News Logo
หน้าแรก
ย้อนรอย “เมืองโบราณอู่ทอง” หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนของโลก

ย้อนรอย “เมืองโบราณอู่ทอง” หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนของโลก

1 ก.ย. 2569 10:33
ผู้ชม 11 คน

จังหวัดสุพรรณบุรีมีแหล่งโบราณคดีสำคัญที่มีหลักฐานแสดงว่าเป็นศูนย์กลางแรกเริ่มของวัฒนธรรมทวารวดีอายุราว 1,000 - 1,400 ปี เคยเป็นเมืองท่านานาชาติยุคโบราณ จนเป็นจุดแรกรับพุทธศาสนาจากอินเดียสู่ดินแดนของไทยในอดีต ปัจจุบันเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แห่งของโลก 

ที่นี่คือ “เมืองโบราณอู่ทอง” ในอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ตั้งอยู่ริมลำน้ำจระเข้สามพัน ผังเมืองเป็นรูปวงรีมีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ ขนาดความกว้างประมาณ 1 กิโลเมตร ยาวประมาณ 2 กิโลเมตร 

แผนที่เส้นทางการค้าทางทะเลที่แสดงให้เห็นการเชื่อมโยงของเมืองโบราณอู่ทองกับนานาชาติ

แผนที่เส้นทางการค้าทางทะเลที่แสดงให้เห็นการเชื่อมโยงของเมืองโบราณอู่ทองกับนานาชาติ

นักโบราณคดีเริ่มมีการสำรวจและทำแผนผังเมืองโบราณอู่ทองในปี พ.ศ. 2476  จนได้รับประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 จากนั้นกรมศิลปากรได้จัดสร้างอาคารชั่วคราวเพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุที่ขุดค้นพบในปี พ.ศ. 2502 

ภายหลังมีการสำรวจเพิ่มเติมและขุดแต่งโบราณสถานต่าง ๆ ระหว่างปี พ.ศ. 2504 - 2509 กรมศิลปากรได้จัดสร้างอาคาร ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง’ ขึ้นเป็นอาคารถาวร จนเสร็จและเปิดดำเนินการเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 

จากการสำรวจทางโบราณคดีเป็นเวลากว่า 30 ปี พบซากโบราณสถาน โบราณวัตถุ และเจดีย์ ที่สร้างในสมัยทวารวดีจำนวนมาก 

โบราณวัตถุที่โดดเด่นและน่าสนใจมาก คือ “ธรรมจักรพร้อมเสาและฐาน” เป็นศิลปะทวารวดีชั้นสูง ตัวหินสลักลวดลายประณีตงดงาม มีลวดลายพันธุ์พฤกษาและลายกนกผักกูดที่เป็นเอกลักษณ์ทางศิลปะสมัยทวารวดีช่วงแรก 

ถือเป็นงานชิ้นเอกสมัยทวารวดีที่มีความสมบูรณ์ที่สุดและเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทย สะท้อนว่าเมืองอู่ทองเคยเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาในยุคโบราณที่มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก 

ชิ้นส่วนดินเผาประดับโบราณสถานเมืองโบราณอู่ทองสมัยทวารวดี

ชิ้นส่วนดินเผาประดับโบราณสถานเมืองโบราณอู่ทองสมัยทวารวดี

“แผ่นดินเผารูปพระภิกษุอุ้มบาตร” โบราณวัตถุขนาดเล็กและไม่สมบูรณ์ แต่ลายจีวรของพระสงฆ์ที่ปรากฏเป็นริ้วตามแบบศิลปะอมราวดีของอินเดีย (พุทธศตวรรษที่ 4-10) เป็นหลักฐานพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในไทย จึงมีความหมายในเชิงประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าพระพุทธศาสนาเข้ามา ณ ดินแดนแห่งนี้ตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม 

ยังมีเครื่องประดับทองคำบริสุทธิ์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย เช่น เศียรพระพุทธรูปทองคำ แผ่นทองคำดุนลาย ต่างหูสัมฤทธิ์ และแหวนทองคำ ที่สะท้อนถึงทักษะงานช่างทองขั้นสูงในยุค 1,200 ปีที่แล้ว 

ในการขุดค้นยังพบเหรียญกษาปณ์โบราณที่มีตราสัญลักษณ์มงคล บางเหรียญมีจารึกอักษรปัลลวะ (ภาษาสันสกฤต) แปลได้ว่า "พระราชกุศลของพระราชาผู้เป็นเจ้าแห่งศรีทวารวดี" ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญช่วยไขปริศนาชื่ออาณาจักรนี้ว่า ‘ทวารวดี’ โดยมีเมืองอู่ทองก็เป็นหนึ่งในศูนย์กลางอำนาจและเศรษฐกิจ 

