News Logo
หน้าแรก
ชีวิตที่เริ่มต้นจากติดลบ

ชีวิตที่เริ่มต้นจากติดลบ

26 เม.ย. 2569 13:55
ผู้ชม 21 คน

เย็นวันที่ 14 มกราคม ปี พ.ศ. 2530 คือวันที่ชีวิตของเด็กชายคนหนึ่ง “หยุดลง” ก่อนจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้งอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม ภาพของชายฉกรรจ์ 3 คน บุกเข้ามาทำร้ายพ่อและแม่จนเสียชีวิต
ต่อหน้าต่อตา ขณะลูก ๆ กำลังนั่งล้อมวงกินข้าวเย็นกับพ่อแม่หลังกลับจากโรงเรียน ไม่ใช่แค่โศกนาฏกรรมของครอบครัวหนึ่ง แต่เป็นรอยแผลที่ฝังลึกในหัวใจของเด็กชายวัย 12 ปี ผู้ซึ่งในวันนั้นกลายเป็น “พยานสำคัญ” และ “เด็กกำพร้า” ในเวลาเดียวกัน

หลังเหตุการณ์ เด็กชายและน้องชายต้องถูกพรากไปอยู่ในเซฟเฮาส์นานกว่า 3 เดือน ก่อนจะถูก
ส่งต่อไปยังสถานสงเคราะห์เด็กชาย “บ้านนครศรีธรรมราช” และในที่สุดเดินทางขึ้นมากรุงเทพฯ
ใช้ชีวิตภายใต้การดูแลของสถานสงเคราะห์เด็กชาย “บ้านปากเกร็ด” ชีวิตที่ไม่มีพ่อแม่และไม่มีแม้แต่ความปลอดภัยให้ยึดเหนี่ยว

เรื่องราวนี้ ผมได้รับฟังจากคุณจิตรมณี ศรีประเสริฐ ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด จากการไปเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กในช่วงก่อนวันสงกรานต์ที่ผ่านมา และเป็นเหตุให้ผมต้องขอเบอร์ติดต่อ เพื่อพูดคุยกับเจ้าของเรื่อง เรือโทอพิเชษฎ์ จันทร์ทองแท้ หรือ “เชษฐ์” ตำแหน่ง รองผู้บังคับกองร้อย กองร้อยวิทยุและศูนย์ข่าว กองพลนาวิกโยธิน กองทัพเรือ

เชษฐ์เล่าย้อนกลับไปเมื่อ 39 ปีก่อน ครอบครัวเป็นชาวประมงที่มีลูกถึง 10 คน แม้จะไม่ร่ำรวย แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น พ่อแม่พยายามส่งเสียลูกทุกคนให้ได้เรียนหนังสือ ทว่าเหตุการณ์ในวันนั้น ได้เปลี่ยนทุกอย่างไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ จากเด็กชายธรรมดาเขากลายเป็นเด็กที่ต้องถูก “ซ่อนตัว” ไม่มีใครรู้ที่อยู่แม้กระทั่งญาติเพราะเป็นพยานที่จำหน้าคนร้ายได้

“กลัวจนมือไม้สั่น” เขาเล่าถึงวันที่ต้องลุกขึ้นชี้ตัวคนร้ายในศาล วันที่ไม่มีใครรับประกัน
ความปลอดภัยได้เลย เชษฐ์ยอมรับว่า เหตุการณ์ในวันนั้นสะเทือนใจเป็นอย่างมาก ภาพที่เด็กชาย
วัย 12 ปี เห็นพ่อแม่ของตนถูกทำร้ายและเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา เป็นเด็กกำพร้าในวินาทีนั้น ทำให้ชีวิตตนเองติดลบกลายมาเป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงดูโดยสถานสงเคราะห์ฯ แผลในใจลึกเกินกว่าจะอธิบาย
ถูกล้อว่าเป็น “เด็กกรม” ต้องเรียนซ้ำชั้น ป.6 เพราะช่วงชีวิตที่หายไปจากเหตุการณ์เลวร้าย

