“ด้วยเหตุนี้ ทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ จึงขอประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในวันนี้ว่า เรา ยินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่ ต่อนโยบายห้ามผลิตและนำเข้ามาเพื่อขายนิโคตินถุงในประเทศไทย เราขอ สนับสนุนมติของคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ และเครือข่ายวิชาชีพทันตแพทย์ที่ได้แสดงข้อห่วงกังวลมาก่อนหน้านี้”
เป็น คำกล่าว ของ รองศาสตราจารย์ ทันตแพทย์หญิง ดร.ศิริวิมล ศรีสวัสดิ์ นายกทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ปิดท้าย การประชุมวิชาการ หัวข้อ “สิ่งที่ทันตแพทย์มองเห็น” หรือ What Dentists See ในวันที่ 16 มิย 2569
ทันตแพทย์ไทยไม่เอานิโคติน เป็น การรวมตัวของทันตแพทย์ไทย ภายใต้ความร่วมมือของทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยและเครือข่ายทันตบุคลากรไทยเพื่อการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนงานสาธารณสุขไทยเพื่อปกป้องเด็ก เยาวชน และประชาชนจากภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์นิโคติน ซึ่งเป็น ปัจจัยเสี่ยงที่กำลังคุกคามสุขภาพของสังคมไทย
หลายคนอาจมองว่าหน้าที่ของบุคลากรสาธารณสุขคือการรักษาผู้ป่วย แต่ในความเป็นจริง การสร้างสุขภาพที่ดีให้กับประชาชนไม่อาจอาศัยการรักษาเพียงอย่างเดียว หากต้องมองให้ลึกไปถึงต้นเหตุของปัญหาและปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้ปัญหาเหล่านั้นเกิดขึ้น
หลักคิดเดียวกันนี้เกิดขึ้นในวิชาชีพทันตแพทย์
“The mouth is the window of the body”
ช่องปากเป็นหน้าต่างของร่างกาย และ นำไปสู่การมองข้ามไปถึงสุขภาวะของคนในสังคม
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทันตแพทย์ไทยตรวจพบเด็กที่มีปัญหาฟันผุเป็นจำนวนมาก แม้จะให้การรักษา ให้คำแนะนำรายบุคคล และให้ความรู้แก่ผู้ปกครองอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหายังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเกิดการรวมตัวของภาคีเครือข่าย ”เด็กไทยไม่กินหวาน“ เพื่อขับเคลื่อนโครงการเด็กไทยไม่กินหวาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพช่องปากของเด็กไทยในระดับสังคม
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า การสร้าง “นิเวศสุขภาวะ” หรือ Health Ecosystem ให้กับสังคม
แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับคำประกาศออตตาวา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการสร้างสุขภาพอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันหลายด้าน ทั้งการสร้างนโยบายสาธารณะ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ การเสริมพลังชุมชน การพัฒนาทักษะส่วนบุคคล และการปรับระบบบริการสุขภาพ
หากเราคิดถึงความยั่งยืน เราไม่อาจมองเฉพาะการรักษาคนไข้รายบุคคล แต่ต้องมองถึงระบบและสภาพแวดล้อมที่ทำให้ปัญหาสุขภาพเกิดขึ้นด้วย
สิ่งที่ทำให้ทันตแพทย์มีบทบาทสำคัญต่อสังคม ไม่ใช่เพียงความรู้ทางวิชาการ แต่คือความสามารถในการเข้าใจผู้ป่วยอย่างลึกซึ้ง ทันตแพทย์จำนวนมากไม่ได้มีเพียงความเห็นอกเห็นใจ หรือ Empathy เท่านั้น แต่ยังมี Cognitive Empathy คือความสามารถในการมองเห็นปัญหา เข้าใจสาเหตุ และเชื่อมโยงผลกระทบในระดับบุคคล ครอบครัว และสังคม
