พูดถึงเมืองลพบุรี ใคร ๆ ก็นึกถึงฝูงลิงที่อาศัยในย่านเมืองเก่าจำนวนมาก จนถูกเรียกขานว่า ‘เมืองลิง’
ประสบการณ์ในอดีตอย่างน้อย 2 ครั้ง ทำให้ผู้เขียนรู้สึกขยาดกับพฤติกรรมไม่เป็นมิตรของเจ้าถิ่นพวกนี้ จนไม่กล้าไปเยือนนานกว่าสิบปี ทั้งที่มีโบราณสถานน่าชมมากมาย
ในการเดินทางไปชม ‘พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์’ ที่ตั้งอยู่ภายในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า ‘วังนารายณ์’ ร่วมกับกลุ่มเพื่อนเมื่อเร็ว ๆ นี้ รู้สึกดีขึ้นมาก เพราะพบเห็นลิงในย่านเมืองเก่าน้อยลงจนเดินไปมาได้อย่างสบายใจไร้กังวล เข้าใจว่าเป็นผลจากการจัดระเบียบลิงที่เริ่มดำเนินการอย่างจริงจังมาตั้งแต่กลางปี พ.ศ.2567
พระนารายณ์ราชนิเวศน์เป็นพระราชวังโบราณที่เก็บรักษาเรื่องราวของ 2 ยุคสมัยไว้ในที่เดียวกัน

ภาพแผนที่เส้นทางเดินเรือของคณะราชทูตอยุธยาไปประเทศฝรั่งเศส และภาพคณะทูตฝรั่งเศสยื่นถวายพระราชสาส์นแด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ดังนั้นภายในพื้นที่นี้จึงมีอาคารเก่ายุคพระราชวังเมืองละโว้ ที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2209 สำหรับใช้ประทับในฤดูหนาวและฤดูร้อน ล่าสัตว์ ออกว่าราชการ และต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง กับอาคารยุครัตนโกสินทร์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างใหม่ในปี พ.ศ. 2399 คราวที่มีการบูรณะพระราชวังเดิมที่ถูกทิ้งร้างเป็นเวลาเกือบสองร้อยปี หลังสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในปี พ.ศ. 2231
เสน่ห์ของโบราณสถานแห่งนี้อยู่ที่งานสถาปัตยกรรมมีการผสมผสานระหว่างศิลปะไทยกับศิลปะตะวันตก ซึ่งปรากฏให้เห็นตั้งแต่กำแพงที่หนาและสูงใหญ่แบบป้อมปราการตะวันตก แต่มีใบเสมาเรียงรายอยู่บนสันกำแพง กับซุ้มประตูทรงโค้งแหลม หลังคาประตูทรงจตุรมุข ตรงจั่วตกแต่งลายกระจังปูนปั้น เช่นเดียวกับอาคารหลายหลังในเขตพระราชวังก็สร้างด้วยอิฐเป็นทรงตึกแบบตะวันตก มีช่องหน้าต่างและซุ้มประตูทรงโค้งปลายแหลมให้เห็นอย่างเด่นชัด
แต่ยังมีข้อถกเถียงกันว่าเป็นผลงานการออกแบบและวางผังแบบสถาปัตยกรรมยุโรปโดยฝีมือสถาปนิกและวิศวกรชาวฝรั่งเศส ตามที่ประวัติศาสตร์ไทยหลายแหล่งกล่าวไว้ หรือแท้จริงแล้วเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมอินโด-เปอร์เซียทั้งแผนผัง องค์ประกอบ และการประดับตกแต่ง

พระพุทธรูปทรงเครื่องนาคปรก ศิลปะเขมรแบบนครวัด (พุทธศตวรรษที่ 17) พบในประเทศไทย
โดยเฉพาะซุ้มหน้าต่างและประตูทรงโค้งแหลมที่เห็นบนสิ่งปลูกสร้างมากมายภายในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ เป็นแบบ Point Arch ศิลปะโกธิคของยุโรป หรือเป็นแบบ Ogee Arch ในสถาปัตยกรรมของอินโด-เปอร์เซียกันแน่
บนพื้นที่ขนาด 42 ไร่เศษในเขตราชวังโบราณ ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ พระราชวังชั้นนอก พระราชวังชั้นกลาง และพระราชวังชั้นใน แต่การเดินทางครั้งนี้มีหมุดหมายสำคัญอยู่ที่ พระที่นั่งพิมานมงกุฎ และพระที่นั่งจันทรพิศาล ซึ่งเป็นอาคารจัดแสดงของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติแห่งที่ 3 ของไทย ตั้งอยู่ในบริเวณพระราชวังชั้นกลาง
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เริ่มต้นจัดตั้งขึ้นที่พระที่นั่งจันทรพิศาลในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ร่วมกับ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ และ ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ เมื่อปี พ.ศ. 2467 โดยใช้ชื่อ ‘ลพบุรีพิพิธภัณฑสถาน’ จนถึงปี พ.ศ.2504 มีการเปลี่ยนชื่อใหม่อย่างที่ใช้ในปัจจุบัน
พระที่นั่งพิมานมงกุฎ เป็นตึก 3 ชั้นที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เพื่อใช้ในการแปรพระราชฐาน แต่วันนี้เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับพัฒนาการเมืองลพบุรี ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยปัจจุบัน โดยแบ่งการจัดแสดงแต่ละชั้นตามนี้
พื้นที่ชั้น 1 จัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (ราว 3,500 ปี ที่แล้ว) จนถึงสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 11–16) ที่พบจากแหล่งโบราณคดีลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณภาคกลาง และแหล่งโบราณคดีในจังหวัดลพบุรี ที่สะท้อนสภาพการตั้งถิ่นฐาน การดำเนินชีวิต เทคโนโลยี ภาษา ศาสนาและความเชื่อของผู้คนในอดีต
มีทั้งโครงกระดูกมนุษย์ ภาชนะดินเผา เตาดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้ทำจากโลหะ ภาชนะสำริด เครื่องประดับทำจากหินและเปลือกหอย พระพุทธรูป พระพิมพ์ดินเผา เหรียญตราประทับดินเผา จารึกภาษาบาลี สันสกฤต และรูปเคารพต่าง ๆ
ชั้น 2 จัดแสดงพัฒนาการของเมืองลพบุรี จากสมัยอิทธิพลเขมร (กลางพุทธศตวรรษที่ 16-18) โดยมีศิลปวัตถุและโบราณวัตถุที่สำคัญ อาทิ ทับหลัง พระพุทธรูปและเทวรูปขนาดใหญ่ ที่สลักจากหินทราย และรูปเคารพขนาดกลางถึงขนาดพกพาหล่อจากโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก (สำริด)

ทับหลังภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ศิลปะเขมรแบบเกาะแกร์ พบที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.ลพบุรี
ต่อเนื่องมาถึงสมัยอยุธยาและสมัยรัตนโกสินทร์ ที่แสดงให้เห็นความรุ่มรวยทางศิลปะผ่านงานศิลปกรรมและงานช่างรูปแบบต่าง ๆ อันวิจิตรบรรจง อาทิ พระพุทธรูปทรงเครื่องศิลปะอยุธยาตอนปลาย บานประตูไม้สลักสลักลวดลายก้านขด หรือเทพพนม ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมปูนปั้นสมัยอยุธยา ส่วนสมัยรัตนโกสินทร์ เช่น ตู้พระธรรมไม้ลงรักปิดทอง เงินตรา อาวุธ และเครื่องมือเครื่องใช้ เป็นต้น
และชั้น 3 ที่เคยเป็นห้องบรรทมของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จัดแสดงให้เห็นสภาพเหมือนครั้งที่ยังประทับอยู่ มีพระแท่นบรรทม ฉลองพระองค์ พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ พระสาทิสลักษณ์ เหรียญเงินต่างๆ เครื่องแก้ว เครื่องประกอบโต๊ะพระกระยาหารที่มีตราประจำพระองค์
สำหรับพระที่นั่งจันทรพิศาล ซึ่งเป็นอาคารสถาปัตยกรรมแบบไทยแท้คล้ายโบสถ์หรือวิหาร สร้างขึ้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ในปี พ.ศ. 2209 เดิมใช้เป็นหอประชุมองคมนตรีและออกว่าราชการ ต่อมาถูกทิ้งร้างจนส่วนบนของอาคารชำรุด เหลือแต่ผนัง ได้รับการซ่อมแซมให้กลับมาสมบูรณ์เมื่อครั้งสร้างหมู่ตึกเพื่อใช้แปรพระราชฐานของรัชกาลที่ 4

ภาพสลักนูนต่ำพระพุทธเจ้าปางวิตรรกะมุทรา สมัยทวาราวดี พบที่ อ.สระโบสถ์ จ.ลพบุรี
ปัจจุบันมีพื้นที่จัดแสดงเรื่องราวการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับเหตุการณ์การเจริญสัมพันธไมตรีระหว่างอยุธยากับฝรั่งเศสในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ผ่านภาพประวัติศาสตร์และโบราณวัตถุ อาทิ ภาพเขียนจำลองเหตุการณ์คณะทูตฝรั่งเศสของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ยื่นถวายพระราชสาส์นแด่สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาพพิมพ์คณะทูตสยามเข้าเฝ้าพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ณ พระราชวังแวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี พ.ศ. 2229 รวมถึงภาพแผนที่เส้นทางเดินเรือของคณะราชฑูตอยุธยาไปประเทศฝรั่งเศสทั้งขาไปและขากลับที่ใช้เส้นทางต่างกัน
นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับชาติอื่น ๆ ในเอเชีย อาทิ เปอร์เชีย จีน ญี่ปุ่น และส่วนจัดแสดงศิลปวัตถุทางพระพุทธศาสนาช่วงพุทธศตวรรษที่ 19–24 (สมัยอยุธยา-รัตนโกสินทร์) อาทิ ธรรมาสน์ไม้สักทองแกะสลัก ตู้พระธรรม ตาลปัตร และสมุดไทยโบราณ
ศิลปะวัตถุและโบราณวัตถุที่จัดแสดงไว้จำนวนมากกว่า 1,000 ชิ้น ทั้งหมดล้วนน่าชมจนเราใช้เวลาอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์นานกว่าที่ตั้งใจ ทำให้ไม่ทันเวลาไปเยี่ยมชม ‘บ้านหลวงรับราชทูต’ หรือที่รู้จักกันว่าบ้านวิชาเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ที่ใช้รับรองคณะทูตฝรั่งเศสที่มาเยือนกรุงศรีอยุธยาในปี พ.ศ. 2228 และปี พ.ศ. 2230 ซึ่งเป็นโบราณสถานอีกแห่งที่ตั้งใจไปชมในคราวนี้
อยากบอกว่าแม้จะพลาดไปหนึ่งเป้าหมาย ก็ไม่รู้สึกเสียดายเพราะการไปเยือนเมืองลิงเที่ยวนี้มีความประทับใจอย่างยิ่งกับของดีที่จัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑ์ อีกทั้งได้เพลิดเพลินกับการเดินเก็บภาพมุมสวย ๆ ภายในวังโบราณแบบไม่รู้เวลา จนเจ้าหน้าที่ต้องเดินมาบอกว่าหมดเวลาเปิดทำการแล้ว




