1. ความเบื้องต้น
ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) กลายเป็นเครื่องมือการวิเคราะห์การเมืองที่สำคัญในปัจจุบัน และเริ่มมีความหมายที่ลึกซึ้ง เมื่อกรอบแนวคิดการวิเคราะห์ภูมิศาสตร์การเมือง (geopolitical analysis) เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ
ยกตัวอย่างเช่น คนจำนวนมากยังเข้าใจว่า โลกเรามีการจัดระเบียบโลกใหม่ (New World Order) อยู่ ทั้งที่ปัจจุบัน กรอบแนวคิดการวิเคราะห์ภูมิศาสตร์การเมืองเลยไปสู่ยุคสัจนิยมใหม่ (Neo-realism) แล้ว
เมื่อเราเข้าใจว่าโลกเรา “มีการจัดระเบียบโลกเก่า คือ การจัดระเบียบโลกในยุคแบรตตัน วูดส์ (Bretton Woods System) และต่อมา “มีการจัดระเบียบโลกใหม่” (New World Order) สมัยที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ผู้พ่อ บุกอิรักโดยอ้างความมั่นคงร่วมกันของโลก
เสร็จแล้วเราก็เอา “การจัดระเบียบโลกใหม่” เป็นกรอบการวิเคราะห์การเมืองสหรัฐอเมริกายุคประธานาธิบดีทรัมป์ และได้คำตอบว่า ทรัมป์เป็นผู้ละเมิดกฎเกณฑ์ระเบียบโลกใหม่ที่สหรัฐอเมริกาสร้างขึ้น บางคนไปไกลถึงขั้นวิเคราะห์ว่า ทรัมป์ “บ้า” จนกระทั่งมองคนอเมริกันเสียงข้างมากที่เลือกทรัมป์ว่า “เป็นพวกเพี้ยน” ไปตามทรัมป์
แต่ที่จริง เรากำลังฟังข้อมูลด้านเดียวจากฝ่ายที่ต่อต้านทรัมป์ คือ พรรคเดโมแครต และเครือข่ายสื่อสาธารณะที่ต่อต้านทรัมป์ เช่น ซีเอ็นเอ็น และนิวยอร์กไทม์ แต่เราไม่ได้ฟังคำอธิบายอีกชุดหนึ่งจากเครือข่ายฟอกซ์นิวส์ หรือทีมทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นแคโรลีน ลีวิท, เฮทเซ็ก, รูบีโอ หรือบรรดาทหารที่คุมกองกำลัง หรือแม้แต่บรรดาอดีตเสนาธิการที่สนับสนุนทรัมป์
2. กรอบแนวคิดภูมิรัฐศาสตร์เบื้องต้น
ก่อนที่จะไปพูดถึงความแตกต่างระหว่างเสรีนิยมใหม่ (Neo-liberalism) กับสัจนิยม (Neo-realism) อันเป็นจุดยืนที่แตกต่างกันระหว่างจอร์จ บุช กับทรัมป์ ทั้งที่เป็นพวกรีพับลิกันด้วยกัน นั้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจความแตกต่างทางความคิดระหว่างสำนักภูมิรัฐศาสตร์คลาสสิก (Classical Geopolitics) กับสำนักภูมิรัฐศาสตร์เชิงวิพากษ์ (Critical Geopolitics) ก่อน เพราะเป็นพื้นฐานทั้งหมดของกรอบแนวคิดภูมิรัฐศาสตร์ จึงต้องขอยกประเด็นความแตกต่างระหว่างเสรีนิยมใหม่กับสัจนิยมใหม่ไปเขียนใหม่ในครั้งหน้า ตามข้อจำกัดของหน้ากระดาษ..อันเป็น “ระเบียบโลกเก่า” สำหรับคอลัมนิสต์..แฮ่ม
2.1 ภูมิรัฐศาสตร์คืออะไร
ในภาพกว้าง ๆ “ภูมิรัฐศาสตร์” คือ การนำเอาวิชาสองวิชามารวมกัน ได้แก่ “ภูมิศาสตร์” กับ “รัฐศาสตร์” ภูมิศาสตร์ศึกษา “พื้นที่” ส่วนรัฐศาสตร์ศึกษา “การเมือง หรืออำนาจ” ภูมิรัฐศาสตร์จึงเป็นการศึกษาพื้นที่ในเชิงการเมืองหรืออำนาจ มีที่มาจากการศึกษา “ยุทธศาสตร์เชิงพื้นที่” (geography strategy) ในทางการทหารและการขยายอำนาจของประเทศมหาอำนาจ
