หลายครั้งที่ไปจังหวัดเพชรบุรี ถ้ามีเวลาจะแวะดูงานปูนปั้นที่ประดับอยู่ทั่วบริเวณวัดมหาธาตุ วรวิหาร เพราะว่าที่นี่เป็นแหล่งชุมนุมผลงานของช่างปั้นชั้นครูของเมืองเพชรบุรีจากหลายยุคสมัย จนดูไม่ต่างจากหอศิลป์กลางแจ้งสักเท่าไร
ความวิจิตรงดงามของลวดลายปูนปั้นที่ประดับหน้าบัน ซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่าง หรือฐานพระ ตลอดจนรอบองค์ปรางค์ ล้วนเกิดจากฝีมืออันประณีตบรรจงของช่างเมืองเพชรที่สืบทอดภูมิปัญญามาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยมีเอกลักษณ์ในด้านกรรมวิธีการผลิตปูนที่เรียกว่าปูนตำ และการสร้างงานด้วยวิธีการปั้นปูนสดอย่างพิถีพิถัน ทำให้เกิดลวดลายที่พลิ้วไหว
ประติมากรรมปูนปั้นของที่นี่มีการผสมผสานฝีมือของช่างรุ่นเก่าและใหม่หลายรุ่น ทำให้เกิดเสน่ห์อย่างหนึ่งคือมีผลงานทั้งแบบประเพณีที่สร้างสรรค์ขึ้นตามรูปแบบและคติที่สืบทอดต่อกันมาแต่อดีต กับงานร่วมสมัยสะท้อนสภาพสังคมด้วยอารมณ์ขันของศิลปิน แต่ก็แฝงแง่คิดมุมมองที่ลึกซึ้งไว้ด้วย
งานอย่างหลังมักรู้จักกันในฐานะ ‘ปูนปั้นล้อการเมือง’ เพราะส่วนใหญ่เป็นการล้อเลียนบุคคลสำคัญและเหตุการณ์ทางการเมืองในเวลานั้น ซึ่งเป็นผลงานของอาจารย์ทองร่วง เอมโอษฐ ครูช่างปูนปั้นชื่อดังแห่งเมืองเพชรบุรี ที่รังสรรค์ไว้ภายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้นมา
ภาพล้อเลียนการเมืองมักทำแทรกไว้ในงานปูนปั้นประดับลวดลายฐานพระ หรือฐานเสมา ผลงานแรกที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศรู้จักมาจากภาพ ‘คึกฤทธิ์แบกฐานพระ” ที่ฐานชุกชีของพระอู่ทองด้านข้างวิหารหลวง ปั้นไว้ในคราวซ่อมแซมองค์พระเมื่อปี พ.ศ. 2518
ตัวงานสะท้อนมุมมองต่อนโยบายเงินผันของรัฐบาลยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ที่จัดสรรงบประมาณกว่า 2,500 ล้านบาท จากเงินคงคลังส่งตรงไปยังสภาตำบลทั่วประเทศเพื่อสร้างงานในท้องถิ่นช่วงนอกฤดูกาลเกษตรกรรม แม้จะส่งผลต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แต่เกิดการทุจริต มีการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ในราคาที่สูงเกินจริง อีกทั้งเกิดการแก่งแย่งและเอื้อประโยชน์ให้เฉพาะพวกพ้องของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน

‘คึกฤทธิ์แบกฐานพระ” ที่ปั้นในปี พ.ศ. 2518 สะท้อนมุมมองต่อนโยบายเงินผันของรัฐบาลยุค ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี
งานนี้หากมองตามธรรมเนียมจารีต การแบกฐานพระถือเป็นการทำความดี ในที่นี้ก็น่าจะมีความหมายว่านายกรัฐมนตรีกำลังแบกรับภาระหนักของแผ่นดิน แต่บทสัมภาษณ์เรื่อง “ตามรอยปูนปั้นการเมืองแนวคิดพิสดาร ช่างทองร่วง เอมโอษฐ” ในนิตยสารเพชรนิวส์ ฉบับที่ 7 ประจำเดือนเมษายน พ.ศ. 2554 อาจารย์ทองร่วงเปิดเผยปริศนาที่ซ่อนไว้ว่า “...ลองมองดูให้ดีสิ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ กับครุฑและยักษ์ไม่ได้แบกฐานพระ แต่เขาแค่เกาะหรือโหน คนที่แบกจนหลังแอ่นจริง ๆ คือคนสามัญชนตัวเล็ก ๆ ที่เป็นราษฎรผู้ทุกข์ยากในแผ่นดิน...”