ชีวิตในสถานสงเคราะห์ไม่ง่าย เด็กกว่า 300 ชีวิตจากทั่วประเทศ ต่างคนต่างที่มา ต่างบาดแผล
บางคนถูกทอดทิ้ง บางคนเร่ร่อน บางคนสูญเสียไม่ต่างจากเขา เด็กใหม่อย่างเชษฐ์ต้อง “พิสูจน์ตัวเอง” ต้องปรับตัวกับกฎระเบียบต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น และในทุกเย็นเขาจะไปยืนเกาะรั้วร้องไห้
โดยไม่อายใคร ปล่อยให้ความเจ็บปวดไหลออกมาเงียบ ๆ ชีวิตในวันนั้น เขาบอกได้เลยว่า “ติดลบ”

สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด


ถ่ายกับเพื่อน ๆ ที่สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านปากเกร็ด (คนที่ 4 จากซ้ายมือ)

รับพระราชทานปริญญาบัตร

 

 

 

เด็กทุกคนใช้สรรพนามเรียกครูผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ในสถานสงเคราะห์ฯ ว่า “พ่อหรือแม่” ต้องตื่นตั้งแต่ตี 5 ครึ่ง ทำความสะอาดห้องนอน ล้างห้องน้ำ ก่อนเข้าแถวเพื่อเดินไปรับประทานอาหารที่
โรงอาหาร และเข้าห้องเรียนหนังสือ ซึ่งในเวลานั้น ผู้ปกครองและเจ้าหน้าที่ในสถานสงเคราะห์
ทำหน้าที่เป็นคุณครูสอนหนังสือตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.6 และเมื่อเรียนจบ ป.6 แล้ว จะให้ฝึกวิชาชีพ ตั้งแต่เย็บผ้า เรียงพิมพ์ ไปจนถึงช่างเชื่อม ก่อนปล่อยออกจากสถานสงเคราะห์ฯ เพื่อไปประกอบอาชีพ
เมื่ออายุครบ 18 ปี

แต่ท่ามกลางความมืด ยังมีแสงเล็ก ๆ ส่องเข้ามา วันหนึ่งสถานสงเคราะห์ได้รับทุนการศึกษาให้เด็ก 5 คนได้เรียนต่อ ม.1 ถึง ม.6 เป็นปีแรก เชษฐ์ไม่ปล่อยโอกาสนั้นให้หลุดมือ เขาอ่านหนังสือจนดึกดื่น แอบเปิดไฟอ่านหลังเพื่อนหลับ ความพยายามนั้น พาเขาไปสู่โรงเรียนโพธินิมิตวิทยาคม ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาในอำเภอปากเกร็ด

แม้จะได้รับเงินวันละ 7 บาท (ก่อนจะเพิ่มเป็น 13 บาท) ซึ่งแทบไม่พอใช้ เขาไม่ยอมแพ้
ในวันหยุดออกหารายได้เสริมตีฉิ่ง ตีฉาบ เล่นดนตรีตามงานบวช งานแต่ง จากนั้นได้ฝึกเล่นเบส จนมีรายได้พอเลี้ยงตัวเอง ไม่เป็นภาระเพิ่มเติมต่อสถานสงเคราะห์ฯ

เขาไม่เคยอายที่จะบอกว่า “มาจากไหน” เข้าร่วมกิจกรรม เล่นกีฬา เป็นนักวิ่งของโรงเรียน แต่มีเพียงกิจกรรมเดียวที่ไม่เคยเข้าร่วมคือ “วันพ่อ วันแม่” เพราะบาดแผลยังลึกเกินจะเผชิญ
ด้วยความเป็นผู้นำ เขาได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียนในชั้น ม.6 แม้ผลการเรียนจะไม่โดดเด่น
แต่เขามี “ความฝัน” จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น เมื่ออาจารย์ประคอง พรศิริเลิศกิจ อาจารย์แนะแนว
ที่เชษฐ์ให้ความเคารพเรียกว่า “แม่” ถามเขาว่า “รู้ไหมว่ามีที่เรียนฟรี แถมจบแล้วมีงานทำ?” คำตอบนั้นคือ โรงเรียนจ่าทหารเรือ โอกาสครั้งนั้น เขาไม่ลังเลแม้มีเวลาเตรียมตัวไม่ถึง 6 เดือน เขาทุ่มเทเต็มที่จนสอบติด และในวันสุดท้ายของการหาคนค้ำประกันเข้าเป็นนักเรียนจ่าทหารเรือ  “แม่ติม”
นักสังคมสงเคราะห์ประจำสถานสงเคราะห์ฯ ยื่นมือเข้ามา เหมือนมีคนคอยผลักชีวิตเขาไปข้างหน้า
ในจังหวะที่พอดีเสมอ

