News Logo
หน้าแรก
“จากน้ำท่วม…ถึงมดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล”

“จากน้ำท่วม…ถึงมดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล”

10 ต.ค. 2569 18:39
ผู้ชม 3 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

เหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้านตะวันออกและชานเมืองเมื่อวันศุกร์ที่ 26 กันยายน
ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนต้องลุกขึ้นจากเตียงในช่วงที่กำลังหลับสนิท แต่ถือว่าสายเสียแล้วเพราะ “น้องน้ำ” มาเยี่ยมถึงภายในบ้านโดยไม่ได้ทักทายกันล่วงหน้า เรียกได้ว่า ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้เรื่องน้ำท่วมยังคงเป็นบทสนทนาประจำร้านกาแฟกันอยู่

สำหรับบ้านผมยังถือว่าโชคดี เพราะมีคลองลาดพร้าวช่วยรองรับน้องน้ำจึงมาเยี่ยมเพียงบริเวณสนามหญ้า ก่อนจะค่อย ๆ ลากลับไป แต่ถึงน้ำจะไม่เข้าบ้าน ถนนรอบบ้านกลับถูกน้ำล้อมไว้แทบทุกด้าน จนรู้สึกเหมือนบ้านถูกตัดขาดจากโลกภายนอก กลายเป็นเกาะเล็ก ๆ ขึ้นมาเสียอย่างนั้น เย็นวันเสาร์ที่แล้ว ผมจึงต้องหาวิธีกลับบ้านด้วยรถมอเตอร์ไซค์ ต้องลุยกลับไปตามถนนลูกรังข้างทางรถไฟ ช่วยกันยกรถข้ามเกาะกลางถนน และขี่ย้อนศรข้ามสะพานลอยบริเวณแยกเกษตรศาสตร์ เป็นการเดินทางกลับบ้านที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องทำอีก หลังจากเคยผ่านมหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2554 มาแล้ว

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้ผมเกิดคำถามง่าย ๆ ขึ้นมาคำถามหนึ่งว่า ทำไมอารยธรรมสำคัญ
ของมนุษย์จึงมักเกิดขึ้นริมแม่น้ำ และเมื่อลองเปิดแผนที่โลกดูก็พบภาพที่น่าสนใจมากอาทิ อารยธรรมอียิปต์โบราณเติบโตขึ้นริมแม่น้ำไนล์ อารยธรรมจีนยุคแรก ๆ เติบโตขึ้นบริเวณลุ่มแม่น้ำฮวงโห
และแม่น้ำแยงซี ในขณะที่อารยธรรมอินเดียโบราณมีแม่น้ำสินธุเป็นศูนย์กลางสำคัญ

ฟังดูแล้วย้อนแย้ง น้ำเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย น้ำท่วมเพียงไม่กี่ชั่วโมงสามารถนำพาความเสียหายให้กับบ้านเรือน ถนน และพื้นที่เพาะปลูกได้อย่างมหาศาล แต่ในอีกด้านหนึ่ง น้ำกลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์สามารถตั้งถิ่นฐาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ และสร้างชุมชนขึ้นมาได้

เมื่อผู้คนมาอยู่รวมกันมากขึ้นเกิดการแลกเปลี่ยนอาหาร ภาษา ความรู้ และความคิด จากหมู่บ้านกลายเป็นเมือง จากเมืองกลายเป็นอาณาจักร และจากการสั่งสมสิ่งเหล่านี้ทีละเล็กทีละน้อยจึงค่อย ๆ พัฒนากลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “อารยธรรม”

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อสะดุดตาตั้งแต่เห็นครั้งแรก “มดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล”
หนังสือของคุณประภาส ชลศรานนท์ ศิลปินแห่งชาติ ผู้มีความสามารถพิเศษในการหยิบเรื่องธรรมดา ๆ
ที่อยู่รอบตัวเรามาขยายให้กลายเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจ และทำให้เราหยุดคิดกับสิ่งที่เคยมองผ่านไป

ตอนแรกผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้น่าจะเกี่ยวกับมดและน้ำตาล หรืออาจเป็นหนังสือประวัติศาสตร์
ที่พาเราไปย้อนดูเรื่องราวในอดีต แต่เมื่อได้อ่านจริง ๆ กลับพบว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่าง หนังสือเล่มนี้ชวนเรามองโลกผ่านเรื่องเล็ก ๆ แล้วค่อย ๆ พาไปพบกับเรื่องใหญ่ที่อยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นอารยธรรม ความคิด ภาษา อาหาร ศิลปะ และวิถีชีวิตของมนุษย์

แม้แต่คำตอบ “ทำไมมดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล” เพราะมดอยู่ไม่ได้กับอุณหภูมิที่ร้อนในโรงงาน กลับกลาย
เป็นจุดเริ่มต้นให้เราตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัวว่า เราเคยมองสิ่งต่าง ๆ อย่างเข้าใจจริง ๆ แล้วหรือยัง