นี่ไม่ใช่ผลงานแรกที่ทำขึ้นเพื่อสะท้อนสังคมไทยในสายตาของศิลปิน แต่มีงานปั้นอีกชิ้นเป็นรูปชาวนาถือเคียวและกรรมกรถือค้อน มีนักศึกษายืนชี้ไปที่กรรมกรและชาวนา ปั้นไว้ที่วัดธรรมรังสี ตำบลหนองพลับ อำเภอเมืองเพชรบุรี แต่ถูกทุบทิ้งไปเมื่อปี พ.ศ. 2517 เมื่อ กอ.รมน. จังหวัดเพชรบุรี เห็นว่าภาพเช่นนี้ไม่ควรให้ปรากฏอยู่ในโบสถ์ของวัดวาอาราม
“จึงได้สั่งให้ทางวัดทุบทิ้ง เพราะเหตุนี้จึงมีแรงดลใจคิดปั้นรูปเสียดสีการเมืองต่อไป” อาจารย์ทองร่วงให้ข้อมูลไว้ในคอลัมน์ เดลินิวส์วาไรตี้ เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ฉบับวันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2536
ส่วนผลงานที่ถูกสั่งให้ทุบแต่รอดมาได้ เป็นงานปูนปั้นฐานเสมาของวัดสนามพราหมณ์ ซึ่งอิงแนวคิดของช่างสมัยอยุธยาจากวัดสระบัวที่ประดับรูปตัวแบก 2 ชั้น ชั้นบนเป็นรูปครุฑแบกรองรับตัวฐาน ชั้นล่างเปลี่ยนจากปั้นปูนรูปคนสิบสองภาษา เป็นรูปคน 8 คน คนหนึ่งคล้าย พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก กับอีกคนคล้ายพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (ถูกเด็กไว้ผมแกละชกเข้าหน้า) มีฤาษีคั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง ทำนองว่าไม่สามารถประสานรอยร้าวกันได้ ส่วนที่เหลือเป็นภาพบัณฑิตตกงาน พ่อค้าหน้าเลือด (มือถือลูกคิดกับมีดปังตอ) ข้าราชการสวมหัวโขน ชาวนาท้องกิ่ว และพระนารายณ์ในมือไร้จักร

ภาพปูนปั้น
งานชิ้นนี้ปั้นเสร็จปี พ.ศ. 2529 แต่กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 พาดหัวข่าวว่า “ไปดูพลเอกเปรมถูกชกหน้าที่เพชรบุรี” เพราะเห็นว่าเป็นงานล้อเหตุการณ์พลเอกเปรมถูกนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหงชกหน้าขณะเดินทางกลับจากเป็นประธานเปิดการแข่งขันกีฬาภายในมหาวิทยาลัยที่สนามกีหัวหมาก เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 จนนายเชาวน์วัศ สุดลาภา ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีในเวลานั้นมีคำสั่งให้ทุบทิ้ง
แต่อาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว อาจารย์สาขาภาษาไทยวิทยาลัยครูเพชรบุรีในสมัยนั้นออกมาคัดค้าน พร้อมว่ากลอนของอังคาร กัลยาณพงศ์ ที่มีเนื้อหาทำนองว่า ผู้ที่ดูถูกดูหมิ่นศิลปะ เป็นคนไร้อารยะไม่ต่างจากสัตว์ เป็นเหตุให้นายเชาวน์วัศโกรธมาก ถึงขั้นทำหนังสือถึงกรมการฝึกหัดครูให้ย้ายอาจารย์ล้อมออกนอกพื้นที่ แต่หลังสอบสวนข้อเท็จแล้วเห็นว่านายล้อมไม่มีความผิด จึงไม่ถูกย้าย ส่วนภาพปูนปั้นนั้นก็ไม่ถูกทุบทำลาย
กระนั้นก็ตาม ครูบุญเจือน เอมโอษฐ ภรรยาของอาจารย์ทองร่วงบอกกับผู้เขียนว่า แม้งานปูนปั้นชุดนี้จะรอดจากคำสั่งทุบทิ้ง แต่เวลาผ่านไปภาพนี้หักชำรุดจนปัจจุบันไม่เหลือสภาพเดิม
