแรกเป็นการตกลงกันจัดตั้ง “คณะกู้ชาติ” โดยนายเตียง ศิริขันธ์ กับนายกำจัด พลางกูร วางวัตถุประสงค์ ไว้ว่า
1. ทำลายล้างลัทธิเผด็จการ
2. ฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์
3. กอบกู้ประเทศชาติจากการยึดครองของญี่ปุ่น และจากการครอบงำของ จอมพล ป.
พิบูลสงคราม
เพื่อเป็นกำลังร่วมกัน นอกจาก เตียง ทองอินทร์ ถวิล จำลอง 4 ส.ส. แล้ว ยังมี เรือโท นพ. โกเมศ เครือตราชู แห่งกรมแพทย์ทหารเรือ นายสวัสดิ์ ตราชู คหบดีอุดรธานี นายละเอียด อภิวาทนะศิริ กำนัน ต.โนนหอม นายสหัส กาญจนพังคะ ศึกษาธิการ จ.สกลนคร และ นพ.อ้วน นาครทรรพ อดีต ส.ส. อุดรธานี
คณะกู้ชาติ โดย นายเตียงและนายจำกัด ได้เข้าถึง นายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งเป็นผู้นำขบวนการเสรีไทย ทำให้คณะกู้ชาติรวมตัวเข้ากับเสรีไทยตั้งแต่ช่วงต้นปี 2485 ขบวนการเสรีไทยจึงเป็นขบวนการใต้ดินที่ขยายตัวไปได้อย่างกว้างขวาง
เมื่อเสรีไทยในประเทศกับเสรีไทยนอกประเทศที่สหรัฐอเมริกา และอังกฤษเชื่อมต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตรได้ตั้งแต่กลางปี 2487 ประกอบกับรัฐบาลเปลี่ยนผ่านจากจอมพล ป. มาเป็นนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ช่วงกลางปี 2487 ยิ่งเปิดทางสะดวกให้กับการเคลื่อนไหวของเสรีไทย
ด้วยการนำของ นายเตียง ศิริขันธ์ ที่ได้รับฉายาว่าเป็น “ขุนพลภูพาน” ทำให้อิสานเสรีไทยสามารถตั้งค่ายลับและสร้างเส้นทางลำเลียง ประสานการรับส่งอาวุธทางอากาศจากฝ่ายสัมพันธมิตรไปสู่ค่ายเสรีไทยในป่าดง เกิดพลพรรคเสรีไทย เกิดค่ายฝึกอาวุธและสนามบินลับกระจายทั่ว 24 จังหวัดของประเทศ เฉพาะอิสานมี 10 จังหวัด

ตุลาคม 2487 นายเตียงและพลพรรคสกลนคร ได้รับความไว้วางใจจาก “รู้ธ” (นายปรีดี พนมยงค์) ผู้นำขบวนการเสรีไทย ให้อิสานเสรีไทยเป็นหนึ่งในสามกองกำลังแรกเริ่มที่รับอาวุธสัมพันธมิตรมาใช้เป็นอุปกรณ์สู้รบ
อีก 2 กองกำลังคือ พลพรรคสายสารวัตรทหาร พล.ร.ต. สังวร สุวรรณชีพ ผู้ซึ่งประสาน
งานกับ ม.จ.รัชฎาภิเศก โสณกุล อธิการบดีจุฬาฯ ในเวลานั้น จัดฝึกอาวุธโดยมีนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถึง 289 คน ร่วมเป็นพลอาสาสมัคร
ส่วนอีกหนึ่งกองกำลังคือ พลพรรคสายหัวหิน-ปราณบุรี ที่มีนายชาญ บุนนาค เป็นผู้นำ
เสรีไทยสกลนคร เป็นศูนย์กลางของเสรีไทยที่ขยายผลไปไกลทั่วทั้งอิสาน โดยมีนายเตียง ศิริขันธ์ เป็นแกนนำ ซึ่งมีรหัสลับว่า “พลูโต” โดยการสนับสนุนของข้าหลวงจังหวัดคือนายเติม ศิลปี
เฉพาะสกลนคร มีค่ายฝึกอาวุธ มีกำลังพลถึง 3,000 นาย ที่บ้านโนนหอม อ. เมือง และที่ บ้านเต่างอย อ. เต่างอย

