ในวินาทีนี้หากไม่เขียนถึง น้องเนเน่ รอยัล หรือ แพรว รัตติกานต์ อำลอย สาวน้อยวัย 16 ปี
จากภูเก็ต คงจะไม่ได้ เพราะช่วงนี้เธอกำลังเดินทางไปสู่รอบชิงชนะเลิศของรายการ America’s Got Talent จนคนไทยจำนวนไม่น้อยต่างส่งกำลังใจไปให้เธอกันอย่างเต็มที่ ที่น่าสนใจคือ เพลงที่น้องเนเน่เลือกเล่นนั้น ไม่ใช่เพลงที่คนไทยคุ้นหูนัก กีตาร์ไฟฟ้าหนักหน่วง เสียงร้องดุดัน และดนตรีที่ฟังครั้งแรกอาจทำให้
ต้องถามตัวเองว่า “เธอกำลังร้องเพลง หรือเธอกำลังโกรธใครอยู่หรือเปล่า?”
ผมเองถือเป็นหนึ่งในนั้นครับ แต่พอฟังซ้ำ ๆ กลับพบว่า ดนตรีแนว Alternative Metal และ Melodic Metal ไม่ได้มีแต่ความหนักหน่วงอย่างที่คิด ตรงกันข้าม มันมีทั้งท่วงทำนองที่ชัดเจน เสียงกีตาร์ที่เต็มไปด้วยพลังและรายละเอียด รวมถึงท่อนร้องที่ติดหูอย่างไม่น่าเชื่อ
และเมื่อพูดถึงพลังของดนตรี ทำให้ผมนึกถึงเพลงหนึ่งขึ้นมา เพลงที่อาจไม่ต้องอาศัยกีตาร์ไฟฟ้า
ที่ดุดัน ไม่ต้องมีเสียงร้องที่แผดออกมาอย่างทรงพลัง แต่กลับสามารถรวมผู้คนจากทั่วโลกให้รู้สึก
เป็นหนึ่งเดียวกันได้
เพลงนั้นคือ “We Are the World” เพลงที่ทำให้คนทั้งโลกหยุดฟัง เมื่อกว่า 40 ปีก่อน ในวันที่ 28 มกราคม ปี ค.ศ. 1985 ศิลปินอเมริกันระดับซูเปอร์สตาร์จำนวน 47 คน เดินทางมายัง A&M Studios ในนครลอสแอนเจลิส เพื่อร่วมกันบันทึกเสียงเพลงนี้1/
พวกเขาคือ ศิลปินที่หากแยกกันอยู่คนละเวที แต่ละคนสามารถเป็นเจ้าของคอนเสิร์ตใหญ่ได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่ ไมเคิล แจ็กสัน, ไลโอเนล ริชชี, สตีวี วันเดอร์, บรูซ สปริงส์ทีน, ทีนา เทอร์เนอร์,
ไดอาน่า รอสส์, เรย์ ชาร์ลส์ ไปจนถึง บ็อบ ดิลลัน
แต่คืนนั้นไม่มีใครมาเพื่อเป็น “ดาวเด่น” ทุกคนมาเพื่อร้องเพลงเดียวกัน และที่สำคัญพวกเขาต้องทำทุกอย่างให้เสร็จภายในคืนเดียว
เรื่องราวของเพลงนี้เริ่มต้นจากภาพข่าวความอดอยากครั้งใหญ่ในเอธิโอเปีย ผู้คนจำนวนมหาศาลกำลังเผชิญกับความหิวโหยและความตาย ภาพเหล่านั้น สร้างความสะเทือนใจให้ผู้คนทั่วโลก บ็อบ เกลดอฟ (Bob Geldof) ศิลปินชาวไอริช จึงริเริ่มโครงการ Band Aid และรวบรวมศิลปินอังกฤษและไอร์แลนด์มาร้องเพลง “Do They Know It’s Christmas?” เพื่อระดมทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัย ความสำเร็จของโครงการทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า “ถ้าฝั่งอังกฤษทำได้ แล้วอเมริกาจะทำอะไรได้บ้าง?”