“งานประเภทนี้ทำแล้วจะมีผลสะท้อนกลับมาที่คนทำ หากแก้ไขปัญหาไม่ได้ ลงท้ายงานนั้นก็จะถูกทุบ”
ดังนั้นศิลปินผู้สร้างสรรค์ต้องมีความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อรักษาผลงานนั้นไว้ให้ได้
ครูบุญเจือนย้อนความหลังให้ฟังว่า แม้แต่งานที่สร้างขึ้นในช่วงที่อาจารย์ทองร่วงมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับนับถือแล้วก็ยังพบกับปัญหา อย่างกรณีงานปูนปั้นประดับตกแต่งอุโบสถที่วัดกลางบางแก้ว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ช่วงปี พ.ศ. 2544 – 2547 ที่นำเหตุการณ์เครื่องบินพุ่งชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ใจกลางมหานครนิวยอร์ก มาล้อเลียนเป็นภาพนายบิน ลาเดน ขี่นกอินทรีเหยียบตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ไว้ที่บริเวณคันทวย
“มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่านายบิน ลาเดน เป็นแขกอาหรับ ไม่เหมาะนำมาประดับในวัดพุทธ อาจารย์เลยแก้ไขด้วยการเปลี่ยนจากผ้าโพกหัวแบบแขกเป็นสวมชฎาฤาษี เพื่อเลี่ยงปัญหาที่จะตามมา งานจึงจบลงด้วยดี”
ปัจจุบันที่วัดมหาธาตุ วรวิหาร ยังมีงานปั้นล้อเลียนบุคคลสำคัญแทรกไว้ที่ฐานพระหน้าอุโบสถ เป็นรูป พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กับคนถูกปิดหูปิดตา ล้อเหตุการณ์ทหารพรานจากค่ายปักธงชัยกว่า 200 นาย บุกล้อมบ้านซอยสวนพลู ตอนรุ่งสางของวันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2530 เพราะไม่พอใจที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี (เจ้าของบ้าน) พูดบรรยายในทำนองวิจารณ์ว่า พลเอก ชวลิต ซึ่งเป็นผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น มีแนวคิดสนับสนุนแนวทางสภาเปรซิเดียมที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข เนื้อหาของภาพนี้สะท้อนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเปิดจากผู้มีอำนาจพยายามปิดหูปิดตาประชาชน
สำหรับผลงานปูนปั้นบันทึกเรื่องราวและเหตุการณ์ร่วมสมัยที่น่าสนใจที่สุดของวัดมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดเพชรบุรี คืองานตกแต่งศาลานางสาวอัมพร บุญประคอง (อาคารพิพิธภัณฑ์) ที่อาจารย์ทองร่วงเป็นผู้ออกแบบทั้งหมด และทำร่วมกับทีมช่างปูนปั้นเมืองเพชรบุรีระหว่างปี พ.ศ.2529 - 2530
เฉพาะที่ซุ้มศาลาฝั่งตะวันออกมีประติมากรรมบันทึกประวัติศาสตร์การเมืองไทย 2 เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ เหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519
