มันไม่ใช่ปัญหาที่กล่าวหา ว่า สสส. นำเงินไปใช้อย่างอีลุ่ยฉุยแฉก
มันไม่ใช่ปัญหา ว่า เป็นการเล่นพรรค เล่นพวกของ สสส. โดยอนุมัติโครงการให้เฉพาะคนในแวดวงจำกัด
มันไม่ใช่ปัญหา ว่า สสส. พ้นไปจากการตรวจสอบของรัฐบาล รัฐสภา สื่อมวลชน และประชาชน
มันไม่ใช่ปัญหา ว่า เงิน สสส. เป็นเงินบาปที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ NGO
มันไม่ใช่ปัญหาการใช้เงินอย่างสูญเปล่า ไม่เกิดประโยชน์โภชน์ผลอะไรที่จับต้องได้
มันไม่ใช่ปัญหาการสร้างอาณาจักรคนดีของแพทย์จำนวนหนึ่ง
สิ่งเหล่านี้สามารถเอ็กซเรย์ และตรวจสอบได้หมด ทั้งควรจะต้องมีการตรวจสอบกันอย่างจริงจังทุกกรณีที่มีความผิดปกติ
ที่ควรพิจารณา คือการเปลี่ยนระบบเลิกภาษีบาปเป็นเบิกจากงบประมาณแผ่นดินรายปีนั้น มีวาระซ่อนเร้นน่าขบคิด ที่ไกลไปกว่านั้น

การรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างที่เป็นเนื้องานของ สสส. ที่ดำเนินงานต่อเนื่องมาโดยลำดับ
รับรู้และยอมรับกันโดยทั่วไป ว่าบุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้คนสิ้นลมหายใจแบบ ผ่อนส่ง คือไม่ทันรู้ตัวก็ใกล้วันตายแล้ว
เห็นหรือไม่ว่า คนสูบบุหรี่ที่ดูมาดแมนสุดประมาณประหนึ่งพระเอกหนังคาวบอยในยุค 60 ปีที่แล้ว มาวันนี้ใครสูบบุหรี่กลายเป็นคนทำให้วงแตก พวกเขาต้องไปอัดบุหรี่ใส่กันเองในมุมที่ห่างไกลผู้คน
ใช่ไหมว่า ห้องอาหาร ห้องประชุม ห้องน้ำ บนรถโดยสารทุกชนิด ในห้องผู้โดยสารรอขึ้นเครื่องที่สนามบิน ต่างติดป้ายไม่ต้อนรับคนสูบบุหรี่
ลมหายใจของผู้คน ควรได้รับความเคารพ ไม่ควรเป็นเหยื่อของบุหรี่ นี่ก็เป็นมงคลยิ่งแล้ว ต่อชีวิต
ภาพกราฟฟิค การสำรวจของ สนง. สถิติแห่งชาติ ปี 2534 – 2567 ชี้ว่า อัตราการสูบบุหรี่ของคนไทยลดลงจาก 32 % ในปี 2534 เหลือเพียง 16.5 % ในปี 2567 หากไม่มีการรณรงค์ต้านบุหรี่ ก็จะมีคนไทยสูบบุหรี่มากกว่านี้อีก 9.1 ล้านคน
การสูบบุหรี่ที่ก่อโรคมะเร็ง โรคถุงลมโป่งพอง เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการตาย ไม่สูบบุหรี่จึงเป็นอภิมหากุศล ที่ยืดอายุคนไทยจำนวนหลายล้านคน
ถึงกระนั้น คนเป็นทั้งหมอและเป็นโฆษกรัฐบาลชุดนี้ แห่งพรรคภูมิใจไทย ยังประกาศอย่างน่าไม่อายว่าจะผลักดันบุหรี่ไฟฟ้าให้ถูกกฎหมาย ทั้งๆ ที่มันเป็นสิ่งผิดกฎหมายไปแล้ว

ความจริงเงินจากภาษีบาป (Sin Tax หรือ Earmarked Tax) เป็นงบประมาณของ 4 องค์กรนั้น ปีละหมื่นกว่าล้านบาท ไม่ได้ไปเบียดบังงบประมาณแผ่นดินใดๆ เลย

มันเป็นการเก็บภาษีเพิ่มขึ้นตามกฎหมายเฉพาะที่เกิดขึ้นรองรับหลักการสำคัญ คือ หลักความรับผิดชอบ (Accountability)