คำถามนั้น เดินทางมาถึงแฮร์รี เบลลาฟอนเต (Harry Belafonte) นักร้องและนักเคลื่อนไหวชื่อดัง ชาวอเมริกัน เดิมทีเขาคิดจะจัดคอนเสิร์ตเพื่อระดมทุน แต่ความคิดนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า
คือ การทำเพลง
เบลลาฟอนเต ติดต่อเคน เครเกน (Ken Kragen) ผู้จัดการศิลปิน เพื่อช่วยประสานงาน และในที่สุด ได้สองซูเปอร์สตาร์แห่งยุคอย่าง ไลโอเนล ริชชี และไมเคิล แจ็กสัน มาช่วยกันแต่งเพลง ทั้งสองใช้เวลาหลายวันทำงานร่วมกัน ก่อนจะได้เพลงที่เปิดด้วยประโยคเรียบง่ายว่า “There comes a time when we heed a certain call…”
จากนั้น เบลลาฟอนเตเดินหน้าเชิญศิลปินอเมริกันมาร่วมร้องเพลงให้มากที่สุด ส่วนผู้ที่จะต้องรับภาระหนักในการทำให้เสียงของซูเปอร์สตาร์ 47 คน กลายเป็นเพลงเดียวกันได้คือ โปรดิวเซอร์
ระดับตำนาน ควินซี โจนส์ งานนี้ถือว่าไม่ธรรมดาเพราะการจัดการศิลปิน 47 คน เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เพราะแต่ละคนมีชื่อเสียง มีความคิด มีประสบการณ์ มีความมั่นใจ และมี “ตัวตน” ของตัวเองสูงมาก เรียกง่าย ๆ ว่า อัตตาไม่ใช่น้อย
เพื่อไม่ให้ข่าวการรวมตัวครั้งนี้รั่วไหล ทีมงานจึงเลือกคืนวันที่ 28 มกราคม ปี ค.ศ. 1985
ซึ่งเป็นคืนเดียวกับงาน American Music Awards หลังงานเลิก ศิลปินทั้งหมดจึงทยอยเดินทางมายัง A&M Studios บางคนตรงมาจากงานประกาศรางวัล บางคนเพิ่งลงจากเครื่องบิน บางคนเพิ่งแสดงคอนเสิร์ตเสร็จ แต่ละคนเดินเข้าสตูดิโอพร้อมชื่อเสียงระดับโลก ทว่าเมื่อมาอยู่ในห้องเดียวกัน
สิ่งที่เกิดขึ้นกลับน่าสนใจมาก
ศิลปินเหล่านี้ดูเหมือนจะถูกถอด “เขี้ยวเล็บ” ออกไปชั่วคราว บางคนดูประหม่า บางคนดูขี้อายบางคนไม่รู้จะยืนตรงไหนดี เหมือนคนดังระดับโลกที่จู่ ๆ ถูกส่งกลับไปเป็นเด็กอนุบาลวันแรก แต่ไม่นานนัก ความเป็นศิลปินเริ่มกลับมา คนนั้นเสนอให้แก้เนื้อเพลงตรงนี้ คนนี้เสนอให้เปลี่ยนท่อนฮุก อีกคนอยากลองร้องอีกแบบ เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ

กลุ่มศิลปินอเมริกันที่ร่วมกันร้องเพลง We are The World

คลิกดูตัวอย่างสารคดี
The Greatest Night in Pop
เวลาล่วงเลยไปเกือบ 5 ทุ่ม แต่เพลงยังไม่เริ่มบันทึกเสียงอย่างจริงจัง ควินซี โจนส์ จึงเห็นว่า หากปล่อยต่อไปแบบนี้จนถึงเช้าคงยังอัดเพลงไม่เสร็จเป็นแน่ เขาจึงยกมือขึ้นให้ทุกคนเงียบ และเชิญ
บ็อบ เกลดอฟ ผู้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญของการรวมตัวในค่ำคืนนี้ มาพูดต่อหน้าทุกคน
เกลดอฟไม่ได้พูดถึงชื่อเสียงของพวกเขา ไม่ได้พูดถึงยอดขายแผ่นเสียง ไม่ได้พูดถึงรางวัลแกรมมี่ แต่เขาพูดถึงความหิวโหย เขาเล่าถึงผู้คนที่ไม่มีแม้แต่น้ำสะอาดจะดื่ม และค่ายผู้อพยพที่อาหารจำนวนเล็กน้อยต้องถูกแบ่งปันให้กับผู้คนจำนวนมาก ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “นั่นคือ เหตุผลที่พวกเรามาที่นี่ในคืนนี้”
ห้องทั้งห้องเงียบลง หลายคนถึงกับน้ำตาคลอ และในช่วงเวลานั้นเอง ทุกคนดูเหมือนจะนึกออกว่า พวกเขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อร้องเพลงให้ตัวเอง หลังจากนั้น ควินซี โจนส์ ได้ประกาศกับทุกคนว่า เขาขอแต่งตั้งตัวเองเป็น “Organizing Chaos” หรือประมาณว่า “ผู้จัดระเบียบความโกลาหล” ก่อนจะชี้ไปที่กระดาษแผ่นหนึ่งที่ติดไว้ที่หน้าประตูห้องอัด บนกระดาษมีข้อความสั้น ๆ ว่า “Check your ego at the door.” แปลตรง ๆ คือ “ฝากอัตตาไว้หน้าประตู”
