1
เราแบ่งลักษณะเศรษฐกิจ การเมืองไทยจากปี 2500 ถึงปัจจุบันเป็น 3 ช่วงใหญ่
1. ช่วง 30 ปีแรก ช่วงพัฒนาอุตสาหกรรมและประชาธิปไตย (สมัยยุคสฤษดิ์-เหตุการณ์ 14 ต.ค.-พลเอกเปรม 2500-2530) เส้นทางนี้มีทั้งราบรื่นและสะดุด แต่เป็นการปูพื้นให้กับทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ในช่วงท้ายมีโมเมนต์ของความหวัง เกิดคำ “โชติช่วงชัชวาล” “ประเทศ NICs” และ “เสือตัวที่ 5 ของเอเชีย”
2. ช่วงที่ 2 ช่วง 2530-2545 คือช่วงเปลี่ยนผ่านหรือช่วงวิกฤติทั้งการเมืองและเศรษฐกิจ ความสำเร็จของเศรษฐกิจการค้าทำให้เกิดคอร์รัปชันคึกคักของกลุ่มการเมือง นำไปสู่การรัฐประหาร รสช. และเหตุการณ์พฤษภาคม ทำให้ทหารเกิดความคิดทหารอาชีพกลับสู่กรม กอง แต่การเปิดเสรีการเงินนำไปสู่วิกฤติต้มยำกุ้ง การปฏิรูปรัฐธรรมนูญสีเขียว 2540 ซึ่งถือเป็นความตั้งใจดีมาก แต่กลับเกิดผลไม่คาดคิดเช่นกันคืออำนาจกลุ่มทุนการเมืองซึ่งทรงพลังอิทธิพลมากกว่าตัวบทกฎหมายที่เขียนไว้ จนสามารถชนะเลือกตั้งและเข้าครอบงำองค์การตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ ดังนั้นความคาดหวังจะลดความผันผวนก็กลับกลายเป็นการสร้างความผันผวนมากกว่าเดิม
3. ช่วงที่ 3 2545-ปัจจุบัน เริ่มโดยการเมืองประชานิยมของทักษิณ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนจนในชนบทซึ่งประสบความอยุติธรรมจากการกระจายรายได้ แบ่งปันโภคทรัพย์กับคนรวยส่วนน้อยในเมือง ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งนับตั้งแต่ปี 2544 เรื่อยมา ความสำเร็จของทักษิณบวกกับการเริ่มเข้าครอบงำองค์กรอิสระ ทำให้เกิดภาพว่าพวกเขาจะสามารถครอบงำอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จและยาวนาน ส่งผลให้พลังอนุรักษ์ กองทัพ อำนาจตุลาการบางส่วน เกิดความหวาดกลัว และรวมพลังกันวางแผนต่อต้านอย่างจริงจังต่อมาถึงปัจจุบัน
ปัญหายิ่งซับซ้อนเมื่อมีการเมืองของคนรุ่นใหม่ ซึ่งมีจำนวนสัดส่วนผู้มีเสียงเลือกตั้งราว 1 ใน 3 เข้ามามีบทบาท เพราะพลังเหล่านี้คับข้องใจกับการที่ชนชั้นนำไม่ยอมเปลี่ยนแปลงระดับรากฐานทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งส่วนหนึ่งรวมไปถึงสถาบันสูงสุดของประเทศด้วย
การเลือกตั้งครั้งล่าสุดพลังการเมืองบ้านใหญ่แบบเก่ารวมตัวกันในนามพรรคภูมิใจไทย และหันมาใช้นโยบายประชานิยมด้วย และอิงแอบกับฝ่ายอนุรักษ์ ทำให้มีพลังมากพอในการจัดตั้งรัฐบาล
2
ปัญหาเศรษฐกิจไทย
เต็มใจติดกับดัก ขอรวยง่าย จะตายก็ตายด้วยกัน