กล่าวคือ ผู้ผลิตมลพิษ ต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการป้องกัน ควบคุม หรือกำจัดความเสียหายทางสิ่งแวดล้อม ที่ตนเองเป็นผู้กระทำ (Polluter Pays Principle - PPP) ต่อผลที่เกิดขึ้นต่อสังคม
คุณทำให้คนเจ็บ คนป่วย คนทรมานด้วยโรคภัย ทำให้ คนตาย คุณก็ต้องรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น
คุณศุภชัย ใจสมุทร มือกฎหมายแห่งภูมิใจไทย จะรู้หรือไม่ว่า หากยกเลิกภาษีบาป ปีละ ราว 10,000 กว่าล้านบาท เงินจำนวนนี้ไม่ได้มาเข้ากระเป๋ารัฐ เพราะรัฐโดยกรมสรรพสามิตได้เก็บภาษี เหล้า บุหรี่ ไปแล้ว แปลว่า ธุรกิจที่เคยจ่าย ก็ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่าย เป็นการลดต้นทุนสินค้า ขณะเดียวกันธุรกิจได้กำไรเพิ่มขึ้นปีละหมื่นกว่าล้านบาท หรือรัฐบาลอาจไปใช้วิธีการอื่นใดเพื่อเก็บภาษีก้อนนี้เข้าคลัง ก็อยู่ที่การกำหนดขั้นต่อไป
พรรคภูมิใจไทย ไม่เรียนรู้เลยหรือว่า นอกจากหลักความรับผิดชอบของผู้ผลิตและผู้ขายสินค้าอันตรายต่อสุขภาพแล้ว
สสส. เป็นองค์กรที่มีภารกิจหลักในเรื่องของ “สร้างนำซ่อม” หรือคนโบราณเรียกว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” (Prevention is better than cure.)
มันเป็นเรื่องที่โลกยอมรับว่า ถ้าร่างกายจิตใจแข็งแรงแล้วย่อมมีภูมิต้านทานที่แข็งแกร่งต่อโรคภัยไข้เจ็บ
งานรณรงค์ต้านบุหรี่ “สูบบุหรี่ทำให้เซกส์เสื่อม” รณรงค์ “ให้เหล้าเท่ากับแช่ง” (ให้ตายเร็ว)รวมถึงการรณรงค์เรื่องอุบัติเหตุจราจร โภชนาการที่ถูกต้อง การลดมลพิษในอากาศ คือผลงานของ สสส.
ภาษีบาปที่ถูกนำมาใช้เพื่อการนี้ ยังถือเป็น ความรับผิดชอบของธุรกิจเหล้าบุหรี่ เป็นหลักที่คนทั้งโลกต้องมีสติย้ำเตือนกันตลอดไป การยกเลิกภาษีบาป จึงเหมือนการลบล้างอัปรีย์กรรมของ มหันตภัยนี้ให้เลือนหายไปจากจิตสำนึกคนไทยทั้งมวล
และภูมิใจไทย ก็ควรสำรวจตนเองด้วยว่า ผลงาน “กัญชาเสรี” ที่ผ่านมานั้น ใครกันที่รวยเละ โดยมีชาวบ้าน คนจน และเยาวชน เป็นเหยื่อกัญชาจำนวนนับแสนนับล้านคน ไม่รู้สึกผิดบาปเลยหรืออย่างไร
รัฐบาลควรรู้ด้วยว่า สสส. ไม่ได้ทำงานแบบทุบโต๊ะจากภาคราชการ แต่เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวางมากกว่าองค์กรราชการใดๆ เป็นการทำงานจากล่างขึ้นบน (Bottom Up)