คำว่า “อารยธรรม” เป็นคำที่ฟังดูใหญ่และอยู่ไกลตัว แต่ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายผมคิดว่า
อารยธรรมคือ สิ่งต่าง ๆ ที่มนุษย์ร่วมกันสร้าง สั่งสม และส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต มันจึงไม่ได้มีแค่พระราชวัง โบราณสถานหรือสิ่งก่อสร้างยิ่งใหญ่ แต่ภาษา ตัวหนังสือ อาหาร การแต่งกาย ศิลปะ ดนตรี กฎหมาย การค้า ความเชื่อ ตลอดจนวิธีที่ผู้คนอยู่ร่วมกันล้วนเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมทั้งสิ้น


         คุณประภาสพาเราออกเดินทางไปสำรวจเรื่องเหล่านี้จากสิ่งที่เราคุ้นเคย ตั้งแต่เรื่องอาหารอย่างพิซซ่าและปลาดิบ ศิลปะของแวนโก๊ะ โมเนต์ และปิกัสโซ ไปจนถึงแนวคิดของโสกราตีส
และคำพูดที่มักถูกนำมาอ้างถึงไอน์สไตน์

อ่านไปเรื่อย ๆ ทำให้ผมรู้สึกว่า อารยธรรมไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากเรื่องใหญ่เพียงไม่กี่เรื่อง แต่เกิดจากเรื่องเล็ก ๆ นับล้านเรื่องที่มนุษย์ค่อย ๆ สั่งสมและส่งต่อกันมา เรื่องหนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือ “แซ่” ทั้งนี้ คนไทยเชื้อสายจีนได้ยินคำว่า “แซ่” แซ่ลิ้ม แซ่ตั้ง แซ่แต้ ไปจนถึงแซ่โง้ว ตั้งแต่เด็ก1/

 

 

แต่เคยถามตัวเองไหมว่า ทำไมคนจีนจึงมีแซ่? คำถามสั้น ๆ นี้พาเราย้อนกลับไปไกลในประวัติศาสตร์ของจีน แซ่ หรือ 姓 (xìng) เป็นวิธีที่ใช้บอกสายตระกูลหรือกลุ่มเครือญาติเพราะการรู้ว่า “เราเป็นใคร” ไม่ได้หมายถึงเพียงชื่อของเราเท่านั้น แต่ยังหมายถึงว่าเราเป็นลูกหลานของใคร มาจากตระกูลไหน และมีความเกี่ยวข้องกับผู้คนกลุ่มใด แซ่จึงเป็นมากกว่าคำที่ตามหลังชื่อแต่เป็นเหมือนร่องรอยของความทรงจำที่ครอบครัวส่งต่อให้กัน

ลองนึกถึงครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนครอบครัวหนึ่งในวันนี้ ลูกหลานอาจใช้นามสกุลไทย
พูดภาษาไทยได้คล่องและใช้ชีวิตไม่ต่างจากคนไทยทั่วไปจนแทบไม่มีใครนึกว่าบรรพบุรุษเคยเดินทาง
มาจากเมืองจีน แต่ถ้าย้อนกลับไปถามคุณปู่คุณย่าเราอาจได้ฟังเรื่องราวที่น่าสนใจว่า บรรพบุรุษ
มาจากมณฑลไหน พูดภาษาถิ่นอะไร เดินทางมาประเทศไทยเมื่อใด ทำอาชีพอะไร และเริ่มต้นชีวิตใหม่
อย่างไร

เรื่องราวเหล่านี้ ทำให้เราเห็นว่าแซ่เป็นเหมือนสะพานที่เชื่อมคนรุ่นปัจจุบันเข้ากับอดีต และนี่เอง
ที่ทำให้ผมรู้สึกว่าเรื่อง “อารยธรรม” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย

และเมื่อย้อนไปถึงเรื่องน้ำ น้ำอาจสร้างความเสียหายให้กับบ้านเรือน แต่ในเวลาเดียวกัน
น้ำเคยเป็นจุดเริ่มต้นของเมืองและอารยธรรมมากมาย สิ่งเดียวกันจึงอาจมีทั้งด้านที่ทำลายและด้านที่สร้างสรรค์ ขึ้นอยู่กับว่าเรามองมันจากมุมไหน

ในบางครั้งเรื่องเล็ก ๆ ที่เราไม่ได้ให้ความสนใจอาจเปิดประตูไปสู่เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คิด และอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ใหม่ที่อยู่รอบตัวเราในทุกวันนี้ ฉะนั้น มดไม่ขึ้นโรงน้ำตาล เพราะโลกมีอะไรให้คิดมากกว่าที่เห็น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คดีภาษีทักษิณ : ผีดิบ ดิ้นออกจากโลง ?
คดีภาษีทักษิณ : ผีดิบ ดิ้นออกจากโลง ?