นอกจากนี้ มีเหรียญกษาปณ์โรมันทำจากสัมฤทธิ์ เครื่องประดับและศิลปวัตถุแบบกรีกโบราณ ลูกปัดแก้ว และลูกปัดหินสี บางชนิดบ่งบอกว่ามาจากแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและเปอร์เซีย เหล่านี้ล้วนเป็นหลักฐานชัดเจนว่าเมืองอู่ทองโบราณมีการติดต่อการค้าระดับนานาชาติ 

เกือบ 60 ปีที่ผ่านมา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง จัดแสดงโบราณวัตถุอยู่ในตู้กระจกธรรมดา แต่หลังจากกรมศิลปากรดำเนินการปรับปรุงใหญ่ในช่วงปี พ.ศ. 2564 - พ.ศ. 2568 ทั้งอาคารจัดแสดงและนิทรรศการถาวรให้มีความทันสมัยในระดับสากล ทำให้เกิดความน่าสนใจและเข้าใจเรื่องราวง่ายขึ้น 

การจัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็น 3 อาคารหลัก ได้แก่ อาคารที่ 1: เมืองโบราณอู่ทองและวัฒนธรรมทวารวดี มีห้อง ‘บรรพชนคนอู่ทอง’ ที่เน้นเรื่องราวพัฒนาการของเมืองอู่ทองตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เมื่อ 3,000 ปีมาแล้ว เริ่มจากสังคมเกษตรกรรมสู่ความรุ่งเรืองจากการเป็นเมืองท่าศูนย์กลางการติดต่อค้าขายที่สำคัญของชุมชนโบราณในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับนานาประเทศ 

ห้อง ‘อู่ทองศรีทวารวดี’ เรื่องราวการรับวัฒนธรรมจากอินเดียมาผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นจนเกิดรูปแบบทางวัฒนธรรมที่เรียกว่า “ทวารวดี” เมื่อราว 1,000 – 1,400 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดรูปแบบทางศิลปกรรมเฉพาะเป็นของตนเอง 

“ธรรมจักรพร้อมเสาและฐาน” สมัยทวารวดีที่มีความสมบูรณ์ที่สุดและเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทย

“ธรรมจักรพร้อมเสาและฐาน” สมัยทวารวดีที่มีความสมบูรณ์ที่สุดและเป็นหนึ่งเดียวในประเทศไทย

อาคารที่ 2: ดินแดนสุวรรณภูมิและเส้นทางการค้าทางทะเล ‘สุวรรณภูมิการค้าของโลกยุคโบราณ’ เน้นให้เห็นการเชื่อมโยงทางการค้าของเมืองโบราณอู่ทองกับชุมชนโบราณต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก จำลองเหตุการณ์การค้าทางทะเลจากคาบสมุทรอินเดียสู่ดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อราว 3,000 ปีที่ผ่านมา และคลังลูกปัดโบราณหลากหลายรูปแบบ 

“อู่ทองศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา” จัดแสดงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อประมาณ 1,600 -1,800 ปีที่ผ่านมา อู่ทองเป็นเมืองสำคัญยุคแรกที่ได้รับอิทธิพลทางศาสนาพุทธจากอินเดีย โดยมีหลักฐานว่าพุทธศาสนาได้เข้ามาประดิษฐานที่เมืองโบราณอู่ทองเป็นจุดแรกในดินแดนประเทศไทย 

อาคารที่ 3: เรือนชาติพันธุ์ลาวโซ่ง จัดแสดงนอกอาคารโดยจำลองรูปแบบบ้านพักอาศัยดั้งเดิมของชาวไทยทรงดำ หรือลาวโซ่ง ที่อพยพมาตั้งรกรากและมีวิถีชีวิตผูกพันกับอำเภออู่ทอง แต่ยังคงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและประเพณีบางอย่างไว้ได้อย่างเหนียวแน่น 

เรามักคิดว่าการชมพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวประวัติศาสตร์และโบราณคดีจะเป็นเรื่องน่าเบื่อ แต่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีทำให้เป็นเรื่องสนุกด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการนำเสนอหลายรูปแบบ 

เริ่มตั้งแต่วิดีโอพาโนรามากับจอขนาดใหญ่เล่าภูมิหลังและความเป็นมาของเมืองโบราณอู่ทองด้วยวิดีโอชุด Dvaravati: The Dawn of Thai History ช่วยให้ผู้เข้าชมเห็นภาพรวมวิถีชีวิตของผู้คนโบราณก่อนเข้าไปชมวัตถุของจริง 

การนำเทคนิค Projection Mapping มาฉายแสงสีและภาพเคลื่อนไหวลงบนโมเดลจำลองสภาพภูมิประเทศและคูเมืองโบราณอู่ทอง เพื่อช่วยอธิบายระบบชลประทาน คูน้ำคันดิน และทำเลที่ตั้งของเมืองท่าโบราณที่ในอดีตเคยติดชายฝั่งทะเล 