ที่ผนังด้านตะวันตกใต้ซุ้มศาลาเป็นภาพมารผจญที่แสดงให้เห็นพญามารยกไพร่พลมาขัดขวางการบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งนำมาดัดแปลงเปรียบกับเหตุการณ์ที่ประชาชนออกมาเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่ถูกขัดขวางทำร้ายจากเจ้าหน้าที่รัฐที่มีอาวุธจนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก จึงมีภาพพานรัฐธรรมนูญวางเรียงรายสลับกับรูปหัวกะโหลกมนุษย์
ในวิดีโอ ‘ปูนปั้น 6 ตุลา ที่เพชรบุรี’ ของโครงการบันทึก 6 ตุลา (เผยแพร่ทางยูทูบเมื่อปี พ.ศ. 2565) อาจารย์ทองร่วงอธิบายความนัยของภาพนี้ที่ต้องการสื่อว่า “กว่าประชาชนจะได้ประชาธิปไตยมาต้องเสียเลือดเสียเนื้อเท่าไร”
ส่วนใต้ซุ้มศาลาด้านทิศเหนือมีภาพที่จำลองจากเหตุการณ์นายประพัฒน์ แซ่ฉั่ว (ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์) นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถือไม้หน้าสามยืนเผชิญหน้ากับกลุ่มทหารที่มีอาวุธสงครามครบมือ ตรงบริเวณหน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนินกลาง ซึ่งเป็นภาพข่าวดังไปทั่วโลก

ภาพปูนปั้น
การปั้นภาพให้มีชายถือไม้เหมือนกันหลายคนก็เพื่อสื่อว่ามีผู้เห็นด้วยกับฝ่ายนักศึกษาจำนวนมาก ขณะที่ฝ่ายทหารที่ใช้อาวุธปราบปรามนักศึกษาประชาชน เบื้องหลังเป็นผู้มีอำนาจยืนสั่งการอยู่
ในแนวระนาบเดียวกัน ใต้ซุ้มศาลาด้านทิศใต้เป็นภาพจำลองเหตุการณ์การสังหารหมู่นักศึกษาและประชาชนที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อคัดค้านการกลับมาของจอมพลถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรี ในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ในภาพแสดงให้เห็นว่ามีการทารุณกรรมเหยื่อด้วยวิธีการที่โหดร้ายป่าเถื่อน ทั้งการรุมทำร้ายทุบตี การจับแขวนคอบนต้นมะขามที่สนามหลวง การผูกคอร่างนักศึกษาวิ่งลากไปบนพื้นสนามฟุตบอล การใช้ไม้ลิ่มตอกอก หรือการนำร่างผู้ถูกทารุณกรรมไปทับกองกันแล้วจุดไฟเผาสดด้วยยางรถยนต์บนพื้นถนน
หากสังเกตรายละเอียดจะเห็น “ตรี คฑา จักร สังข์” อาวุธของพระนารายณ์ปรากฏอยู่ในท่ามกลางการทำร้ายผู้ชุมนุม ซึ่งอาจารย์ทองร่วงบอกว่าต้องการสื่อว่าผู้มีอำนาจอาศัยสถาบันมาแอบอ้างใช้ในทางที่ผิด จนทำให้เช้าวันนั้นมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน (ตัวเลขระหว่าง 39 - 45 คน) บาดเจ็บ 145 คน และถูกจับกุมมากกว่า 3,000 คน กลายเป็นโศกนาฏกรรมทางการเมืองที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของไทย
”เรื่องอย่างนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แล้วยังจะให้มันเกิดขึ้นมาอีกหรือ เราเอามาเป็นบทเรียนรึเปล่า”
