เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปจังหวัดกาญจนบุรีคราวนี้มีความสะดวกมาก เพราะเลือกไปทางมอเตอร์เวย์ M81 จากด่านบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ใช้เวลาราว 50 นาที ก็ถึงสุดทางที่ด่านกาญจนบุรี
ตั้งใจไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เก่าอายุ 60 ปี แต่ปรับปรุงใหม่จนไฉไลที่ “ตำบลบ้านเก่า" ถ้ามีเวลาพอก็จะแวะไปดูปราสาทหินแบบขอมที่ตั้งอยู่ห่างกันไม่ไกลมากนัก
ออกจากด่านกาญจนบุรีเดินทางต่อไปอีกราว 35 กิโลเมตร ถึงตำบลบ้านเก่า เลี้ยวเข้าถนนที่มีป้ายบอกทางเข้าวัดท่าโป๊ะ ไปตามทางชนบทอีกราว 1 กิโลเมตรก็ถึงจุดหมาย คือ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเก่า” ซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่แต่น่าสนใจเพราะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างบนแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์แห่งแรกของไทย
ย้อนไปในข่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ดร.เอช อาร์ ฟาน เฮเกอเรน (H.R. Van Heekeren) นักโบราณคดีชาวดัตช์ที่ทำงานอยู่ประเทศอินโดนีเซีย ถูกกองทัพญี่ปุ่นจับเป็นเชลยและส่งมาเป็นแรงงานสร้างทางรถไฟสายมรณะระหว่างปี พ.ศ. 2486-2487
ขณะทำงานอยู่บริเวณตำบลบ้านเก่าเขาพบก้อนหินที่ดูด้วยประสบการณ์นักโบราณคดีก็รู้ว่าเป็นเครื่องมือหินโบราณ จึงเก็บซ่อนหินกะเทาะและหินขัดที่พบจำนวนรวม 8 ก้อนไว้ไม่ให้ใครรู้ จนเขาถูกส่งตัวไปทำงานในเหมืองถ่านหินที่ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างการเดินทางเครื่องมือหินถูกทหารญี่ปุ่นค้นพบและยึดไว้ แต่สุดท้ายมีผู้ช่วยให้ได้คืนกลับมาตอนไปถึงเมืองท่าโมจิ จังหวัดโอกินาวา
(1) อาคารพิพิธภัณฑ์ทรงสี่เหลี่ยมที่ได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงหลุมขุดค้นทางโบราณคดี ทาด้วยสีดินเทศ
เมื่อสงครามสิ้นสุดลง เขาได้รับความช่วยเหลือจากกองทัพอากาศสหรัฐฯ เดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์ เขาฝากหิน 8 ก้อนนั้นไว้ที่มะนิลา แล้วกลับไปทำงานเดิมที่ประเทศอินโดนีเซีย จนต่อมาได้ส่งเครื่องมือหินเหล่านี้ไปให้ศาสตราจารย์ อัลเลม แอล โมเวียส แห่งสถาบันพีบอดี้มิวเซียม (Peabody Museum) มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประสบการณ์เคยศึกษาเครื่องมือหินยุคก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศพม่า
ผลการศึกษาวิเคราะห์สรุปว่า เป็นหินกะเทาะสมัยหินเก่าตอนต้น 3 ก้อน สมัยหินกลาง 3 ก้อน และอีก 2 ก้อน เป็นเครื่องมือหินขัดสมัยหินใหม่
กว่าเรื่องราวของเครื่องมือหินยุคโบราณทั้ง 8 ก้อน จะเป็นที่รับรู้ของโลก พวกมันต้องเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปมาหลายประเทศ
ปี พ.ศ.2490 ดร.เอช อาร์ ฟาน เฮเกอเรน เขียนบทความเผยแพร่เรื่องนี้ในหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ The Illustrated London News ของประเทศอังกฤษ และหนังสือพิมพ์ในเนเธอร์แลนด์ ส่งผลให้ทั่วโลกรู้จักประเทศไทยในฐานะดินแดนยุคหินอันเก่าแก่
ภายหลังเกิดความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลเดนมาร์ก ทำการสำรวจและขุดค้นทางโบราณดีตามหลักวิชาสากลที่แหล่งโบราณคดีบ้านเก่าเป็นครั้งแรก ในช่วงปี พ.ศ. 2503 – 2505 ทำให้รู้ว่าบริเวณลุ่มน้ำแควน้อยแห่งนี้มีผู้คนอยู่อาศัยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์
อีกทั้งเป็นจุดเริ่มต้นให้กรมศิลปากรจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ประจำแหล่งขุดค้น (site museum) ในปี พ.ศ. 2508 เพื่อเก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุที่ขุดพบจากแหล่งโบราณคดีบ้านเก่า และพื้นที่ใกล้เคียง เรียกว่า "พิพิธภัณฑ์ยุคก่อนประวัติศาสตร์บ้านเก่า"
เดิมส่วนจัดแสดงเป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว เชื่อมต่อกันเป็นรูปตัวยู มีโถงต้อนรับและจำหน่ายบัตรอยู่ด้านหน้า กระทั่งปี พ.ศ. 2560 มีการปรับโฉมครั้งใหญ่ตั้งแต่การสร้างอาคารใหม่ ปรับปรุงเนื้อหาและวิธีการจัดแสดงทั้งหมดให้มีความทันสมัย นำเทคโนโลยีมัลติมีเดียและระบบแสงสีเสียงมาช่วยเล่าเรื่องราวให้น่าสนใจและเข้าใจง่ายขึ้น
(2) เรื่องราวการพบเครื่องมือหินของมนุษย์โบราณรวม 8 ก้อน ถูกเผยแพร่ใน The Illustrated London News ของอังกฤษ
อาคารใหม่ออกแบบเป็นทรงกล่องสี่เหลี่ยมเลียนแบบรูปทรงหลุมขุดค้นทางโบราณคดี ทาด้วยสีดินเทศ หรือดินสีแดงที่มีแร่เหล็ก (เฮมาไทต์) ผสมอยู่ ซึ่งนักโบราณคดีมักพบร่องรอยในหลุมขุดค้น เนื่องจากมีการใช้ผงดินเทศโรยทับโครงกระดูกหรือรอบหลุมศพในยุคก่อนประวัติศาสตร์ เพื่อสื่อถึงเลือด ชีวิตใหม่ หรือการเดินทางหลังความตาย รวมทั้งใช้ในการเขียนหรือประทับลวดลายบนภาชนะดินเผา และใช้เขียนภาพบนผนังถ้ำและเพิงผา
ปลายปี พ.ศ. 2564 ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์สร้างเสร็จ พอต้นปี พ.ศ. 2565 กรมศิลปากรก็เปิดตัวนิทรรศการโฉมใหม่อย่างเป็นทางการ
ใครที่มีภาพจำว่าพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของไทยคล้ายเป็นโกดังเก็บของเก่า ขอให้ลบภาพนั้นออกไปได้เลย เพราะปัจจุบันพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติหลายแห่งได้ทยอยปรับปรุงเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ทันสมัย นำเสนอข้อมูลด้วยรูปแบบที่น่าสนใจและสนุกสนานกว่าเดิมมาก
เช่นเดียวกับที่นี่ซึ่งมีพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการแบ่งออกเป็น 3 ชั้น เริ่มจากจุดแรกเล่าเรื่องราวการค้นพบเครื่องมือหินโบราณ 8 ชิ้น ผ่านรูปแบบวิดีโอ พร้อมบอร์ดแสดงข้อมูลและภาพถ่าย ใครไม่อยากเสียเวลาอ่าน ดูวิดีโอจบ ก็เดินเข้าสู่ส่วนแสดงนิทรรศการของแต่ละชั้นได้เลย