ในแง่ของสถานะของวิชาในปัจจุบัน นั้น “ภูมิรัฐศาสตร์” เป็น “พื้นที่” ความรู้ที่แย่งชิงกันครอบครองระหว่าง “วิชาภูมิศาสตร์” กับ “วิชารัฐศาสตร์” วิชาภูมิศาสตร์อ้างว่าตนไม่ได้ศึกษาเฉพาะพื้นที่ทางกายภาพเหมือนในอดีตแล้ว แต่ปัจจุบันได้ศึกษาพื้นที่ในความหมายที่มีมนุษย์เข้าไปอยู่ในพื้นที่ด้วย (human geography) ดังนั้น อะไรที่มนุษย์ทำในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการแสวงหาอำนาจ ความขัดแย้ง การต่อสู้ การทำสงคราม ล้วนแล้วแต่เป็นภูมิศาสตร์มนุษย์ทั้งนั้น
แต่ทางฝ่ายรัฐศาสตร์ บอกว่า “ไม่ใช่” พวกนักภูมิศาสตร์ขี้ตู่ ตัวเองเคยศึกษามาแค่ภูเขา แม่น้ำ เมือง ชนบทและการทำแผนที่ ไม่เคยสนใจ “การเมือง” และการขยายอำนาจทางการเมืองสักหน่อย ถ้าดูตามประวัติความเป็นมาของวิชา “ภูมิรัฐศาสตร์” ก็มาจากการขยายอำนาจของประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะเมื่อโลกเชื่อมเข้าหากัน พื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญและมีผลกระทบต่อการเมือง (geopolitical ramification) เป็นเรื่องทางรัฐศาสตร์ทั้งน้าน..
ทุกวันนี้สองสาขานี้ยังเถียงกันไม่รู้จบ จนคนดูอย่างเรา ๆ เริ่มรู้สึกว่า “พวกคุณจะเถียงกันไปทำไม” เอาว่า “ความรู้” ของพวกคุณจะเป็นประโยชน์ต่อฉันอย่างไร ว่ามาให้ชัด ๆ มากกว่า
อย่างไรก็ดี ถึงที่สุดแล้ว ภูมิรัฐศาสตร์ก็เป็นพื้นที่ทับซ้อนกันระหว่าง “ภูมิศาสตร์” กับ “รัฐศาสตร์” เพราะว่านักภูมิศาสตร์ก็หันมามองการเมืองและอำนาจ ส่วนนักรัฐศาสตร์ก็หันมาให้ความสำคัญกับ “พื้นที่” จึงมีคำกลาง ๆ ว่า “ภูมิศาสตร์การเมือง” (Political Geography) เกิดขึ้น
2.2 กรอบแนวคิดสองแบบของภูมิรัฐศาสตร์
ในบทความของซามี โมอิซิโอ (Sami Moisio, 2025) ชื่อ “Geopolitics and Critical Geopolitics” ในหนังสือ “The Wiley Blackwell Companion to Political Geography” หน้า 322-339 เป็นงานชิ้นสำคัญที่แยกสำนักที่ศึกษาภูมิรัฐศาสตร์ออกเป็น 2 สำนัก
สำนักแรก คือ สำนักคลาสสิก (Classical Geopolitics)
สำนักนี้เกิดขึ้นมาปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เริ่มจากการศึกษาการแยกลัทธิจักรวรรดินิยมของยุโรปกับรัฐศัตรู นักคิดที่สำคัญในยุคแรก ได้แก่ แม็คคินเดอร์ (Mackinder) และมาฮาน (Mahan) ศึกษาพื้นที่หัวใจของอำนาจโดยแบ่งพื้นที่ภูมิศาสตร์ออกเป็นดินแดนที่เป็นหัวใจกับดินแดนริมฝั่งทะเล เช่น ถ้าเอามาวิเคราะห์อิหร่านในเวลานี้ “ดินแดนหัวใจ” ก็น่าจะเป็น “กรุงเตหะราน” ส่วน “พื้นที่ชายฝั่ง” ก็คงเป็น “ช่องแคบฮอร์มูซ”
ต่อมามีนักคิดคนอื่นนำเอาไปขยายต่อ ได้แก่ เชเล่น (Kjellen) และแร็ทเซล (Ratzel) มองว่ารัฐก็เหมือนคนนี่แหละ มีการเติบโตและขยายตัว เสร็จแล้วก็ต้องหมดอำนาจหรือตายไป