1. ไทยไม่เคยมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีของตัวเอง ไทยตื่นตัวปฏิรูปเกือบพร้อมกับญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นลงมืออย่างจริงจังคือปฏิรูปการศึกษาภาคบังคับครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2415 จากนั้นก็ทั้งส่งออกและระดมทุนภายในเพื่อปฏิวัติอุตสาหกรรม เหล็กกล้า ต่อเรือ ราวปี 2450 ก็ได้ก้าวมาเป็นมหาอำนาจโลก ไทยมุ่งเน้นปฏิรูปการปกครอง การศึกษามุ่งสร้างข้าราชการ คนไทยจึงไม่มีแรงบันดาลใจจะสร้างเศรษฐกิจให้ทัดเทียมตะวันตก เศรษฐกิจก็มีเพียงการผลิต ขายข้าว ไม้สัก ดีบุก ยางพารา ซึ่งเกือบจะไม่ได้ใช้เทคโนโลยีอะไร ช่วงรัชกาลที่ 6 และจอมพล ป. ยังมีนโยบายชาตินิยม ต่อต้านคนจีน ฯ ทำให้การพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมยากลำบาก
จากยุคเริ่มพัฒนาอุตสาหกรรมจริงจังสมัยสฤษดิ์จนถึงยุครุ่งเรืองการค้าการลงทุนสมัยพลเอกเปรม-ชาติชาย การเปิดนโยบายการเงินเสรีจนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ไทยเน้นนำเข้าเครื่องจักร เทคโนโลยีระดับต่ำ เช่น เครื่องทอผ้า เครื่องมือประมง ถัดมาในยุคเน้นการส่งออกหรือลงทุนโครงการใหญ่ ไทยไม่เคยบังคับให้หุ้นส่วนถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ ได้แต่ทำตัวเป็น supply chain ที่ดี เพื่อให้ได้เพียงค่าแรงเป็นหลัก
หลังปี 2540 มีการขยายตัวอุตสาหกรรมยานยนต์ตามแนว Detroit of Asia มีโรงงานการผลิตประกอบรถยนต์จากญี่ปุ่นอย่างขนานใหญ่ แต่ไทยก็ไม่ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงใหญ่คือธนาคารลดความสำคัญลง กลุ่มทุนต่าง ๆ ระดมทุนได้จากการขายหุ้นหรือออกหุ้นกู้ เกิดการกระจุกตัวของเจ้าพ่อเศรษฐกิจ 4-5 กลุ่มใหญ่คือ เจริญโภคภัณฑ์ กลุ่มเหล้าเบียร์ อสังหาริมทรัพย์ ของเจริญ สิริวัฒนภักดี กลุ่มเบียร์สิงห์ กลุ่มเซ็นทรัล กลุ่มพลังงาน กลุ่มปูนซิเมนต์ไทย กลุ่ม ปตท. เป็นต้น ทั้งหมดไม่ได้มุ่งเน้นอุตสาหกรรมขั้นสูงใหม่ ๆ ด้วยเหตุนี้ในช่วงหลังการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ไทยได้ลดโอกาสตัวเองในการเป็นประเทศที่หันเข้าไปหาเทคโนโลยีทันสมัยแบบใหม่ คือ ดิจิตอล Chip และ AI จนถึงปัจจุบันเศรษฐกิจไทยยังติดกับดักแนวทางแบบผลิตแบบสะดวก ใช้เทคโนโลยีเก่าแก่ แรงงานราคาต่ำ และการเติบโตภายในมากกว่าการส่งออก