เริ่มจากชั้น 1 แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องมือหินของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ด้วยสื่อมัลติมีเดีย ตัวอย่างหินกะเทาะและหินขัดรูปแบบต่าง ๆ ภูมิศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ยุคแรกบริเวณลุ่มน้ำแควน้อย-แควใหญ่ที่เป็นแหล่งขุดค้นพบเครื่องมือเหล่านี้
ถัดมาชั้นที่ 2 เล่าเรื่อง “วัฒนธรรมบ้านเก่า” ซึ่งเป็นกลุ่มวัฒนธรรมสมัยหินใหม่ (อายุราว 3,600 - 4,000 ปีมาแล้ว) ที่พบหลักฐานหนาแน่นบริเวณริมฝั่งแม่น้ำแควน้อยในตำบลบ้านเก่า ผ่านตัวอย่างโครงกระดูกมนุษย์ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้ และเครื่องประดับที่ขุดค้นพบ และเชื่อมโยงให้เห็นถึงผู้คนในพื้นที่อื่นๆ บนดินแดนประเทศไทยที่ร่วมสมัยเดียวกัน
(3) ตัวอย่างเครื่องมือหินของมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีทั้งหินกะเทาะและหินขัดรูปแบบต่าง ๆ
นิทรรศการชั้นที่ 3 แสดงเรื่องราวการใช้เครื่องมือโลหะที่มีทั้งสำริดและเหล็กในภูมิภาคตะวันตก ภาพเขียนสีบนผนังถ้ำของคนในยุคนั้น รวมทั้งวัฒนธรรมโลงไม้ที่แสดงให้เห็นพิธีกรรมการฝังศพของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์ และการพัฒนาต่อเนื่องมาในช่วงวัฒนธรรมทวารวดี ถึงสมัยวัฒนธรรมเขมรโบราณในจังหวัดกาญจนบุรี
ความจริงพื้นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งโบราณคดีโรงเรียนวัดท่าโป๊ะ ที่ต่อเนื่องจากวัฒนธรรมบ้านเก่า พบหลุมฝังศพจำนวน 24 หลุม หลุมขุดค้นเหล่านี้เป็นสุสานมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่สะท้อนให้เห็นพิธีกรรมและรูปแบบการฝังศพของคนในอดีต
สิ่งที่สำคัญคือมีการพบขวานสำริด พร้อมทั้งหลักฐานเบ้าหลอมสำริด ซึ่งยืนยันว่าชุมชนนี้ได้พัฒนาจากยุคหินใหม่เข้าสู่ยุคสำริด เมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว
นอกจากนี้ยังพบสิ่งของโบราณที่ไม่มีในพื้นที่ เช่น ต่างหูที่ทำจากหินตระกูลหยก ทำให้ทราบว่าคนกลุ่มนี้มีเครือข่ายแลกเปลี่ยนหรือติดต่อค้าขายกับชุมชนภายนอกที่อยู่ห่างไกลออกไป
หากสนใจเดินไปชมหลุมขุดค้นที่เรียงรายอยู่ด้านข้างอาคารพิพิธภัณฑ์ได้ตามอัธยาศัย แต่ถ้าไม่มั่นใจว่าจะกล้าสัมผัสกับภาพโครงกระดูกมนุษย์ที่ทอดร่างอยู่ในหลุมขุดค้น..หลุมแล้วหลุมเล่า ก็แนะนำว่ามองหามุมสวย ๆ ถ่ายภาพคู่กับอาคารทรงสี่เหลี่ยมสีแดงเทศเก็บไว้เป็นที่ระลึกก่อนกลับก็ดี
สุดท้ายนี้อยากบอกว่าพิพิธภัณฑ์ไทยสมัยใหม่น่าไปเที่ยวชมกว่าที่คิด แถมราคาเข้าถูกมาก ส่วนผู้อาวุโสอายุ 60+ เข้าฟรีทุกคน
(4) หม้อสามขาและภาชนะทรงพาน ภาชนะดินเผาของวัฒนธรรมบ้านเก่า ที่สะท้อนเทคนิคการปั้นขั้นสูง