ยังมีเสรีไทยอีกหลายจังหวัด เช่น มหาสารคาม นครพนม อุดรธานี หนองคาย อุบลราชธานี ขอนแก่น เลย ชัยภูมิ นครราชสีมา ศรีสะเกษ บางค่ายยังมีสนามบินลับที่รับอาวุธและสิ่งของจากฝ่ายสัมพันธมิตรด้วย
เสรีไทยอิสาน ยังผนึกพลังร่วมกับกองทัพไทย หลายหน่วยคือ กองพลที่ 37 มณฑลทหารบกที่ 3 และมณฑลทหารราบอีกหลายหน่วย
ในภาพรวม ต้องถือว่าเสรีไทยอิสานเป็นยุทธภูมิต้านญี่ปุ่นทางฝั่งแม่น้ำโขง โดยกองทหาร (กองพลที่ 37) และพลพรรคเสรีไทย มียุทธศาสตร์การรบที่ตัดเส้นทางกองทัพญี่ปุ่นในภาคอิสานให้ขาดออกไปจากการช่วยเหลือทัพญี่ปุ่นในภาคกลางและภาคเหนือ และยังมีหน้าที่ป้องกันกองทัพญี่ปุ่นที่จะรุกไทย โดยผ่านมาทางเวียดนาม ลาว กัมพูชา ที่จะเข้ามาทางเทือกเขาพนมดงรัก หรือข้ามแม่น้ำโขง
มีบันทึกของ วิสุทธิ์ บุษยกุล ระบุว่า
“ในเรื่องการจัดตั้งหน่วยกำลังรบภาคอิสานต่อต้านญี่ปุ่นแล้ว ครูเตียง เป็นหัวหน้าใหญ่ ทุกหน่วยที่นักการเมืองเหล่านี้จัดตั้งขึ้นล้วนแต่อยู่ภายใต้การควบคุมของครูเตียง โดยติดต่อรับทราบนโยบายจากท่านปรีดี อีกทีหนึ่ง...”
หลังจากญี่ปุ่นยอมจำนน อันเนื่องมาจากสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดเมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ เมื่อสิงหาคม 2488 พระจักรพรรดิฮิโรฮิโต มีพระบรมราชโองการให้ทหารญี่ปุ่นทุกสมรภูมิรบวางอาวุธ และยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร

ในวันสวนสนามของขบวนการเสรีไทยจำนวน 8,000 คนจากทั่วประเทศ ณ ถนนราชดำเนิน โดยมีนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ แทนพระองค์ เป็นประธาน
ในวันนั้น นายปรีดี ได้กล่าวปราศรัยต่อหน้าพลพรรคเสรีไทย ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า
“...ขบวนการเสรีไทย ไม่มีความปรารถนาในเกียรติยศชื่อเสียง หรือ ผลประโยชน์อย่างใดเลย สิ่งเดียวที่พวกเราปรารถนาคือการได้เห็นประเทศไทยรักษาเอกราชและอธิปไตยไว้ได้
บัดนี้หน้าที่ของพวกเราในฐานะเป็นเสรีไทยในระหว่างสงครามได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และขบวนการเสรีไทยจักต้องยุบเลิกไป แต่จิตวิญญาณแห่งเสรีไทยอันได้แก่ความรักชาติ และความเสียสละเพื่อส่วนรวมจะยังคงอยู่กับท่านทั้งหลายตลอดไป ขอให้ท่านนำจิตวิญญาณนี้ไปใช้ในการบูรณะและพัฒนาประเทศชาติของเราสืบไป”
ขบวนการเสรีไทย อาจสรุปได้ด้วยบันทึกในคำนำหนังสือของมาลัย ชูพินิจ ว่า
“เมื่อพูดถึงเสรีไทย ขอให้เราอย่านึกถึงตัวตนของบุคคลซึ่งย่อมร่วงโรยไปตามกาลเวลา แต่ขอให้นึกถึงงานอันอมตะของเขา บุคคลอาจจะแตกต่างกันด้วยกำเนิด ด้วยฐานะและการศึกษา แต่การเสียสละ เป็นยอดแห่งคุณธรรมที่ยกให้มนุษย์อยู่ในระดับเดียวกัน ฉะนั้น เมื่อเขียนงานของเสรีไทย ข้าพเจ้าจึงหมายถึงทั้งงานฝ่ายสมองและงานฝ่ายกำลังกาย ไม่มีครั้งใดที่บุคคลผู้ต่างกันทั้ง
ความเป็นอยู่ อาชีพ สังคม และสิ่งแวดล้อม ราวฟ้าแลดิน จะมีโอกาสรับใช้ชาติได้ร่วมชีวิตเพื่ออยู่
ตายร่วมกันอย่างสมาชิกขององค์การ X.O. Group”
“นายฉันทนา” (มาลัย ชูพินิจ) คำนำในหนังสือ X.O. Group
เรื่องภายในขบวนเสรีไทย ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 (2522)