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์หรือ Artificial Intelligence สามารถประมวลผลข้อมูลได้อย่างมหาศาล สิ่งที่วิชาชีพสุขภาพยังคงมีเหนือกว่า คือ Authentic Empathy หรือความเข้าใจมนุษย์จากประสบการณ์จริง การได้สัมผัสชีวิต ความทุกข์ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโดยตรง
จากมุมมองดังกล่าว การก่อตั้งเครือข่ายทันตบุคลากรไทยเพื่อการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้าจึงมิใช่เพียงการรวมตัวของบุคลากรวิชาชีพ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างนิเวศสุขภาวะเพื่อปกป้องเด็ก เยาวชน และคนไทยจากภัยของนิโคตินในทุกรูปแบบ
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่เครือข่ายกำลังเฝ้าระวังคือ “นิโคตินถุง” หรือ Nicotine Pouch ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในหลายประเทศ
นิโคตินถุงเป็นซองขนาดเล็กสีขาวที่บรรจุนิโคตินและสารแต่งกลิ่นรส ผู้ใช้จะเหน็บซองไว้ระหว่างริมฝีปากและเหงือก เพื่อให้นิโคตินค่อย ๆ ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดโดยไม่ต้องเผาไหม้ ไม่ต้องสูดควัน และไม่ต้องใช้เครื่องอิเล็กทรอนิกส์
เมื่อผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถูกใช้ภายในช่องปากโดยตรง ทันตแพทย์จึงเป็นหนึ่งในวิชาชีพแรก ๆ ที่มีโอกาสสังเกตเห็นผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งพฤติกรรมการใช้งานที่กำลังแพร่กระจายเข้าสู่กลุ่มเด็กและเยาวชน
สิ่งที่สำคัญกว่าการพบผลิตภัณฑ์ชนิดใหม่ คือการตั้งคำถามต่อสิ่งที่พบเห็น
สิ่งที่ทันตแพทย์มองเห็น เบื้องต้น คือ ผลกระทบต่อสุขภาพช่องปาก เช่น
• การระคายเคืองของเยื่อบุช่องปาก
• เหงือกร่นโดยเฉพาะตำแหน่งที่วางซอง
• การเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อในช่องปาก
• การเสพติดนิโคติน
• การดึงดูดเด็กและเยาวชนผ่านกลิ่นและรสชาติ
• มะเร็งในช่องปาก
“สิ่งที่ทันตแพทย์มองเห็น” หรือ What Dentists See ไม่ใช่เพียงรอยโรคในช่องปากหรือพฤติกรรมของผู้ป่วย แต่เป็นกระบวนการคิดเชิงวิพากษ์ การตั้งคำถามต่อความเสี่ยงใหม่ และการมองไปข้างหน้าว่าปัญหานี้อาจส่งผลต่อสังคมอย่างไรในอนาคต
ในกรณีของนิโคตินถุง คำถามสำคัญมิได้มีเพียงเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพ แต่ยังรวมถึงสถานะของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวในเชิงวิชาการและกฎหมาย
นิโคตินถุง พัฒนามาจาก สนูซ (Snus) แบบดั้งเดิม มีต้นกำเนิดจากประเทศ สวีเดน ทำจากใบยาสูบบด มีนิโคตินตามธรรมชาติจากยาสูบ วางไว้ใต้ริมฝีปาก
แต่ สนูซขาว (White Snus) หรือ Nicotine Pouch โดยทั่วไป ไม่มีใบยาสูบ
• มีนิโคตินสกัดหรือนิโคตินสังเคราะห์
• มีสารแต่งกลิ่นและรส เช่น มิ้นต์ ผลไม้ กาแฟ
• ไม่ต้องเผาไหม้ ไม่เกิดควัน
• ไม่ต้องสูดดมเหมือนบุหรี่ไฟฟ้า
คำว่า “White Snus” เป็นชื่อทางการตลาด
ไม่ใช่ snus จริง เพราะไม่มีส่วนประกอบของยาสูบ
แต่ มี นิโคตินสกัดหรือนิโคตินสังเคราะห์