2. ไทยไม่เคยเน้นประสิทธิภาพ efficiency) ในการผลิตหรือประสิทธิภาพในการปรับตัว แต่กลับเกิดมีวงจรอุบาทว์ฉุดรั้งประสิทธิภาพประเทศ เกิดวงจรอุบาทว์ที่ทำลายประสิทธิภาพเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีรัฐไทย (นักการเมือง+ข้าราชการ) เป็นเจ้ามือใหญ่ให้กับวงจรอุบาทว์ดังกล่าว กล่าวคือ รัฐเป็นผู้ดำเนินนโยบาย โครงการก่อสร้างใหญ่น้อย ทั้งในด้านถนน ทางด่วน รถไฟ รถไฟฟ้า ท่าเรือ อาคาร สถานที่ราชการขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก อุโมงค์ โครงการระดับย่อยของ อบจ. อบต. นโยบายสร้างโปรเจคก่อสร้างซึ่งระดับการใช้เทคโนโลยีต่ำนี้เป็นแรงเอื้อต่ออุตสาหกรรมผลิตวัสดุก่อสร้างและบริษัทก่อสร้างขนาดใหญ่ เมื่อโครงการสำเร็จเครือข่ายเหล่านี้ก็เป็นขุมทองของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในการสร้างคอนโด หมู่บ้านจัดสรร ซึ่งเพิ่มผู้อยู่อาศัยซึ่งต้องการยานพาหนะ (แม้จะอยู่ติดสถานีรถไฟฟ้า) รถยนต์ ฯ ตามมาด้วยการเติบโตของธุรกิจการบริโภค การบริการ เช่น ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ภัตตาคาร ฯลฯ แล้วก็ย้อนกลับมาสู่นโยบายของนักการเมือง ข้าราชการ ที่ผูกพันกับธุรกิจต่าง ๆ ในวงจรวนไปอยู่เช่นนี้ โดยขยายเป็น mega project ใหญ่ขึ้น จำนวนมากขึ้นโดยตลอด ตัวเลขของ OECD ชี้ให้เห็นว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาอัตราการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงานไทยโดยรวมอยู่ที่ 0%
3. ยิ่งเกิดช่องว่างทั้งภายในและนอกประเทศ คนจนยิ่งเจ็บ
(ก) โครงการ mega project เช่น รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง Express way ทางด่วน ทางยกระดับ อุโมงค์ ซึ่งโดยรวมหลาย ๆ ล้านล้านบาท จะเกิดช่องว่างกับผู้ใช้สินค้าและบริการซึ่งมีจำนวนคนและรายได้ไม่พอ จนเป็นภาระหนี้สินเรื้อรังของประเทศได้ คอนโด ตึกสูงแถบรถไฟฟ้า ชานเมือง ซึ่งลงทุนไปหลายหมื่นล้านบาท ก็มีอัตราว่างถึง 40-50%
(ข) ช่องว่างทางเทคโนโลยี เปรียบเทียบไทยกับเกาหลี บริษัทใหญ่ เช่น Samsung มีรายได้มากกว่า CP 2 เท่า เป็นยักษ์ใหญ่ในด้านคอมพิวเตอร์ชิพขนาดเล็กที่สุด ธุรกิจด้านอิเล็กทรอนิกส์ อวกาศ อาวุธ ชั้นนำของโลก บริษัทยักษ์ใหญ่สุดของไทยมีผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ การสื่อสาร ขายปลีก
(ค) ช่องว่างรายได้ยิ่งกว้าง-เศรษฐกิจยิ่งวิกฤติ ถ้ามองในแง่ภายในประเทศคนรวยที่สุด 1% มีรายได้ 20 เท่าของรายได้ทั้งหมด ถ้าเพิ่มเป็นคนรวยจำนวน 10% จะมีรายได้ครึ่งหนึ่งของประเทศ ถ้ามองทรัพย์สินขั้นล่างของประเทศมีทรัพย์สินรวมเพียง 3% ของประเทศเท่านั้น
(ง) ช่องว่างด้านอายุ ไทยประสบปัญหาประชากรสูงอายุมานานหลายปีแล้วและยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปโดยตลอด เป็นภาระสวัสดิการของประเทศ ปริมาณแรงงาน และผู้ประกอบการน้อยลงเรื่อย ๆ
