"...ถ้าใครรู้จักนายปรีดีเป็นอย่างดี จะพบว่า ช่วงที่นายปรีดีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นาน 21 วัน จะรู้ว่านายปรีดีทุกข์ทรมานแค่ไหน เพราะการดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่วิสัยที่นายปรีดีชื่นชอบ นายปรีดีจึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในเวลาที่สั้นมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมือง..."
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า นายปรีดี ดาวฉาย (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา) ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท PTTGC มีผลในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
ทันทีที่ปรากฏข่าวดังกล่าว มีสื่อบางสำนักรีบพาดหัวในทันทีว่า ลือสะพัดว่า นายปรีดีลาออกเพื่อไปนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้น โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ
สำหรับคนที่อยู่ในแวดวงข่าวมานานปีคงไม่รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะทุกครั้งที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หรือปรับคณะรัฐมนตรี จะมีนักข่าวกลุ่มหนึ่ง หรือบางคน มานั่งวิเคราะห์กันว่า มีใครบ้างที่น่าจะได้รับตำแหน่งรัฐมนตรี ในโควตาของใคร หรือของพรรคใด โดยอ้างว่ามีแหล่งข่าวจากพรรคการเมืองนั้น พรรคการเมืองนี้
ดังนั้นจะเห็นว่า กว่าที่มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้น จะมีบุคคลต่าง ๆ ถูกจัดวางอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรี เปลี่ยนหน้าไปไม่หยุด
ข่าวส่วนหนึ่งที่ออกมาอาจจะเป็นการปล่อยข่าวของนักการเมืองบางคน หรือกลุ่มการเมืองในพรรค เพื่อกดดันผู้มีอำนาจในพรรคนั้น ๆ เพื่อหวังเก้าอี้รัฐมนตรี
แต่ต้องยอมรับความจริงว่า ส่วนหนึ่งนักข่าวบางกลุ่ม นักข่าวบางคนก็นั่งวิเคราะห์เอาเองว่าคนนั้นคนนี้เหมาะสม หรือจะรับตำแหน่งรัฐมนตรี แล้วนำมาเขียนโดยอ้างว่าเป็นแหล่งข่าว
ในกรณีหลัง พูดกันอย่างหยาบ ๆ ก็คือการ ‘เต้าข่าว’ กันดื้อ ๆ นั่นเอง
กลับมาในกรณีของนายปรีดี ที่อ้างว่ามีข่าวลือสะพัดว่า ลาออกเพื่อมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน น่าจะเป็นการเต้าข่าว หรือนั่งเทียนเขียน แบบไร้สมมุติฐานอย่างสิ้นเชิง
ประเด็นแรกเลย ช่วงที่มีการอ้างว่านายปรีดีจะไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังห่างไกลมาก เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่ได้รับรองผลการเลือกตั้ง และยังวุ่นวายอยู่กับการแก้ข้อกล่าวหาเรื่องทุจริตการเลือกตั้ง
การประกาศจัดตั้งรัฐบาลผสมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ยังเป็นเพียงกรอบข้อตกลงอย่างกว้าง ๆ และที่สำคัญ เก้าอี้รัฐมนตรีที่สามารถแบ่งโควตาให้กับพรรคต่าง ๆ ได้จาก 35 เก้าอี้ มีอยู่เพียง 30 เก้าอี้เท่านั้น
เพราะ 5 เก้าอี้ คาดว่าจะเป็นโควตากลาง ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย
ดังนั้นถ้าเพิ่มตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไปอีกหนึ่งเก้าอี้ ตำแหน่งรัฐมนตรีที่จะแบ่งให้กับพรรคต่าง ๆ ก็จะเหลือเพียง 29 เก้าอี้เท่านั้น
ประการที่สอง ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องมีคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด คือต้องไม่เป็นผู้บริหารหรือลูกจ้างของบริษัทต่าง ๆ
การที่นายปรีดีลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท PTTGC หลังจากที่ดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทดังกล่าวมานานกว่าสองปี ใกล้ครบเทอม 3 ปี ดังนั้นการลาออกตามเหตุผลที่เปิดเผยกับสาธารณะก็คือให้มีการปรับโครงสร้างของคณะกรรมการ ซึ่งก็สมเหตุสมผล
นอกจากนี้ นายปรีดียังดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่อย่างน้อยอีก 4 บริษัท ได้แก่ ประธานกรรมการบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
กรรมการ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
กรรมการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน)
และกรรมการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)
การที่นายปรีดียังคงดำรงตำแหน่งกรรมการในบริษัทดังกล่าวข้างต้น ทำให้ขาดคุณสมบัติในการเป็นรัฐมนตรีอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้น ถ้านายปรีดีลาออกจากบริษัท PTTGC เพื่อไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจริง ก็ต้องลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัทอื่น ๆ ทั้งหมดด้วย
เห็นได้ชัดว่า ผู้เต้าข่าวดังกล่าวขาดความรู้ทางกฎหมายและไร้สมมุติฐานในการเต้าข่าวอย่างมาก
ยิ่งถ้าใครรู้จักนายปรีดีเป็นอย่างดี จะพบว่า ช่วงที่นายปรีดีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ นาน 21 วัน จะรู้ว่านายปรีดีทุกข์ทรมานแค่ไหน เพราะการดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ใช่วิสัยที่นายปรีดีชื่นชอบ
นายปรีดีจึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในเวลาที่สั้นมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมือง
การที่นายปรีดีตกเป็นเหยื่อของการ ‘เต้าข่าว’ อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับนายปรีดีมากนัก เพียงแต่หงุดหงิดรำคาญใจ
แต่ถ้าบุคคลใดตกเป็นเหยื่อของการเต้าข่าวจนสร้างความเสียหาย หลายคนกว่าจะดิ้นหลุดจากพันธนาการของข่าวลือ ข่าวปล่อย โดยที่สำนักข่าวหรือนักข่าวไม่ได้ตรวจสอบข่าวให้ดีแล้ว นอกจากจะทำให้ผู้ตกเป็นข่าวต้องทนทุกข์ทรมานอย่างสาหัสแล้ว
ในทางตรงกันข้าม ยังจะสร้างความเสื่อมศรัทธาของประชาชนต่อสื่อมวลชนโดยรวมอีกด้วย