ผมคิดว่าประโยคนี้เป็นประโยคที่สำคัญที่สุดของเรื่องราวทั้งหมด เพราะคน 47 คน ในห้องนั้น ต่างมีเหตุผลที่จะคิดว่า ตัวเองสำคัญ แต่ถ้าทุกคนเอาความสำคัญของตัวเองเข้ามาในห้องด้วย เพลงนี้
คงไม่มีวันเกิดขึ้น และแล้วการอัดเสียงจึงเริ่มต้นขึ้น
ไมเคิล แจ็กสัน หนึ่งในผู้แต่งเพลง ไม่ได้ยืนอยู่ตรงกลางในฐานะ “ราชาเพลงป๊อป” เขายืนอยู่ท่ามกลางเพื่อนศิลปิน เสียงของสตีวี วันเดอร์ สลับกับบรูซ สปริงส์ทีน, ทีนา เทอร์เนอร์ ต่อด้วยไดอาน่า รอสส์ และเรย์ ชาร์ลส์ เข้ามาเติมความรู้สึกให้เพลงอย่างที่หาได้ยาก ขณะที่บ็อบ ดิลลัน เจ้าของเสียงร้องอันเป็นเอกลักษณ์ ได้สร้างสีสันให้เพลงในแบบของเขาเอง
และสิ่งที่น่ารักที่สุดคือ แม้แต่ บ็อบ ดิลลัน ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักร้อง นักแต่งเพลง
ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ยังรู้สึกประหม่า เขาไม่แน่ใจว่าจะร้องท่อนของตัวเองอย่างไร สุดท้าย สตีวี วันเดอร์ ต้องเข้ามาช่วยเล่นเปียโนและร้องตัวอย่างให้ฟัง พร้อมทำเสียงเลียนแบบดิลลันอย่างสนุกสนาน
ในห้องนั้น ไม่มีใครหัวเราะเยาะใคร มีแต่คนช่วยกันทำให้เพลงออกมาดีที่สุด จาก “ฉัน” กลายเป็น “เรา” การบันทึกเสียงดำเนินต่อเนื่องตลอดทั้งคืน
เมื่อเวลาใกล้รุ่ง ศิลปินต่างทยอยกันกลับบ้านเมื่อเสร็จหน้าที่ แต่ไดอาน่า รอสส์ กลับยัง
ไม่อยากกลับ เธอถึงกับร้องไห้เพราะรู้สึกว่า ไม่อยากให้ค่ำคืนแห่งความพิเศษนี้จบลง ไลโอเนล ริชชี เล่าว่า ประมาณ 7 โมงเช้า ทุกคนในห้องรู้สึกเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน จากคนแปลกหน้า จากศิลปินที่ไม่เคยทำงานร่วมกัน จากคนที่ต่างมีชื่อเสียงและตัวตนของตัวเอง พวกเขาค่อย ๆ กลายเป็น “พวกเรา” และผมคิดว่านี่คือ ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “We” ในชื่อเพลง We Are the World ไม่ใช่ “ฉัน” ไม่ใช่ “คุณ” ไม่ใช่ “เขา” แต่คือ “เรา”
เพลง We Are the World ถูกปล่อยออกมาพร้อมกันทั่วโลก 3 เดือนหลังจากการอัดเสียง
ในค่ำคืนนั้น และกลายเป็นหนึ่งในเพลงเพื่อการกุศลที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ สามารถจำหน่ายได้หลายสิบล้านชุด และระดมเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในแอฟริกาได้เป็นจำนวนมหาศาล แต่สิ่งที่ทำให้เพลงนี้ยังคงอยู่ในความทรงจำของผู้คน ไม่ใช่เพียงยอดขายหรือรางวัลแกรมมี่ หากเป็นเพราะความรู้สึกของการเป็นมนุษย์ร่วมกัน
ผมย้อนกลับมาคิดถึงน้องเนเน่อีกครั้ง จากเสียงกีตาร์ไฟฟ้าหนัก ๆ และเสียงร้องในแบบที่คนวัยผมอาจต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ สุดท้ายผมกลับพบว่า ไม่ว่าจะเป็น Alternative Metal, Melodic Metal หรือเพลงป๊อปอย่าง We Are the World ดนตรีล้วนมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน มันสามารถข้ามกำแพงของวัย ข้ามภาษา ข้ามวัฒนธรรม และบางครั้งข้ามแม้กระทั่งความแตกต่างทางความคิดของผู้คน
“ดนตรี” เป็นสิ่งที่ประหลาดมากครับ เราจับต้องไม่ได้ ดมกลิ่นไม่ได้ กินไม่ได้ แต่กลับสามารถทำให้คนหัวเราะ ร้องไห้ หรือรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันได้ บทเพลงของบีโธเฟนยังถูกบรรเลงมาจนถึง
ทุกวันนี้ เช่นเดียวกับเพลงที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 40 ปีก่อนอย่าง We Are the World ที่ยังคงกลับมาให้เราได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่า