องค์กรใด ประชาชนคนใดอยากให้คนงดเหล้า เลิกบุหรี่ มีโภชนาการที่ดี มีสุขภาพจิตดี เขียนโครงการมาขอทุน ผ่านการพิจารณาอย่างเข้มงวดว่าเป็นประโยชน์ คุ้มค่าใช้จ่าย จะได้รับการอนุมัติ แล้วองค์กรนั้น ชมรมนั้น กลุ่มคนนั้นๆ จะเป็นเจ้าของเนื้องานที่ตนเองมีแรงบันดาลใจอยากทำงานนั้น มีผลกระทบต่อผู้คนอย่างกว้างขวาง เป็นงานต่อเนื่อง ใช้เวลายาวนาน จึงจะได้ผล ไม่ใช่งานฉาบฉวยของ สส. แบบที่มีกฎหมายห้ามแล้ว แต่ สส. ยังสามารถโยกงบประมาณไปลงพื้นที่เพื่อหาเสียงกับชาวบ้าน เราจึงได้ยิน งบขุด ลอกคูคลอง หนองน้ำ ที่โกงกันแบบ 100 % เพราะไม่มีใครดำน้ำลงไปตรวจสอบโคลนในคลอง
ไปสอบถามดูเถอะ ไม่มีนักการเมืองคนไหนไปทำโครงการแบบที่ สสส. ทำ เพราะ สสส. รู้เท่าทันนักการเมือง งบ สสส. จึงเป็นงบขวางโลภจริตของ สส. ที่โยกงบไม่ได้
อย่ามาอ้างวินัยการเงินการคลัง และความโปร่งใส ของระบบราชการเลย
การสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น โกงกันเป็นอุตสาหกรรมแบบสายพานการผลิตในโรงงาน มีคนเกี่ยวข้องกับการโกงนับหมื่นคน ต้องลงโทษประเภทปลาซิวปลาสร้อย เพื่อแย่งตำแหน่งถึง 5,000 คน แต่ปลาใหญ่หัวขบวนลอยนวลไปอย่างมหัศจรรย์
แล้วที่ ก.ก.ร. เปิดโปงอภิมหาโกงของ 26 หน่วยราชการ เมื่อไม่นานมานี้ โดยได้มาจากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการและศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบได้แบบถึงขนาดระบุเป็นตัวเงินต่อครั้งในการให้บริการทางราชการอย่างกราฟฟิคนี้ พวกรักษาวินัยการเงินการคลัง และอ้างความโปร่งใส ไม่มีใครหน้าชากันบ้างไหม

อนึ่ง สสส. ไม่ใช่รัฐอิสระที่จะทำอะไรได้ตามอำเภอใจโดยไม่ต้องรับการตรวจสอบ เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกหลายคนที่เชื่อถือได้ โกงไม่เป็น และไม่ยอมให้ใครโกง
สสส. ต้องรายงานผลต่อ ครม. เป็นประจำ ต้องรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา และรายงานต่อประชาชน ผ่านสื่อออนไลน์อย่างเป็นกิจจลักษณะ
องค์การอนามัยโลกยกย่องว่ามีผลงานเป็นแบบอย่างของโลก ประเทศอื่นๆ ประหลาดใจว่าประเทศไทยมีองค์กรที่ยอดเยี่ยมแบบนี้ด้วยหรือ มันเป็นภาพตรงกันข้ามกับที่คนของรัฐบาลระบายสีสกปรกให้ สสส.
ถ้าอยากทำลายหลักสำคัญ ว่า คนสร้างปัญหาต้องไถ่บาปด้วยการจ่ายค่าผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคม อยากทำลายหลักการสำคัญต่อสุขภาพที่เรียกว่า “สร้างก่อนซ่อม”
อยากทำลายหลักการทำงานแบบ สานพลังเครือข่ายองค์กรและประชาชน ที่ไม่มีอำนาจเหนือจากส่วนกลางไปครอบไว้แบบระบบราชการ
และอยาก “ยื่นอ้อยเข้าปากช้าง” ให้ธุรกิจข้ามชาติและในประเทศ อย่างเหล้าและบุหรี่ได้ก่ออนันตริยกรรมชีวิตคนไทยต่อไป
ก็เตรียมรับกรรมสนองไว้ก็แล้วกัน .




