ลากยาวกันมานาน 12 ปี ตั้งแต่รัฐประหารของ คสช. เมื่อปี 2557 จนถึงบัดนี้ มีแนวโน้มว่ากฎหมายนิรโทษกรรมผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง จะลงเอยกันได้ในมุมที่สามารถยอมรับกันได้มากที่สุด ไม่ใช่นิรโทษกรรมลักหลับหรือสุดซอยแบบร่าง พรบ. ปี 2556 ที่ในครั้งนั้น ก่อให้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในสังคมไทย
ต้องนับเป็นเรื่องดีที่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้บรรจุร่าง พรบ. เสริมสร้างสังคมสันติสุข พ.ศ. ......ที่ผ่านวุฒิสภา เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ให้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เป็นวาระที่ 3 อย่างเร่งด่วน ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2569
นี่เป็นการตกผลึกของร่าง พรบ. ดังกล่าว ที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ในวาระ 3 ไปแล้ว ผ่านวุฒิสภา วาระ 3 ไปแล้ว และคืนกลับมาที่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาอีกครั้ง เพื่อพิจารณาถ้อยคำแตกต่าง ที่วุฒิสภาปรับแก้เพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม สาระหลักของร่าง พรบ. นี้ ยังคงไว้ซึ่ง การไม่นิรโทษกรรมผู้มีความผิดตามมาตรา 112 และผู้มีความผิดในคดีทุจริต ซึ่งเป็นเงื่อนไขหลักที่ฝ่ายต่างๆ ยอมรับได้
หากไม่มีอะไรพลิกผัน ร่าง พรบ. ดังกล่าวจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
แต่หากสภาผู้แทนราษฎร ไม่อาจตกลงกันได้ในประเด็นแตกต่างจากข้อแก้ไขของวุฒิสภา ก็จะต้องตั้งกรรมาธิการร่วม 2 สภา เพื่อหาข้อยุติกันอีกรอบ ซึ่งก็จะกินเวลาเนิ่นนานออกไป
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกพรรค น่าจะร่วมกันทำบุญผ้าป่ามหากุศลสันติสุขในครั้งนี้ด้วยการ “มุ่งสู่ภาพรวมของความสามัคคี ไม่ติดกับดักในประเด็นปลีกย่อย”
เพราะทุกพรรค ทุกฝ่าย ทุกคน ต่างทนทุกข์และเหนื่อยล้ากันเต็มกลืนแล้ว
หากมองไปที่ดวงตา ทะลุไปถึงหัวใจของคนที่รับผลทางคดี
คนที่ทำผิดอาญาแผ่นดินร้ายแรง ถูกจำคุกไปแล้ว บางคนก็พ้นโทษแล้ว
คนที่มีคดีติดตัวอันเนื่องมาจากความเห็นต่างทางการเมือง ก็ขึ้นโรงขึ้นศาลสู้กันจนเพลียแรงไปด้วยกันทั้งหมด
คนที่ติดคุก ต้องถูกจำกัดอิสรภาพ ทนทุกข์ทรมานทั้งตนเองและเดือดร้อนไปถึงครอบครัวและเครือญาติอย่างแสนสาหัสมาพอสมควรแล้ว
บางคนโดนคดีแพ่ง ก็ถูกอายัดทรัพย์แล้ว
สิ้นลมหายใจไปแล้ว ก็หลายคน
บาดเจ็บ ทรมานทางร่างกายก็มีจำนวนไม่น้อย แต่คดีก็ยังมีติดตัว
หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เห็นตรงกันว่า “ต้องนิรโทษกรรม” ตามเงื่อนไขที่ผ่านสภาทั้งสองแล้ว ก็ควรต้องยกมือให้กฎหมายผ่านได้โดยสะดวก ทำได้เช่นนี้ก็จะเป็นบุญผ้าป่ามหากุศลครั้งใหญ่ของประเทศไทย ที่จะเปิดทางสว่างให้แก่แนวทางสร้างเสริมสันติสุขที่เป็นจริงได้
แค่ความเห็นต่างทางการเมือง จึงไม่ควรขวางกั้นวิถีแห่งสามัคคีธรรม
แค่ประเด็นปลีกย่อยที่ค้างในใจตนเอง จึงไม่ควรชะลอร่าง พรบ. ฉบับนี้
ราว 3 ปีมาแล้ว ผมได้สนทนากับอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ซึ่งขณะดำรงตำแหน่งได้พบกับ ลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ในเวลานั้น
ปลัด ตปท. เล่าว่า ลี กวน ยู ได้พูดถึงประเทศไทย โดยชี้ให้เห็นว่า หลายปีมาแล้วที่รัฐบาลไทยต้องเผชิญกับสงครามประชาชน ที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และในคราวนั้นปรากฏว่ามีนักศึกษาประชาชนต้องหลบภัยเผด็จการเข้าสู่เขตป่าเขา เข้าร่วมขบวนปฏิวัติ กับ พคท. ด้วย มีกองกำลังอาวุธของกองทัพปลดแอกประชาชน สู้กับรัฐบาลอย่างถึงเลือดถึงเนื้อ ทำสงครามประชาชนกันมายาวนานถึง 17 ปี เสียชีวิตและบาดเจ็บกันไปจำนวนมากมาย แต่แล้ว พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ประกาศนโยบายการเมืองนำการทหาร โดยออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี ฉบับที่ 66 / 2523 เพื่อต้อนรับคนที่เข้าป่ากลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติในเมืองโดยปราศจากความผิดใดๆ

ลี กวน ยู พูดว่า “ไม่ต้องเจรจาสันติภาพ ไม่ต้องมีข้อตกลงหยุดยิง ไม่ต้องทำ MOU ใดๆ นักศึกษาประชาชนที่เข้าป่า กลับคืนสู่เมืองอย่างสงบราบรื่นกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ ทำให้ประเทศไทยคืนสู่สันติสุขได้อย่างน่าประหลาดใจ
ผมเข้าใจว่า มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่สามารถทำเรื่องเช่นนี้ได้ นี่คือคุณสมบัติพิเศษของสังคมไทย”
ผมได้ฟังแล้วรู้สึกคล้อยตาม ลี กวน ยู ที่ชี้ทางสว่างไว้อย่างน่าสนใจ
ความขัดแย้งทางความคิด หรืออุดมการณ์ ในระยะ 20 ปีมานี้ของประเทศไทย มีกระทบกระทั่ง มีบาดเจ็บ มีเสียชีวิตไปจำนวนหนึ่ง แต่เมื่อเปรียบกันแล้ว เทียบไม่ได้เลยกับขนาดความรุนแรงระหว่างรัฐบาลกับ พคท. ระหว่างปี 2508 – 2525 ซึ่งต่อเนื่องยาวนานถึง 17 ปี แต่สามารถยุติลงได้อย่างน่าอัศจรรย์
จึงเห็นว่า การผ่านร่าง พรบ. เสริมสร้างสังคมสันติสุข พ.ศ. .....หรือร่าง พรบ. นิรโทษกรรมคดีชุมนุมทางการเมือง ในช่วงปี 2548 – 2568 ควรจะผ่านไปได้อย่างสง่างาม
นี่คือ การทำบุญร่วมกันเป็น “บุญผ้าป่ามหากุศลสันติสุข” ที่สังคมไทย มีเนื้อนาบุญเช่นนี้ มาแต่โบราณกาล สืบเนื่องมาถึงวันนี้ .