ช่วงท้ายของวิดีโอนี้อาจารย์ทองร่วงย้ำว่างานปูนปั้นภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ทำขึ้นมาท่านมีความตั้งใจเพื่อจะบันทึกประวัติศาสตร์ไว้ ไม่ใช่ทำเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ
“งานทุกชิ้นที่ทำขึ้นมา ผมไม่กลัวที่จะทำเพราะอธิบายได้ มันเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ เพื่อเราจะได้ไม่ลืม”
อันที่จริงผลงานปูนปั้นล้อการเมืองฝีมือของอาจารย์ยังมีอีกไม่น้อย เพียงแต่ผู้เขียนตั้งใจเก็บเรื่องราวนี้มาเล่าในวาระครบรอบ 50 ปี เหตุการณ์นองเลือด 6 ตุลาคม 2519 จึงให้ความสำคัญกับงานที่บันทึกประวัติศาสตร์เดือนตุลา ด้วยหวังเช่นเดียวกับความตั้งใจของอาจารย์ทองร่วง ซึ่งได้จากโลกนี้ไปแล้วเมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2566 ด้วยวัย 80 ปี
ผู้เขียนได้รับความกรุณาจาก ครูบุญเจือน เอมโอษฐ คู่ชีวิตและช่างผู้ช่วยงานอาจารย์ทองร่วงมานานเกือบ 40 ปี ที่ให้ข้อมูลบางแง่มุม ทั้งมอบหนังสือที่จัดพิมพ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพอาจารย์ทองร่วง เอมโอษฐ เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2567 สำหรับใช้เป็นข้อมูลในงานเขียนนี้
โดยครูบุญเจือนเล่าว่าอาจารย์ทองร่วงมีความคิดอยากบันทึกเรื่องราวที่เป็นเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมืองไว้ด้วยงานปูนปั้นเพราะเป็นสิ่งที่ตัวเองถนัด
“อาจารย์ก็เขียนหนังสือเก่ง แต่การบันทึกด้วยศิลปะปูนปั้นติดไว้ตามที่ต่าง ๆ คนจะมองเห็นได้ง่าย ต่างจากการบันทึกเป็นตัวหนังสือ คนที่ไม่อ่านหนังสือก็จะไม่ได้รับรู้”
ข้อดีอีกอย่างคืองานปูนปั้นมีความคงทน “หากอยู่ในที่ร่ม ไม่โดนแดดโดนฝนจะอยู่ได้เป็นร้อยปี งานปูนปั้นจึงโชว์ได้เด่น และโชว์ได้ตลอด”
แต่หัวใจสำคัญที่ทำให้งานปูนปั้นสะท้อนสังคมและการเมืองของอาจารย์โดดเด่นไม่เหมือนใครเพราะท่านเป็นคนมีความรู้ บวชเรียนจนสอบได้เปรียญ 8 ตั้งแต่เป็นเณร ชอบอ่านหนังสือธรรมะ วรรณกรรมไทย นวนิยายจีน สนใจติดตามข่าวสารบ้านเมือง ทำให้มีความรู้รอบและลึกซึ้ง

ภาพปูนปั้น
“อาจารย์มักแนะนำลูกศิษย์ว่าจะเป็นช่างปูนปั้นที่ดีต้องมีความรู้ ต้องอ่านหนังสือเยอะ ๆ จะได้มีความคิดเอามาใช้ในการปั้นเรื่องราวต่าง ๆ”
และด้วยบุคลิกที่เป็นคนพูดน้อย แต่คิดเยอะ “ทำให้บางครั้งความคิดอาจจะแหวกแนวจนคนอื่นรับไม่ได้ หรือคิดล้ำจนคนตามไม่ทัน”
“เวลาอาจารย์ทำงานจะมองผ่านผลตอบแทนไปถึงว่าผลงานนั้นจะอยู่ได้นานแค่ไหน และเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างไร”
ทั้งหมดนี้ทำให้หลายสิบปีที่ผ่านมา อาจารย์ทองร่วง เอมโอษฐ ได้รับการยอมรับในฝีมือและความคิดในการทำงานจนได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ประณีตศิลป์-ศิลปะปูนปั้น) เมื่อปี พ.ศ. 2554