แนวคิดสำนักคลาสสิกให้ความสำคัญกับพื้นที่ทางกายภาพและอิทธิพลทางเทคโนโลยี ซึ่งสร้างทฤษฎีขึ้นมาจากการขยายอำนาจของยุโรป เช่น การขยายอำนาจยุคอาณานิยม ชาตินิยม จักรวรรดินิยม มองว่า “หัวใจของรัฐ” คือ เขตแดนกับทรัพยากร ซึ่งเป็นพลังอำนาจของชาติ
หลังจากนั้นช่วงสงครามเย็น ก็เกิดการศึกษายุทธศาสตร์การขยายอำนาจที่มีการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มคอมอินเทิร์นกลุ่มประชาธิปไตยตะวันตก จนต่อมาเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เข้าสู่ยุคฮิตเลอร์ ซึ่งให้ความสำคัญกับปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เป็นตัวกำหนดทุกอย่างของภายในประเทศ (environmental determinism) และอุดมการณ์นาซี (Nazi ideology) ที่ฮิตเลอร์สร้างขึ้นว่าเยอรมันเป็นชนชาติยิ่งใหญ่และต้องครองยุโรป การพัฒนาแนวคิดทางภูมิรัฐศาสตร์จึงชะงักไป
สำนักที่สอง คือ สำนักภูมิรัฐศาสตร์เชิงวิพากษ์ (Critical Geopolitics)
สำนักนี้เกิดตอนปลายทศวรรษ 1980 โดยสร้างความคิดใหม่ขึ้นมาว่า “พื้นที่/จุดยุทธศาสตร์” เป็นของสมมติที่พวกคุณคิดขึ้นเอง แล้วเอาไปมอมเมาโลก ดังนั้น สำนักนี้จึงเน้นการศึกษาการประกอบสร้างความคิดหรือวาทกรรมเกี่ยวกับพื้นที่ ซึ่งคำว่า “วาทกรรม” หมายถึงความคิดที่มีอำนาจครอบงำโลก ไม่ใช่คนด่ากัน แล้วคนไทยเอาไปเรียก “วาทกรรม”
การศึกษาของพวกวิพากษ์จึงเน้นตรงที่ว่า ความคิดที่ครอบงำ นั้น ใครเป็นคนสร้าง ใช้ภาษาและมีกระบวนการทางวัฒนธรรมครอบงำโลกอย่างไร เช่น วาทกรรมผิวขาว ผิวเหลือง วาทกรรมอาณานิยม วาทกรรมเหยียดคนตะวันออก หรือวาทกรรมเหยียดชาวอาหรับ
สำนักวิพากษ์ต้องการชี้ให้เห็นว่า อันที่จริงนั้น “ภูมิศาสตร์เชิงพื้นที่ไม่ได้มีความสำคัญเท่ากับพลังทางความคิดที่คุณสร้างขึ้นเพื่อกดทับพื้นที่นั้น ๆ”
พลังทางความคิดนี้ไม่จำเป็นต้องมีจริงก็ได้ เช่น ซัดดัมมีอาวุธร้ายแรงกำลังจะทำลายโลก ซึ่งภายหลังปรากฏว่าอิรักไม่ได้มีอาวุธอะไรเลย แต่คนอเมริกันก็สนับสนุนสงครามอิรัก เพราะอำนาจของวาทกรรม
สำนักวิพากษ์จึงต้องการรื้อถอด (deconstruction) และแยกแยะให้เห็นอัตลักษณ์และความแตกต่างของความคิด รวมไปถึงได้รับอิทธิพลการคิดจากพวกเฟมินิสต์ที่เสนอว่าความคิดที่เป็นวาทกรรมนั้นมีแต่พวกผู้ชายสมคบกันสร้างขึ้นเพื่อ “ข่มเหง” ผู้หญิง หรือความคิดหลังอาณานิยม ซึ่งพวกอาณานิคมที่หลุดพ้นจากการปกครองไปแล้วทางนิตินัย ยังคงอยู่ใต้แอกทางความคิด โดยเป็นอาณานิคมทางปัญญาของตะวันตกต่อไปในทางพฤตินัย
หัวใจของการศึกษาของสำนักวิพากษ์จึงได้แก่ “พื้นที่ก็คือรูปแบบของอำนาจรูปแบบหนึ่ง” ไม่ได้ต่างจากรูปแบบอื่น หมายความว่าการให้ความหมายต่อพื้นที่หนึ่ง ๆ นั้น เป็นรูปแบบของอำนาจ
