การเปลี่ยนจากคำว่า Tourism หรือ การท่องเที่ยว มาเป็น Visitor Economy หรือ เศรษฐกิจของผู้มาเยือนไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนถ้อยคำ แต่เป็นการขยายกรอบการพัฒนาประเทศ
คำว่า Visitor ทำให้ประเทศไทยมองผู้เดินทางทุกกลุ่มในฐานะผู้มาเยือนที่มีคุณค่าต่อประเทศ ไม่ว่าจะเดินทางด้วยวัตถุประสงค์ใดก็ตาม เช่น การท่องเที่ยว การประชุมและนิทรรศการ (MICE) การจัดงานระดับนานาชาติ การรักษาพยาบาลและสุขภาพ (Medical and Wellness) การศึกษา การพำนักระยะยาว การแข่งขันกีฬา เทศกาล ศิลปะและวัฒนธรรม หรือการเดินทางเพื่อธุรกิจ
ในอดีต กิจกรรมเหล่านี้มักถูกพัฒนาและบริหารจัดการแยกส่วน ภายใต้หน่วยงาน นโยบาย และตัวชี้วัดที่แตกต่างกัน แม้ทั้งหมดจะสร้างคุณค่าให้กับประเทศผ่าน “ผู้มาเยือน” เช่นเดียวกัน
Visitor Economy จึงเป็นกรอบที่ช่วยรวบรวมศักยภาพที่มีอยู่แล้วของประเทศ ให้เกิดการบูรณาการและขับเคลื่อนร่วมกันภายใต้วิสัยทัศน์เดียว
เมื่อมองผ่านเลนส์ของ Visitor Economy ประเทศไทยจะไม่ได้แข่งขันเพียงเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่จะพัฒนาศักยภาพในการเป็นจุดหมายปลายทางของผู้มาเยือนหลากหลายกลุ่ม ซึ่งช่วยสร้างความหลากหลายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง กระตุ้นการลงทุน พัฒนานวัตกรรม และสร้างโอกาสใหม่ให้กับภูมิภาคและชุมชน
กล่าวอีกนัยหนึ่ง พลังของ Visitor Economy ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนผู้มาเยือนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเชื่อมโยงศักยภาพที่กระจัดกระจายของประเทศให้กลายเป็นพลังร่วมในการยกระดับการพัฒนาประเทศ
ที่ผ่านมา ประเทศไทยมักถามว่า
“How do we attract more tourists?”
แต่ Visitor Economy ควรถามว่า
“How do we become a country that more people choose to visit—for many different reasons?”
ความแตกต่างของสองประโยคนี้มหาศาล เพราะประโยคแรกคือ Demand Thinking แต่ประโยคหลังคือ National Competitiveness Thinking
นั่นหมายความว่า ประเทศไม่ได้แข่งขันแค่เรื่องทะเลหรืออาหารอีกต่อไป แต่แข่งขันด้วย
* ระบบสาธารณสุข
* มหาวิทยาลัย
* ศูนย์ประชุม
* เมืองสร้างสรรค์
* ระบบขนส่ง
* วัฒนธรรม
* เทคโนโลยี
* ความปลอดภัย
* คุณภาพสิ่งแวดล้อม
* คุณภาพชีวิต
และเมื่อทุกสิ่งเหล่านี้ดีขึ้น ผู้ได้รับประโยชน์คนแรกคือ คนไทย ส่วนผู้มาเยือนเป็นทั้งผู้ได้รับประโยชน์และผู้สร้างคุณค่าให้ระบบเศรษฐกิจและสังคม
นี่คือจุดที่ทำให้ Visitor Economy กลายเป็น National Development Framework อย่างแท้จริง เพราะคำว่า Visitor ไม่ได้ขยายแค่ “กลุ่มเป้าหมาย” แต่ขยาย ขอบเขตของการพัฒนาประเทศ ทั้งระบบ ซึ่งเป็นการสื่อสารที่ทรงพลังและสอดคล้องกับแนวทางที่หลายประเทศกำลังใช้ในการยกระดับความสามารถในการแข่งขันของตนเอง