จากเด็กชายที่เคยเกาะรั้วร้องไห้เขาเติบโตเป็นผู้นำ เป็นประธานรุ่นนักเรียนจ่านาวิกโยธิน
รุ่นที่ 39 ปี พ.ศ. 2539 ได้รับการติดยศจ่าตรี เงินเดือน 5,180 บาท แต่แทนที่จะใช้จ่ายไปในทางอื่น เขากลับเก็บเงินเพื่อเรียนต่อคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง จนสำเร็จการศึกษาและได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
ในปี พ.ศ. 2543

วันนี้ เขาคือ “เรือโทอพิเชษฎ์ จันทร์ทองแท้” ครูผู้ถ่ายทอดความรู้ให้กับรุ่นน้อง และศิษย์เก่าดีเด่นของบ้านปากเกร็ด ชีวิตครอบครัวของเขาเรียบง่าย อบอุ่น เขาไม่เคยปิดบังอดีต พาลูกไปดูรั้ว
ที่เคยเกาะร้องไห้ เล่าเรื่องจริงของชีวิตให้ลูกฟัง และทุกปีจะกลับไปเลี้ยงอาหารเด็ก ๆ รวมทั้งต้อนรับเด็ก ๆ สัญจรเที่ยวทะเลที่สัตหีบ ซึ่งเด็กบางคนได้เดินบนหาดทรายและเล่นน้ำทะเลเป็นครั้งแรกในชีวิต และในปี พ.ศ. 2555 เชษฐ์ได้รับรางวัล “ลายน้ำทอง” จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง
ของมนุษย์ เป็นรางวัลที่มอบให้กับเด็กที่ประสบความสำเร็จในชีวิตจากสถานสงเคราะห์ฯ ทั่วประเทศ

สอนนักเรียนรบพิเศษ นย. (ขวาสุด)

ถ่ายกับภรรยาและลูก ๆ

เลี้ยงอาหารเด็ก ๆ บ้านปากเกร็ด

 

ช่วงท้ายของบทสนทนา เชษฐ์พูดด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ แต่หนักแน่นว่า “ผมยังฝันร้ายอยู่ ยังเจ็บอยู่…แต่ถ้าวันนั้น ผมไม่คว้าโอกาสที่เข้ามา ผมคงไม่มีที่ยืนในวันนี้” ก่อนจะหยุดเล็กน้อย แล้วพูดต่อว่า “ผมไม่เคยลืมบุญคุณของสถานสงเคราะห์ฯ  ผมเติบโตมาวันนี้ได้เพราะข้าวแดงแกงร้อนของ
สถานสงเคราะห์ฯ ทั้งสอง สอนให้ผมเข้มแข็ง มีวินัย และยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ผมสัญญาว่าจะเป็นข้าราชการที่ดี ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับรุ่นน้องให้ดีที่สุดต่อไป”

เรื่องราวของเชษฐ์ อาจไม่ได้เริ่มต้นด้วยต้นทุนที่ดีแต่เขาเลือกที่จะ “ไม่ยอมจำนน” ต่อโชคชะตา จากชีวิตที่ติดลบเขาค่อย ๆ เติมมันขึ้นมาทีละนิดด้วยความพยายาม โอกาส และหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ และบางทีบทเรียนของเรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่ “สู้ชีวิต” แต่คือการรู้ว่า เมื่อโอกาสมาถึง เราพร้อม
จะคว้ามันไว้หรือยัง

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สายลมมัจจุราชพัดแรง พ.ร.บ. อากาศสะอาด  อาจถูกเป่าทิ้ง
สายลมมัจจุราชพัดแรง พ.ร.บ. อากาศสะอาด อาจถูกเป่าทิ้ง