รวมทั้งการนำ Interactive Media มาใช้ในการให้ข้อมูลแบบหน้าจอระบบสัมผัส (Touch Screen) บอร์ดนิทรรศการมัลติมีเดีย และเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) ที่เปิดประสบการณ์ใหม่ในการมองเห็นโดยการผสมผสานข้อมูลเสมือนลงไปในวัตถุโบราณจริง ช่วยให้ผู้เข้าชมมองเห็นข้อมูลเชิงลึกและภาพจำลองที่ไม่มีอยู่จริงในตู้กระจกได้ทันทีผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน  

ทำให้ผู้ชมสามารถเดินชมได้อย่างเพลิดเพลิน ไม่รู้สึกเบื่อ แถมยังมีความเข้าใจในเนื้อหาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป็นการสนับสนุนให้พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของจังหวัดสุพรรณบุรี 

แผ่นจารึกโบราณภาษาสันสกฤตสมัยทวารวดีที่มีข้อความ  "ปุษยคีรี" พบในเมืองโบราณอู่ทอง

แผ่นจารึกโบราณภาษาสันสกฤตสมัยทวารวดีที่มีข้อความ "ปุษยคีรี" พบในเมืองโบราณอู่ทอง

ออกจากพิพิธภัณฑ์สามารถเดินทางไปชมวัดเขาพระศรีสรรเพชญาราม หรือวัดเขาพระ วัดโบราณสมัยทวารวดีบนภูเขาที่อยู่ใกล้กัน วัดนี้มีถ้ำพระนอน รอยพระพุทธบาทจำลอง และจุดชมวิวที่มองเห็นพื้นที่โดยรอบของเมืองอู่ทอง 

จากนั้นแนะนำว่าไปเดินสำรวจ ‘สวนหินพุหางนาค’ ซึ่งเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติอยู่ในอุทยานหินธรรมชาติอายุนับล้านปีที่โดดเด่นด้วยลานหินและก้อนหินรูปร่างแปลกตา ชวนให้จินตนาการเป็นรูปร่างสัตว์ต่างๆ เช่น เต่า ช้าง หรือเศียรพญานาค ท่ามกลางต้นไม้โบราณและพืชหายาก เช่น ต้นจันผา ปรง และดอกกระเจียวป่า (ในฤดูฝน) 

ปิดท้ายด้วยการไปวัดเขาทำเนียม สถานที่ตั้งของ ‘พระพุทธปุษยคีรีศรีสุวรรณภูมิ’ (หลวงพ่ออู่ทอง) พระพุทธรูปแกะสลักบนหน้าผาหินที่มีชื่อว่า “ผามังกรบิน” องค์พระมีความสูง 35 เมตร หน้าตักกว้าง 25 เมตร ถือเป็นพระพุทธรูปปางโปรดพุทธมารดาองค์ใหญ่ที่สุดในโลก 

คำว่า "ปุษยคีรี" มีที่มาจากข้อความในจารึกโบราณภาษาสันสกฤตสมัยทวารวดีที่ถูกพบในเมืองโบราณอู่ทอง และจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อู่ทอง ซึ่งนักวิชาการสันนิษฐานว่าหมายถึงภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของคนในท้องถิ่นตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยอยุธยา ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13 – 14 ที่มีความสัมพันธ์กับการรับวัฒนธรรมและความเชื่อจากอินเดียในช่วงเวลาดังกล่าว 

สถานที่แห่งนี้เดิมเป็นเหมืองหินร้างที่หมดสัมปทานนานแล้ว หลวงพ่อพระธรรมพุทธมงคล เจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ขออนุญาตจากจังหวัดสุพรรณบุรีและกรมป่าไม้สร้างเป็นพุทธมณฑลสุพรรณบุรี ด้วยความเชื่อที่ว่าเมืองอู่ทองเป็นพื้นที่เริ่มต้นของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมิ 

ภายในพื้นที่วัดเขาทำเทียมยังมีสกายวอล์คเมืองโบราณอู่ทอง หรือทางเดินกระจกไร้เสาค้ำยันที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ด้วยความยาวราว 500 เมตร สูงจากพื้นดินประมาณ 32 เมตร ยื่นออกจากหน้าผาเพื่อให้ชมทัศนียภาพของภูเขามังกรบินและองค์หลวงพ่ออู่ทองได้อย่างเต็มตาโดยไม่มีสิ่งใดบดบังสายตา 

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีผลให้เมืองโบราณอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้รับการประกาศให้เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แห่งของโลก ปี 2024 หรือ Green Destinations Top 100 Stories 2024 ประเภทการจัดการปลายทาง (Destination Management) จากการฟื้นฟูแหล่งเสื่อมโทรมเมืองโบราณอู่ทองด้วยพลังศรัทธาภาคประชาสังคม ร่วมกับภาครัฐ และเอกชน เพื่อดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและพื้นที่ประวัติศาสตร์อายุพันปีสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 

.

.

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บทสรุปประวัติศาสตร์ เมื่อ "องค์กรอิสระ" ดำดิ่งสู่ความอัปยศ
บทสรุปประวัติศาสตร์ เมื่อ "องค์กรอิสระ" ดำดิ่งสู่ความอัปยศ