(จ) ช่องว่างการบริโภค หนี้สินยิ่งมากบริโภคยิ่งน้อยลง หนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยอยู่ในระดับสูงสุดในเอเชียเท่า ๆ กับเกาหลีใต้ แต่คนเกาหลีมีรายได้มากกว่าเรา 4.5 เท่า สิงคโปร์มีหนี้ครัวเรือนเพียง 40-50% แต่รายได้สูงกว่าเรา 12 เท่า หนี้สินมากรายได้ต่ำ หลังจากผ่อนหนี้สินย่อมบริโภคน้อยลง แต่อาหาร ค่าที่พักราคาสูงขึ้นตลอด ทางออกคนจนคือบริโภคน้อยลง คุณภาพต่ำลง อยู่อาศัยแย่ลง หรือถูกขับออกจากเขตเมืองจนถึงขั้นกลับไปอยู่บ้านเกิด ทำมาหากินแบบยังชีพ
3
เราตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามการอยู่รอดของความเป็นชาติ National Existential Threat แล้ว
1. ข้อสังเกตความสำเร็จในการพัฒนาในเอเชีย ประเทศที่ประสบความสำเร็จกว่าคนอื่น เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน สิงคโปร์ ล้วนเป็นประเทศที่ได้อิทธิพลขงจื้อ รักการอ่านเขียน ถกเถียง และทุกประเทศมีแรงผลักดันที่จะต้องพัฒนาให้ทัดเทียมกับศัตรูที่กำหนดการอยู่รอด (existence) ของตน
2. ไทยไม่เคยเผชิญภัยคุกคามการอยู่รอดจริงจัง มีช่วงสั้นๆ ในรัชกาลที่ 4-5 เราจึงพัฒนาอย่างง่าย คือไปเน้นการสร้างระบบราชการเพื่อรองรับการปกครองแบบใหม่ และเราก็พัฒนาอย่างง่าย ๆ เรื่อยมา คนไทยจึงได้อยู่อย่างสบาย ๆ ร่วมกันหลาย ๆ กลุ่มเหล่าชาติพันธุ์ แต่ในช่วง 20 ปีหลังนี้ที่มีความขัดแย้งความคิดรุนแรง มีการใช้ภาษาของความเกลียดชัง ทำให้เกิดการแตกแยกแบบทำร้าย ทำลาย ไม่คบหาสมาคมกัน เป็นหลายกลุ่มเหล่า ประเทศไทยจึงต้องจ่ายต้นทุนภายในภายนอกไปอย่างมหาศาล ภายนอกคือสูญเสียการลงทุน ความเชื่อมั่น เสียโอกาสในการก้าวไปข้างหน้า ภายในประเทศถ้าเรามององคาพยพหลาย ๆ ด้านของเราเป็นทุน สิ่งที่สูญเสียไปคือ
ก. ทุนทางสังคม ที่เคยมีผู้อาวุโสทางสังคม ทางนักวิชาชีพ ทางสื่อมวลชน เป็นผู้ชี้ปัญหา ทางออก คำแนะนำ ตามเหตุการณ์ ก็เลิกล้มไปเพราะความขัดแย้งดังกล่าว ประจวบกับ disruption จากโซเชียลมีเดีย ทุนมนุษย์ที่ดีในกลุ่มชั้นนำทางอาชีพและปัญญา ก็ถูกลดทอนลงโดยการเติบใหญ่ของเครือข่ายคอนเนคชั่น จากนโยบายการหาผลประโยชน์ของกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ เช่น โครงการพิเศษของ วปอ. ของศาล ของรัฐสภา ของธุรกิจพลังงาน ฯลฯ จนกล่าวได้ว่าได้เกิด Politic of network of connection ขึ้นแล้ว