ในทางนิติเภสัชศาสตร์ “สารนิโคติน” เป็นวัตถุที่รับรองไว้ในตำรายาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประกาศ นิโคตินจึงเป็น “ยา” ตามนิยามของกฎหมายว่าด้วยยา และไม่มีบทยกเว้นให้ไม่เป็นยา วัตถุที่มีการรับรองในตำรายาดังกล่าวย่อมอยู่ในขอบเขตของกฎหมายว่าด้วยยา การนำเข้ามาในราชอาณาจักร การผลิต การจำหน่าย “สารนิโคติน” จึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยยา
เมื่อนำ “สารนิโคติน” มาทำให้เป็น “สูตรตำรับยา” เพื่อให้เป็นยาสำเร็จรูปสำหรับการใช้ทางการแพทย์ ก็ต้องยื่นขอขึ้นทะเบียนตำรับยา เมื่อได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนตำรับยาแล้วจึงจะผลิตยา หรือนำสั่งยานั้นเข้ามาในราชอาณาจักรได้
กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศให้ยาที่มีนิโคตินหรือสารประกอบนิโคตินซึ่งมุ่งหมายที่จะใช้สำหรับช่วยอดบุหรี่ ยกเว้นรูปแบบหมากฝรั่งสำหรับเคี้ยว (chewing gum) และรูปแบบแผ่นแปะ (transdermal patch) เป็นยาอันตราย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ยาอันตราย รายการที่ 74 จึงมีสถานะเป็นยาแผนปัจจุบันบรรจุเสร็จที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ
ส่วน “ผลิตภัณฑ์นิโคติน” จะอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายอื่นอีกด้วยก็ย่อมเป็นได้หากเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น เช่น การเสียภาษีสรรพสามิต
ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่า การแก้ปัญหาสุขภาพสมัยใหม่ไม่อาจอาศัยเพียงข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเท่านั้น
บทเรียนจากอดีตของขบวนการเภสัชศาสตร์เพื่อสังคม นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง สำลี ใจดี อดีตประธานกลุ่มศึกษาปัญหายา แสดงให้เห็นว่า การขจัดคาเฟอีนและฟีนาเซตินออกจากยาแก้ปวดชนิดซอง การนำแอลกอฮอล์ออกจากยาลดไข้เด็ก การเพิกถอนตำรับยา tetracycline ชนิดผงบรรจุซองมุ่งใช้สำหรับเด็ก ยา chloramphenicol syrup สำหรับเด็ก ยาลดไข้ Dipyrone ที่ทำให้เม็ดเลือดขาวลดลงอย่างรุนแรง
การผลักดันให้ยกเลิกตะกั่วบัดกรีในถังน้ำดื่ม หรือการลดการใช้สาร Bisphenol A ในขวดนมเด็ก ล้วนเกิดจากการนำวิชาการ เภสัชระบาดวิทยา นิติเภสัชศาสตร์ และหลักการคุ้มครองผู้บริโภค มาร่วมกันวิเคราะห์และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
นิโคตินถุงอาจเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่สังคมไทยต้องร่วมกันศึกษาและหาคำตอบด้วยกระบวนการเดียวกัน “สารนิโคติน” ก่อนนำมาบรรจุเป็นถุง ได้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยยาหรือไม่
และนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างเครือข่ายทันตบุคลากรไทยเพื่อการควบคุมยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า กับเครือข่ายเภสัชกรคุ้มครองผู้บริโภค ในการนำองค์ความรู้ด้านทันตสาธารณสุข นิติเภสัชศาสตร์ เภสัชศาสตร์สังคม และการคุ้มครองผู้บริโภค มาร่วมกันวิเคราะห์และทำความเข้าใจความท้าทายใหม่ที่เกิดจากผลิตภัณฑ์นิโคตินรูปแบบใหม่
เพราะในท้ายที่สุด สิ่งที่ทันตแพทย์มองเห็น มิใช่เพียงปัญหาในช่องปากของคนไข้ แต่คือสัญญาณเตือนที่ช่วยให้สังคมมองเห็นความเสี่ยงก่อนที่จะกลายเป็นวิกฤต เป็นพัฒนาการของการสร้างนิเวศสุขภาวะที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เยาวชน และประชาชนไทยให้ปลอดจากนิโคตินที่ทำลายสุขภาพ.