ตัวอย่างเช่น โลกเราในปัจจุบันกำลังนิยามความหมายของ “พื้นที่ฮอร์มูซ” แตกต่างกัน เช่น ประเทศที่อาศัยน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มูซ นิยามว่า ช่องแคบดังกล่าวเป็นน่านน้ำสากล อิหร่านไม่มีสิทธิปิดช่องแคบหรือเก็บเงินค่าผ่านทาง
แต่ตัวอิหร่านที่ถูกกดขี่จากการล้อมปราบมองว่าช่องแคบฮอร์มูซ เป็นพื้นที่ที่เป็นอาวุธสำคัญต่อการต่อสู้กับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เพื่อทำให้โลกปั่นป่วนจากราคาน้ำมันแพง ซึ่งมีผลกระทบแม้แต่ประเทศไทย โดยที่รัฐบาล “หนูพุก” ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขา เพราะ “รวยจนไม่รู้เรื่องแล้ว” แต่ก็โดนหางเลขเต็ม ๆ
วิธีการศึกษา คือ ศึกษาว่า ตัวแสดงที่มีอำนาจได้ผลิตแผนที่ทางภูมิศาสตร์ขึ้นมา แล้วเขากระจายความหมายของแผนที่ทางภูมิศาสตร์นั้นออกไปอย่างไร และได้สร้างเรื่องเล่า (narratives) เพื่อกำหนดทัศนคติของโลกอย่างไร ต่อมา คือ วิเคราะห์ว่า มีคนรับเอาแนวคิดดังกล่าวที่ถูกสร้างขึ้นโดยวาทกรรมไปใช้อย่างไร
ตัวอย่างเช่น นายทุนโรงกลั่นน้ำมันไทยย่อมนำเอาแนวคิดการปิดช่องแคบฮอร์มูซ มาอธิบายว่า น้ำมันไทยมาจากที่นั่น เมื่อช่องแคบโดนปิด น้ำมันก็แพง เช่น เรือมยุรีนั่นยังไง โดนอิหร่านถล่มจนล่มกลางอ่าว
เสร็จแล้ว โรงกลั่นก็ถามว่า “เมื่อต้นทุนน้ำมันมาแพง แล้วคุณจะให้ผมขายถูกได้ยังไง” ถ้าคุณมาเก็บค่ากลั่นเพิ่มเพียงเพื่อหาคะแนนเสียง คุณทำอย่างนี้จริง ๆ ผมฟ้องคุณแน่..
ส่วน “เรา” คนฟัง ก็ย่อมมึนงง เพราะ “วาทกรรม” เป็น “ข้ออ้าง” (arguments) ของแต่ละฝ่าย ที่ยากต่อการพิสูจน์ความจริง
สรุปว่า พวกสำนักวิพากษ์มองว่า “พื้นที่” เป็นสิ่งประกอบสร้างทางสังคมหรือเป็นวาทกรรม ที่ประเทศมหาอำนาจสร้างขึ้น เพื่อเอาเปรียบประเทศอ่อนแอ ควบคู่ไปกับการใช้กำลังทหาร เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปฏิบัติการ
3. กรอบแนวคิดภูมิรัฐศาสตร์มีประโยชน์อย่างไร
คำตอบก็คือ กรอบแนวคิดภูมิรัฐศาสตร์ เป็นตัวกำหนดนโยบายสาธารณะและจินตภาพของสาธารณะ
ถ้ารัฐบาลหนึ่ง ๆ มี “ภาพแทนความ” (representation) เกี่ยวกับพื้นที่อย่างไร เขาก็จะได้รับอิทธิพลทางความคิดจากพื้นที่เป็นอย่างนั้น ซึ่งแสดงออกมาเป็น “นโยบายสาธารณะ” และ “จินตภาพเกี่ยวกับสาธารณะ”
เช่น เมื่อสหรัฐอเมริกามองว่า อิหร่านเป็นอันตรายต่อสันติภาพโลก เพราะคิดว่าอิหร่านกำลังเสริมสร้างสมรรถนะแร่ยูเรเนียมใกล้ถึงขั้นจะผลิตขีปนาวุธนิวเคลียร์ได้แล้ว และจะเป็นอันตรายต่อความสงบสุขในภูมิภาคตะวันออกกลาง จากการที่อิหร่านสนับสนุนกองกำลังพร็อกซี่ของตัวเองยิงขีปนาวุธใส่อิสราเอล และในไม่ช้า อิหร่านอาจมีอาวุธยิงไกลถึงยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา
วาทกรรมเช่นนี้ ย่อมทำให้สหรัฐอเมริกาตัดสินใจร่วมรบกับอิสราเอล เพื่อทำลายพลังอำนาจการเสริมสร้างสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน จนกลายเป็นการส่งเครื่องบินไปถล่มอิหร่านเป็นร้อยเป็นพันเที่ยว
สิ่งที่เป็นนโยบายสาธารณะตามมา นอกจากการที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจรบกับอิหร่านแล้ว จึงได้แก่ ด้านหนึ่ง ได้แก่ การผลิตและการนำอาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่เข้าไปใช้ ส่วนอีกด้านหนึ่ง ได้แก่ การประกอบสร้างความคิดทางสังคมขึ้นมาว่า สหรัฐอเมริกาจะสามารถสร้าง “Regime Change” คือ เปลี่ยนการปกครองระบอบอิสลามของอิหร่านไปเป็นประชาธิปไตยแบบตะวันตก
นอกจากนั้น ความคิดเกี่ยวกับ “พื้นที่” ยังทำให้เกิดการต่อสู้กันทางความคิดในนโยบายสาธารณะต่าง ๆ ยกตัวอย่างใกล้ตัวเช่น “กรณีร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดของไทย” ที่กำลังรอการหยิบขึ้นมาพิจารณาใหม่ ตกอยู่ใต้การต่อสู้ทางความคิดเกี่ยวกับ “พื้นที่” ว่า “อากาศสะอาด” คืออะไร และทำยังไง ใครจะได้-จะเสียจากนโยบาย
ความคิดเกี่ยวกับ “พื้นที่” นี้ยังมีอีกมาก เช่น พรรคประชาธิปัตย์ต้องยึด “พื้นที่กรุงเทพฯ” ให้ได้บ้าง ไม่งั้นก็จะซึมยาวไปเรื่อย ๆ หรือพรรคประชาชน ต้องขยายพื้นที่ออกไปจากกรุงเทพฯ บ้าง หรือพรรคภูมิใจไทยกำลังรุก “พื้นที่ภาคใต้” อย่างน่ากลัว คนใต้เป็นอะไรไปแล้ว หรือ พรรคไทยภักดี “ต้องกำหนดจุดยุทธศาสตร์” ของพรรคตัวเองได้แล้ว ว่ามี “พื้นที่” อยู่ที่ใด ไม่ว่าทางความคิดหรือทางภูมิศาสตร์ ฯลฯ
แนวคิดทางภูมิรัฐศาสตร์ยังขยายมุมมองทางนโยบายสาธารณะออกไป จากที่เคยคิดแคบ ๆ ภายในประเทศ กลายเป็นการคิดนอกประเทศและทั่วโลก จากที่เคยเผยแพร่เฉพาะในกลุ่มประเทศทวีปอเมริกาเหนือ กระจายออกไปทั่วโลก จากแนวคิดที่ทำเหมือน ๆ กัน เป็นการเปิดช่องให้เกิดการกระทำที่แตกต่างกัน แม้แต่ประเทศเล็ก ๆ ที่เป็นฝ่ายรับ ก็ต้องเข้าใจภูมิรัฐศาสตร์โลกว่ากระทบต่อตัวเองอย่างไร
จนปัจจุบันมีคำหนึ่งเกิดขึ้น คือ “a geopolitical persona” คือ คุณมาบริหารประเทศหรือบริหารจังหวัด หรือบริหารเทศบาล หรือบริหารองค์การอิสระ หรือแม้แต่ “บริหารพรรคการเมือง” นั่นนะ คุณรู้เรื่องความเป็นมาเป็นไปของโลกแค่ไหน แล้วจะปรับตัวเข้ากับโลกอย่างไร ในมิติใดบ้าง.. คุณถึงจะมีตัวตนเป็นอัตลักษณ์เป็นที่ยอมรับ
ที่สำคัญกว่านั้น คุณจะเปลี่ยนประเทศคุณให้เป็นสังคมความรู้ (the knowledge-based society) ที่เป็นรัฐที่มีความสามารถจัดการปกครองในรูปแบบของภูมิรัฐศาสตร์อย่างไร (as a form of geopolitical governance) หมายถึง การปรับเปลี่ยนประเทศให้ทันสมัยและอยู่รอดท่ามกลางความผันผวนของการเมืองโลกอย่างไร..
อันนี้คือการประยุกต์ใช้ความรู้ “ภูมิรัฐศาสตร์” อย่างแน่นอน..