ข. ทุนด้านความยุติธรรมและการปกครองโดยกฎหมาย (rule of law) มีความสำคัญมากต่อการลงทุน ค้าขาย เป็นพันธมิตรรร่วมค้า ร่วมลงทุน เศรษฐกิจ การทหาร การเมืองระหว่างประเทศ ภายในประเทศก็สำคัญยิ่งยวดเช่นกัน สิ่งที่ถูกเรียกว่า “นิติสงคราม” “ตุลาการปฏิวัติ” “ตุลาการธิปัตย์” จากการตัดสินคดีที่ผิดเพี้ยน มีแนวความเชื่อแบบเฉพาะกลุ่มเฉพาะฝ่ายมากำกับของบางศาลในหลาย ๆ คดี ก็มีผลเช่นกัน
ค. ทุนทางวัฒนธรรม ที่สำคัญคือทุนทางจิตใจ เช่น การมีน้ำใจ การใส่อกใส่ใจ การต้อนรับแขก การเกรงใจ “ยิ้มสยาม” ซึ่งมีคุณค่ามหาศาลต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ที่เข้ามาแทนเป็นการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว การกรรโชก หลอกลวงต่างๆ ซ้ำเติมเศรษฐกิจด้านนี้
ง. ทุนทางความเชื่อใจ มั่นใจ (Trust) ความมั่นใจในตัวบุคคลในสถาบันหลักของสังคม เช่น พระสงฆ์ ตำรวจ ศาล ข้าราชการ นักการเมือง วิชาชีพต่าง ๆ ลดลงอย่างมาก จนบางแห่งเป็นศูนย์ จากการคอร์รัปชัน โกงกิน เรียกสินบน ไม่มีจริยธรรม จรรยาบรรณ พระสงฆ์ซึ่งโกงเงิน ฟอกเงิน เกี่ยวพันกับการพนันออนไลน์ 2,000 ล้าน มีสัมพันธ์กับสีกาในหลายวัด อุบัติภัยซึ่งกระทบชีวิตความเป็นอยู่ผู้คน ซึ่งสะท้อนการคอร์รัปชันกับความไร้ความรับผิดชอบของวิชาชีพ เช่น ตึกถล่ม ถนนยุบ ฯลฯ การตัดสินคดีซึ่งมีอคติของศาลยุติธรรม แทรกแซงการเมืองประชาธิปไตย ในจำนวนมากกรณี ก็นำมาซึ่งการสูญเสียศรัทธาเช่นกัน
สรุปการเมือง พลังการเมืองปัจจุบันมี 3 ส่วน 3 ที่มา
1. คนรุ่นใหม่ มีฐานเสียงประมาณ 1 ใน 3 ของผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียง ต้องการเปลี่ยนแปลวรวดเร็ว จริงจัง
2. คนจนในเมืองและชนบท ซึ่งเผชิญปัญหาความไม่ยุติธรรมในการกระจายรายได้ จะเลือกการเมืองเก่า บ้านใหญ่ กับประชานิยม ของภูมิใจไทย กล้าธรรม และเพื่อไทยต่อไป
3. พลังอนุรักษ์ เป็นพวก low vote but high profile พวกเขาสามารถจี้จุดการเปลี่ยนแปลงสำคัญ ๆ ได้
สรุปเศรษฐกิจ
1. เศรษฐกิจไทยติดกับดักทั้งผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเก่า ขาดนวัตกรรม ประสิทธิภาพ และพื้นฐานในการก้าวสู่เศรษฐกิจยุค Disruption และ AI อย่างสิ้นเชิง
2. ผลักไสคนจนเมืองและชนบท โดยมีหนี้สินเพิ่ม รายได้สุทธิลดลง การบริโภคลดปริมาณและคุณภาพต่ำลง เราเป็นชาติที่ล้มเหลวแล้วแต่ไม่ถึงรัฐล้มเหลว (failed state) ยังมีโอกาสลุกขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ปัญหาคนจนจะเป็นชนวนการเปลี่ยนแปลงใหญ่ของการเมืองไทย
หมายเหตุ: ศาสตราจารย์ธีรยุทธ บุญมี บรรยายพิเศษหนึ่งในโอกาสครบรอบ 30 ปีในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์




